Research

%ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ชีวิตจริง 100 ปีแทบไม่เคยเกิดขึ้น


%ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ชีวิตจริง 100 ปีแทบไม่เคยเกิดขึ้น

หากเลือกจัดพอร์ต

ลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะหุ้นหรือกองทุน เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องได้เจอกับตัวเลข “ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี” เช่น กองทุนหุ้น X มีผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 12% ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พอเห็นดังนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราลงทุนตอนนี้ ถือไปสักปีนึง ก็น่าจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนประมาณ 12% ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงสินะ
เอาจริง ๆ ตามสถิติ ตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยเหล่านี้แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น ในแต่ละปี
โดยในช่วงปี 1926 – 2016 ตลาดหุ้นสหรัฐ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.2% ต่อปี และมีเพียง 6 ใน 91 ปีเท่านั้นที่ผลตอบแทนในปีนั้น ๆ อยู่ในช่วง 8 – 12% หรือมีโอกาสเกิดขึ้นแค่ประมาณ 6.5% เท่านั้น
สินทรัพย์อื่น ๆ ก็ให้ผลไม่ต่างกัน เช่น ตราสารหนี้ ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3% แต่มีเพียง 29% เท่านั้นมีผลตอบแทนต่อจะตกอยู่ในช่วง 3%-7% (ตราสารหนี้ ผันผวนต่ำกว่าหุ้น โอกาสอยู่ในกรอบ +/- 2% จึงมากกว่า)
ยิ่งโอกาสที่สองสินทรัพย์จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้ในปีเดียวกัน แทบเป็นศูนย์
หากถามว่าทำไม ?

เหตุผลแรก

ผมขออ้างอิงจากหนังสือ Mastering the Market Cycle ของ Howard Marks สรุปสั้น ๆ ว่า การเคลื่อนไหวของตลาดทุน สินทรัพย์ หรือแม้แต่อารมณ์ของนักลงทุน เคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร ต่ำสุด > สูงสุด > ต่ำสุด วนไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด เหมือนลูกตุ้นนาฬิกาที่แกว่งไปมา ลูกตุ้มแทบจะหยุดนิ่งในตำแหน่งที่สุดปลายทั้ง สองด้าน แต่จะมีความเร็วสูงที่สุดเมื่อผ่านจุดศูนย์กลาง เปรียบเหมือน โมเมนตัมของตลาดที่ ช่วงกลับตัว แรงซื้อ (ขาย) จะไม่ได้มากมายอะไร แต่จะสะสมและเร่งตัวเต็มที่เมื่อราคาวิ่งข้ามเส้นค่าเฉลี่ยกลับไปสู่อีกข้างหนึ่ง เพราะฉะนั้น นักลงทุนไม่ควรคาดหวังว่าผลตอบแทนจะออกมาเท่าค่าเฉลี่ยในแต่ละปี มันจะเหวียงข้ามไป ข้ามเสมอ
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ มุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าการลงทุน จะกำไรหรือไม่อยู่ที่ โอกาสการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่ในอดีต อาจจะเกี่ยวบ้างเพราะผลตอบแทนย้อนหลังช่วยบอกถึงกรอบคร่าว ๆ แนวโน้มที่ผ่านมา แต่ปัจจัยส่วนใหญ่จะเริ่มหลังจากคุณลงทุนแล้วมากกว่า ของเคยดี ไม่ใช่ว่าจะดีต่อ ในทางกลับกันของที่ยังซึมเงียบหลายปี อาจพุ่งพรวด ๆ ก็มีให้เห็นบ่อย เพราะฉะนั้นตัวเลขเฉลี่ยในอดีต จะไม่สามารถบอกอะไรได้มากนัก เพราะยังไม่ครอบคลุมถึงมุมมองเชิงคุณภาพ ที่ต้อง Forward Looking ไปดู Growth Story

รู้อย่างงี้ แล้วจะใช้ประโยชน์จาก ผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Return%) ยังไงได้บ้าง ?

1. ยามตลาดดี ใช้เป็นจุดขายบางส่วน หรือขายส่วนที่กำไร ออกมาพักไว้ก่อนได้ ถ้าจะไปต่อจากนี้ก็โอเค แต่ถ้ามันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ย จะได้ไม่เจ็บใจ รู้งี้
2. ยามตลาดแดง ใช้เป็นเครื่องมือปลอบปะโลม ไม่ให้ตกใจขายไปที่ก้น เพราะถ้าถือสินทรัพย์กระจายตัว มีคุณภาพมากพอ (เช่น Global Equity) ระยะยาวน่าจะกลับมาค่าเฉลี่ยได้
3. ยามลงทุนระยะยาว ใช้เป็นตัวเลขสำหรับวางแผนการเติบโตของเงินลงทุนว่าเข้าเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ แทนที่จะใช้ตัวเลขในช่วงเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่สะท้อนความจริงในระยะยาวได้

บทสรุป

ฝากไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน การจัดพอร์ต ที่เราต้องอยู่กับเค้าไปอีกนานครับหมายเหตุ ข้อมูลสถิติถึงปี 2016 ก็จริง แต่นับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน เจอ Trump + Mega QE + COVID-19 เข้าไป ผมคิดว่าความจริงก็ข้อนี้ ยังไม่เปลี่ยน กลับหนักแน่นขึ้นด้วยครับ

Share On :

พฤติกรรม Gen Z+ ที่จะมีอิทธิพลมากในอนาคต


พฤติกรรม Gen Z+ ที่จะมีอิทธิพลมากในอนาคต

1. Gen Z+ ในจีน (เกิดปี 1985 - 2009)

 มีกว่า 450 ล้านคน ซึ่งมากกว่า ประชากรในสหรัฐประมาณ 1.3 เท่า เป็นผลให้ ภายในไม่เกิน 10 ปี ชนชั้นกลางในจีนจะมีกว่า 700 ล้านคน

2. ซึ่งเป็นกำลังซื้อ

ที่แข็งแกร่งมาก โดยปี 2019 มีมูลค่าการจับจ่ายกว่า 9 ล้านล้าน USD (ประมาณ Apple x 4) และจะโตเป็น 2 เท่าในปี 2030

3. หลังจาก

ที่ได้คุยกับบุคคลตัวอย่างตามท้องถิ่น ทาง Baillie Gifford มองว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่จะมีผลมาก (Secular Trend) หากวิเคราะห์ดี ๆ จะเห็นซึ่งโอกาสลงทุนมากมาย จากกลุ่มคนรุ่นนี้

4. Gen Z+ 

เติบโตในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (China policy – Reform and opening-up) จึงมีความคิด พฤติกรรมและการเข้าสังคมต่างไปจากรุ่นก่อนมาก ๆ รวมถึงมีเงินให้ใช้ได้อย่างไม่ขาดมือ (พ่อแม่หาเงินได้ดี แต่มีลูกไม่กี่คน)

5. คนรุ่นนี้ 

มีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคตมาก ๆ คิดว่าประเทศจีนเก่งมาก ๆ เพราะได้เห็นทั้งการแซงหน้าเศรษฐกิจญี่ปุ่น การทยอยแพร่อาณานิคมด้วยโครงการ Belt and Road initiatives และล่าสุด การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากวิกฤต COVID-19 ที่เร็วกว่าชาวโลกมาก

6. มีความภาคภูมิใจ

ในการเติบโตอย่างรวดเร็วของบรรดา Tech Company สัญชาติจีน ต่าง ๆ เช่น Tencent, Alibaba, Bytedance (TikTok), Meituan และ Pinduoduo

7. Tech Company 

ที่สำเร็จไปก่อน ก็วางรากฐานเช่น Cloud Service, Data analytic ไว้ให้ บริษัทเล็ก ๆ อย่าง Startup ในกลุ่มต่าง ๆ ให้เติบโตตามได้ มีต้นทุนในการเริ่มธุรกิจที่ไม่สูง และสำเร็จได้ง่ายขึ้น

8. ในปี 2025

จะมีคนเข้าถึง 5G กว่า 822 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่า สหรัฐ 4 เท่า มากกว่าญี่ปุ่น 8 เท่า

9. ปัญหาคือ

คนรุ่นนี้ จะรู้สึกเหงามากหน่อย เพราะเกิดในยุคที่ มีนโยบายควบคุมจำนวนบุตร แม้ว่าในปัจจุบันนโยบายจะถูกยกเลิกและกลับมากระตุ้นเพิ่มประชากรแล้วก็ตาม

10. สังคมจีน

นิยมลูกชายมากกว่า Gen Z+ จึงมีสัดส่วนวัยรุ่นชายที่ยังหาคู่ไม่ได้มากมาย (เกินมาประมาณ 35 ล้านคน) และมีความต้องการทางสังคมหลายด้าน เช่น การได้รับการยอมรับ จึงถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีแรงกระตุ้น ที่ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ/ลงทุน มากมาย

11. วัยรุ่นหญิง

เองก็อยากตามหาความฝัน อยากทำงาน มากกว่ารีบแต่งงานก็ยิ่งทำให้เหงาเข้าไปอีก ทำงานมากขึ้น แต่ยังไม่อยากแต่งงานก็ทำให้ มีเงินเหลือใช้ สนองความต้องการได้มากขึ้น เช่น แบรนด์เนม เครื่องสำอางค์ และเน้นนัดหมายกินชา กัน (ไม่ใช่ชาไข่มุกนะ เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ)

12. กลุ่มที่น่า

จะ Enjoy Spending ที่สุดมักจะเป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่หัวเมืองรอง ไม่ใช่ในเมืองหลวงอันดับต้น ๆ เพราะถึงแม้เมืองหลวง รายได้จะดี แต่ค่าครองชีพจะแพงตาม ทำงานหนักกว่า จนอาจไม่มีเวลาใช้เงินมากนัก

13. เลือกที่เชื่อ

เพื่อนบอก (KOL) มากกว่า โฆษณา / สินค้านำเข้า สู้สินค้าจีนทำเองไม่ได้ / เชื่อว่าทุกคนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน / เลือกพัฒนาความสัมพันธ์ หาเพื่อน online ได้มากกว่า คนรุ่นก่อน

14. เติบโต

มาในยุคที่สภาพอากาศไม่ดี เลยมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่จะเป็น Carbon Neutral ในปี 2060

15. มูลค่า

การใช้เครื่องสำอางค์ต่อหัวยังถือว่าเป็นรอง ญี่ปุ่น และเกาหลีพอควร (อันดับ 6) แต่ช่วงห่างกำลังลดลงเพราะ Gen Z+ ให้ความสำคัญและมีกำลังซื้อมากกว่าคนรุ่นก่อน และเน้นเป็นแบรนด์จีน ซึ่งมีการใช้ Virutal Influencer ทำการตลาดได้อย่างรวดเร็วและได้ผลมาก ๆ

16. Livestreamed ecommerce

เป็นอีกกระแสที่สามารถทำตลาดได้ดี ผ่านนักขาย online ที่เน้นการ Live สด ให้เห็นของจริง ๆ ตัวเป็นๆ เพื่อนำเสนอ รีวิว ตอบคำถาม แจกโปรโมชั่น ลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายแบบฉับพลัน ได้ผลดีในกลุ่มเมืองรอง ที่ไม่ค่อยได้เคยเห็นสินค้าใหม่ ๆ มากมายนัก

17. นอกจากกระแสรักษ์โลก

รักความงามแล้ว กระแสรักชาติก็กลับมาได้รับความนิยม การนำวัฒนธรรมจีนในอดีตมาประยุกต์ให้ทันสมัย ร่วมสมัยมากขึ้น เช่น Li Ning ที่ใช้สีแดงเหลืองของธงชาติ ในการ Rebranding ปี 2018 หรือบริษัาขายเหล้าขาว Jiangxiaobai ที่ใช้ลวดลายพู่กันประดับขวดด้วยการออกแบบที่ทันสมัย ผสมกับลดปริมาณแอลกอฮอลให้ผสมดื่มได้ง่ายขึ้น ก็ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น ไม่แพ้กัน

18. ในปี 2020

รถยนต์ไฟฟ้ามียอดขายประมาณ 25 ล้านคัน ทั่วประเทศ (น้อยจัง) โดยรัฐบาล ตั้งเป้าให้โตเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขายรถทั้งหมดในปี 2035 หนึ่งในกลยุทธ์การกระตุ้นจาก Nio คือการใช้แบตเตอรี่ที่สับเปลี่ยน อัพเกรดได้ภายหลัง (Swappable Battery) เพื่อให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ราคาขายต่อไม่ตกตาม คุณภาพของแบต / ในขณะที่บริษัทผลิต พัฒนาแบตเตอรี่ในจีน
ก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน มีส่วนแบ่งตลาดแบตลิเธี่ยมถึง 61% และยังสามารถส่งออกไปยังบริษัทรถยนต์ชั้นนำอย่าง Tesla หรือ Volkswagen ได้ด้วย (ภูมิใจมาก ๆ)

19. Gen Z+

มีความคุ้นเคยกับการใช้ App หาความบันเทิง ตัวอย่างเช่น ByteDance’s Douyin ที่มีผู้ใช้ทุกวันกว่า 600 ล้านบัญชี และยังสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดร้าน Virtual Store พัฒนาระบบจ่ายเงินเพื่อรองรับ ส่วน Video Platform แม้ไม่มี Youtube แต่มี BiliBili แทน

20. ตลาดเกม

ของจีนถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก สร้างมูลค่าการตลาด กว่า 4.4 หมื่นล้าน USD ในปี 2020 นำโดย Tencent และ NetEase

21. การผลัด

รุ่นของชนชั้นกลางส่วนใหญ่ในประเทศจีน ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการใช้ชีวิตหลาย ๆ ด้านพร้อมกัน สิ่งที่สำคัญคือ รูปแบการบริโภค แรงกระตุ้นก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน จึงเป็นโอกาสของแบรนด์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสร้างพื้นที่ในใจของคนรุ่น Gen Z+ รวมถึงโอกาสการลงทุนของชาวเราด้วยเช่นกัน

22. แตกต่าง

จากช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา บริษัทท้องถิ่นจะมีโอกาสดีกว่า สินค้าข้ามชาติ ซึ่งภายหลังจากได้ส่วนแบ่งในประเทศและการเติบโตออกไปสู่ระดับสากลก็ไม่ยากอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น Bytedance (TikTok) ที่มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนไปแล้ว

บทสรุป

กล่าวโดยสรุป Baillie Gifford มองว่า ต้องรอดูกันต่อไป ว่าโอกาสที่น่าตื่นเต้นนี้ จะไปได้สักแค่ไหน ระหว่างนี้ก็ทำวิจัย ถือลงทุน หาข้อมูลและรอเวลาให้บริษัทเหล่านี้เติบโตเป็นลำดับไป

ความเห็นส่วนตัว : นี่มัน เชียร์ Ashare ชัด ๆ

Share On :

ซื้อหุ้นตอน New high ได้กำไรดีกว่าจริงหรือ ?


ซื้อหุ้นตอน New high ได้กำไรดีกว่าจริงหรือ ?

ซื้อหุ้นตอน New high

ได้กำไรดีกว่าจริงหรือ ? เช่น S&P500 หรือตลาดเวียดนามตอนนี้รอมานาน ไม่ลงมาให้ซื้อเสียที ? ซื้อมันตอน New high เลยไหม ? โอกาสกำไรมีกี่มากน้อย
 
ผมมีสถิติมาตอบสั้น ๆ ดังนี้ครับการถือเงินสด เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุน รอมันย่อเสียหน่อย อาจทำให้นักลงทุนเสียโอกาสมากกว่าที่คิด (และถึงแม้มันลงมาจริงก็อาจไม่กล้าซื้อเหอะ จริงไหม?)

การถือเงินสด

เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุน รอมันย่อเสียหน่อย อาจทำให้นักลงทุนเสียโอกาสมากกว่าที่คิด (และถึงแม้มันลงมาจริงก็อาจไม่กล้าซื้อเหอะ จริงไหม?)

รู้แหละว่าซื้อแล้วขาดทุนเลย มันทำใจยาก แต่ลองพิจารณาดูว่า สไตล์และความคาดหวังการลงทุนของเราเป็นอย่างไร ? ลงทุนระยะยาว หรือเก็งกำไรระยะสั้น ? ถ้าตั้งใจลงทุนระยะยาว ต่อให้ซื้อตอนราคาสูง ไม่ว่าจะลงหรือขึ้นต่อ แผนคือไม่ได้จะขายเร็วๆ นี้เสียหน่อย มันคือส่วนหนึ่งของพอร์ตที่เราวางมาอย่างดี ! จริง ๆ แล้วควรยอมรับว่าการลงทุนใด ๆ มีความเสี่ยงและให้เงินได้เริ่มทำงานมากกว่า

อีกอย่างคือ เราได้ยินกันตลอดว่า ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้บอกถึงอนาคต เพราะฉะนั้นต่อให้ราคาวิ่งมาสูง ไม่ได้บอกว่ามันกำลังจะดอย หรือ ต้องมีปรับฐานแน่ๆ แต่อย่างใด

อยากเข้าลงทุนตอน New high อยากได้ความสบายใจ?

JP Morgan ทำการบ้านมาบอกว่า ถ้าแบบเล็งซื้อเฉพาะตอน New high ปรากฎ กำไรดีกว่า ซื้อแบบไม่เลือกวัน (Random) ด้วยซ้ำ โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.6% ต่อปีในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เทียบกับ 11.7% ถ้าซื้อแบบสุ่ม และยังคงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า หากพิจารณาช่วงสั้นลงที่ 1 3 และ 5 ปีหลังจากซื้อ (ตามภาพ)ทำใจไม่ได้ อยากรอซื้อตอนย่อ ควรรอย่อสักเท่าไหร่ดี ?สถิติจาก Dimension Fund Advisor บอกว่า ย่อสัก 20% แล้วค่อยเข้า (+ ถือยาว) ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุด ทั้ง 1 3 และ 5 ปี เมื่อเทียบกับตอนย่อ -10% หรือ -30%

ไม่รอ New High หรือไม่รอย่อได้ไหม ?

ได้ และเป็นทางที่เหนื่อยน้อยสุด และอาจจะได้ผลมากที่สุด การไม่รอจังหวะตลาด และเริ่มลงทุนเลยเป็นการเพิ่ม “เวลา” ให้เงินลงทุนทำงานในตลาดได้มากที่สุด และนั่นคือหัวใจหลักของการไม่ขาดทุน BlackRock เน้นย้ำว่า ถ้าท่านลงทุนได้ถึง 15 ปี โอกาสขาดทุนจะเหลือเพียง 0.2% เท่านั้น เรียกได้ว่าปิดประตูขาดทุนไปเลยก็ได้

โหยให้ถือหุ้นตั้ง 15 ปี หัวใจต้องทำด้วยเหล็กเท่านั้น ถึงทนได้ ?

ไม่จำเป็นต้องทน เพราะการกระจายสินทรัพย์ไปลงทุน กลุ่มอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ อสังหา น้ำมัน ทองคำหรือ แม้แต่ บิทคอยน์ ก็ช่วยลดความผันผวนของเงินลงทุนให้เราไม่เครียดมากได้ แถมระยะเวลา ปิดประตูขาดทุน มาถึงเร็วขึ้นด้วย

ข้อควรระวัง

สถิติผลตอบแทนส่วนใหญ่ คำนวณจากดัชนีที่มีการกระจายตัวออย่าง S&P500 และถือว่าเป็นดัชนีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับตลาด สินทรัพย์หรือหุ้นรายตัวอื่นๆ ที่มีพื้นฐานต่างกันได้

Share On :

Scroll to Top