นักลงทุนควรปรับลดทรัพย์สินประเภทใดในปีหน้า

FED

  • คาดว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่บรรลุเป้าหมายแล้ว โดยการว่างงานที่ลดลงนั้นย้ำว่าตลาดแรงงานกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไปสู่ระดับการจ้างงานเต็มรูปแบบ

  • FED ได้เร่งการปรับลดวงเงิน Q/E ลงให้สิ้นสุดภายใน เดือนมีนาคม 2565 โดยเริ่มในเดือนมกราคม 2565

  • การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ออกมาว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2565 / 2 ครั้งในปี 2566 และอีก 2 ครั้งในปี 2567

J.P.Morgan

เชื่อว่าตลาดหุ้นในวงกว้างจะชะลอตัวลงเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรลดลงแสดงให้เห็นว่า FED ดำเนินนโยบายได้ค่อนข้างดี  และเชื่อว่า FED จะรับแรงกดดันจาก ความผันผวนได้ดีกว่าที่ตลาดคาด และ เศรษฐกิจจะสามารถรองรับ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ปรับตัวสูงขึ้นได้
  • บริษัทที่ไม่ได้มีผลประกอบการที่ดี แต่มีมูลค่าสูงนั้น ราคาตกลงมาจากระดับสูงสุดถึง 40% ในขณะที่ หุ้นพื้นฐานดียังคงทำระดับสูงสุดต่อเนื่อง ทาง J.P.Morgan ยัง คงตื่นเต้นกับเทคโนโลยี และธุรกิจเพื่อดูแลสุขภาพ เพียงแต่ไม่คิดว่าราคา ณ ปัจจุบันนั้นน่าเข้าลงทุน เชื่อว่าทั้ง 2 ดัชนีราคาในกราฟจะมาบรรจบกัน ก่อนที่ตลาดจะกลับมาเป็นปกติ 

 

  • ตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade นั้นไม่น่าสนใจเท่าไหร่นัก แม้ว่า โอกาสที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทต่าง ๆ จะดูน้อยลง และ เชื่อว่านักลงทุน สามารถทำผลตอบแทนจาก Fixed-income รูปแบบอื่น ๆ จะน่าสนใจกว่า

 

  • ทองคำมีความน่าสนใจลดลงจากการที่อัตราเงินเฟ้อในปีหน้ามีแนวโน้ม ลดลง หาก FED มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งการที่อัตราผลตอบแทน พันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินทุนบางส่วนไหลมาเข้าพันธบัตร ที่มีความเสี่ยงน้อยแทนทองคำ และยังสร้างผลตอบแทนให้อย่างต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับทองที่เก็บไว้เฉย ๆ และ หากดอลลาร์แข็งขึ้นจากการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจก็จะมีผลลบต่อราคาทองคำอีกด้วย

บทสรุป

 หุ้น value น่าสนใจลงทุนกว่าหุ้น growth ในขณะที่ตราสารหนี้นั้นไม่น่าลงทุนมากนักโดยเฉพาะ investment grade bond และ ทองคำไม่น่าถือในปีนี้และอาจจะรวมไปถึงปีหน้าด้วย เพราะ J.P. Morgan คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นได้ดี

Resource : J.P.Morgan Insight Wealth Management,17  Dec 2021

Share On :