ไวรัสแค่มาชะลอ หรือมาหยุดการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เริ่มต้นปี 2022 มานี้

จะเห็นสถิติการระบาดของ Covid-19 ที่สูงขึ้น และผู้คนจำนวนมากกลับไป Work From Home แต่ทว่าความแตกต่างในการระบาดรอบนี้คือ โอไมครอนสร้างผลกระทบที่มีความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนได้ไม่มากนัก โดยพิสูจน์แล้วว่า ถึงแม้ว่าวัคซีนจะป้องกันการติดเชื้อโอไมครอนได้น้อยลง แต่วัคซีนสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ดีกว่าที่คาด โดยสังเกตุจากจำนวนผู้เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าก่อนหน้านี้มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่  

    ⦿ จำนวนผู้ติดเชื้อเส้นสีแดงเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของจุดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดเมื่อต้นปี 2021

    ⦿ จำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลับน้อยกว่าช่วงเดียวกันถึง 50%

ทั้งจำนวนเคส และการรักษาในลอนดอนเริ่มลดลง ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าจุดที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดจาก สถานการณ์โอไมครอนนั้นจบลงแล้ว และคาดว่าในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลกจะเป็นเหมือนกันในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากสหราชอาณาจักรมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงกว่าที่อื่น ๆ ฉะนั้นแรงกดดันต่อ โรงพยาบาล และบริการโดยทั่วไปจะเพิ่มขึ้นต่อพื้นที่อื่น ๆ ในโลกเนื่องจากปัญหาการขาดแคลน บุคคลากร และ การเข้าถึงทรัพยากร (วัคซีน)

ในฝั่งประเทศจีนนั้น นโยบาย Zero-Covid ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แต่กลับส่งผลให้จีนแทบไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงลบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เราเชื่อว่าจีนอาจมีการผ่อนคลายนโยบาย หากเศรษฐกิจเติบโตไม่ถึงเป้าสาเหตุจากความเข้มงวดในนโยบายการดำเนินงานที่มากเกินไป

ในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงเห็นได้ชัดว่าสามารถปรับตัวตามนโยบายที่ประกาศของ FED มากกว่าความกังวลที่เกิดจากไวรัสโอไมครอน 

ระดับการจ้างงาน

เป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และ การจัดการกับสภาพคล่องเพื่อกำจัดปัญหาเงินเฟ้อซึ่งมีนัยยะสำคัญมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ โดยระดับการจ้างงานในปัจจุบันของสหรัฐฯ ถือว่าใกล้เคียงเป้าหมาย และลดความตึงตัวทางด้านแรงงานลงแล้ว ฉะนั้นนี่เป็นหนึ่งสัญญานที่อาจบ่งบอกได้ว่าการขึ้นดอกเบี้ย และลดสภาพคล่องใกล้เข้ามาแล้ว

 

⦿ ไวรัสโอไมครอนนั้นแค่ชะลอเศรษฐกิจเท่านั้น คาดไม่ทำให้การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจชะงัก แม้ว่าในแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบที่ มาก – น้อย แตกต่างกันไป

⦿ หุ้นและพันธบัตรร่วงทันทีหลัง FED ประกาศท่าทีที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่กำหนด อีกทั้งยังบอกอีกว่า จะปรับลดขนาดงบดุลแต่ยังไม่เริ่มดำเนินการปรับจริง ฉะนั้นควรติดตาม ท่าทีของตลาดหลังจากนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

⦿ ในสัปดาห์นี้จะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในขณะที่ข้อมูลสินเชื่อของจีน อาจมีนัยยะต่อท่าทีการผ่อนคลายนโยบายของภาครัฐ

 

บทสรุป

หุ้น DM ยังคงน่าสนใจกว่าพันธบัตร รวมถึงหุ้นจีน โดยคงสัดส่วนไว้ที่หุ้นเป็นส่วนมากแต่มีพันธบัตรที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อเล็กน้อย และพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงน่าสนใจกว่าพันธบัตรใน DM 

** การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยบทความนี้มิใช่สิ่งชี้นำซื้อขายการลงทุนแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงแค่การให้ความรู้และข้อมูลที่ช่วยให้เพิ่มมุมมองในการลงทุนเท่านั้น **

Share On :