Retirement

การพยากรณ์ดัชนี S&P500 โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก (ตอนที่ 2)


การพยากรณ์ดัชนี S&P500 โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก (ตอนที่ 2)

ความเดิมตอนที่แล้ว

ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงความสำคัญของ Lief Index แล้วว่าทำไมเราต้องสร้าง Lief Index ขึ้นมา ความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ว่าทำไมถึงต้องให้ AI ทำนายผลลัพธ์ของ Lief Index และ ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อ Lief Index ว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ในบทความนี้อยากจะพูดถึง การนำข้อมูลที่ทางทีม Investment Research ได้พูดไปในบทความก่อน มาทำการทดลองกับโมเดล (AI) ที่ทาง Lief ได้คิดค้นขึ้นมาสำหรับการทำ Lief Index โดยเฉพาะ

โมเดลที่มีความซับซ้อนย่อมทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำ

โมเดลของเอไอหรือ Deep Learning model ถ้าเราเปรียบภาพของสิ่งนี้ง่ายๆมันก็คือสมองของเรานั่นเอง แต่เราสามารถดีไซน์สมองอันนี้ให้ยิ่งมีความซับซ้อนได้ ยิ่งมีความซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถรับข้อมูลที่ยากและมีความซับซ้อนได้มากเท่านั้น ซึ่งโครงสร้างที่เรานำมาใช้อ้างอิงจากงานวิจัยชื่อว่า SCINet หรือ Sample Convolution and Interaction Network ซึ่งเป็นโมเดลทางด้าน Time Series ซึ่งมีความโดดเด่นกว่าโมเดลอื่นๆทั้งในแง่ของโครงสร้างและประสิทธิภาพ

ภาพแสดงโครงสร้างของ SCINet

โดยหลักการทำงานของ SCINet จะค่อยๆแบ่งข้อมูลออกมาทีละครึ่งแล้วจะมีชั้นที่คอยกรองวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น การแบ่งข้อมูลย่อยๆทำให้โมเดลสามารถหาความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ดีกว่า หลังจากนั้นโมเดลย่อยเหล่านี้จะถูกมาเรียงต่อกันเป็นชั้นอีกทีเพื่อเพิ่มความซับซ้อนของโมเดลทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ละเอียดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปรับจูนของข้อมูลแต่ละชุดด้วยที่จะทำให้โมเดลนั้นเรียนรู้ได้เหมาะกับข้อมูลเหล่านั้นมากขึ้น

ภาพแสดงประสิทธิภาพของ SCINet เทียบกับโมเดลอื่นๆ

จะเห็นได้ว่า loss ที่เกิดขึ้นจากโมเดล Time Series อื่นๆจะมีค่ามากกว่า SCINet ในทุกๆการทดสอบแสดงให้เห็นว่าการจัดโครงสร้างแบบใหม่นี้ช่วยทำให้โมเดลสามารถเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีมากขึ้น

การทดลองที่ดีต้องสร้างหลายๆกรณี

จากข้อมูลที่ทางทีม Investment Research ได้ไปรวบรวมมากจากหลายแหล่ง ทางทีมจะขอจำแนกการทดลองเป็น 4 แบบ เราได้แบ่งการทดลองเป็น 4 แบบเพราะว่า 

ซึ่งการทดลองทั้ง 4 แบบ นั้นมีความแตกต่างกันขึ้นกับแต่ละปัจจัยที่ทางทีมได้ใส่เข้าไปโดยการทดลองนี้สร้างขึ้นเพื่อที่จะทดสอบประสิทธิภาพของปัจจัย(Input features) ที่มีต่อดัชนี S&P500     

  • การทดลองที่ 1 เป็นการศึกษาปัจจัยที่เราคิดว่าเกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจและตลาดที่ส่งผลกระทบต่อ S&P500 มากที่สุด ซึ่งเราเรียกว่า prior human

  • การทดลองที่ 2 เป็นการเพิ่มเติมปัจจัย FED Sentiment หรือก็คือ ความรู้สึกของธนาคารกลางสหรัฐที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจซึ่งทางทีมจะต้องแปลงข้อมูลการประชุมจาก FED หรือ FOMC Minute Meeting ที่เป็น Text ให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขในรูปแบบของ time series 

  • การทดลองที่ 3 ทางทีมจะต่อยอดจากการทดลองที่  2 โดยเพิ่มปัจจัย Google Trend เข้าไปหมายความว่า เราจะเก็บข้อมูลจำนวนครั้งในการค้นหาข้อมูลใน google ที่ผู้คนค้นหาคำว่า S&P500 ในแต่ละช่วงเวลาแล้วทำการทดลองร่วมกับการทดลองที่ 2 ส่วนการทดลองสุดท้าย

  • การทดลองที่ 4 นั้น ทางทีมจะโฟกัสไปที่ตลาดทุนอื่นๆที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับตลาด S&P500 

สำหรับบทความถัดไปเราจะพูดถึงการทดลองที่ 1 ว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้างและผลลัพธ์การทดลองเป็นอย่างไร

Lief index lab

เงินเฟ้อ+ดอกเบี้ย+สงคราม แผนที่วางไว้จัดการอย่างไรดี


วิธีเตรียมตัว & จัดพอร์ตเกษียณให้ "รอด" ในสภาวะปัจจุบัน

ในช่วงเวลา

ที่สภาวะการลงทุนผันผวน (ไปทางลง) จนเรียกได้ว่า 6 เดือนแรกของปี 2022 ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดในรอบหลายปี สำหรับท่านที่กำลังเตรียมจะเกษียณหรือเกษียณไปแล้วก็อาจจะเกิดตกใจ ไม่มั่นใจมากเป็นพิเศษ วันนี้เรามาคุยกันว่าเราจะมีวิธีจัดการสถานการณ์แบบนี้อย่างไรให้เงินลงทุนของเรายังสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการใช้ชีวิตของเราได้อยู่

โดยแบ่งเป็นช่วงอายุ ต่าง ๆ 3 ช่วง ดังนี้

1. สำหรับกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 40 ปี

ต้องนับว่า ท่านที่อยู่ในกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงที่กำลังสะสมทรัพย์สินอยู่ ทยอยเก็บ ทยอยลงทุน
ทำให้กลุ่มนี้น่าเป็นห่วงน้อยสุด
จะมีเพียงความเสียหายทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากหน่อย แต่เอาเข้าจริง เป้าหมายของพอร์ตไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะยังมีเวลาอีกหลายปีกว่าที่จะเกษียณ
เรื่องสำคัญตอนนี้น่าจะคือการโฟกัสไปยังสิ่งที่เราควบคุมได้ ซึ่งคืออัตราการออม
ในช่วงที่ตลาดตกรุนแรง อัตราการออมเราเท่าเดิมแต่เราจะซื้อหุ้นได้เยอะขึ้น ถ้าเป็นไปได้เราควรจะเช็คดูว่าเราสามารถเพิ่มอัตราการออมขึ้นอีกได้มั้ย
อีกอย่างที่ควรทำคือเช็คสัดส่วนการลงทุน (allocation) ของสินทรัพย์ไม่หลุดออกจากเป้าหมายมากนัก การ rebalance ในช่วงนี้ก็จะเป็นเหมือนการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาตกลงมามาก ในสัดส่วนที่มากกว่า เป็นการดีที่เราจะได้ลงทุนในราคาถูกกว่าปกติ

2. สำหรับกลุ่มอายุ 41 - 55 คือยังไม่เกษียณแต่ใกล้ ๆ ละ

เรื่องที่เหมือนกับช่วงอายุแรก คือ ยังไงก็ยังให้ความสำคัญ กับอัตราการออม การออมเพิ่มในเวลานี้จะส่งผลไปในอนาคตอีกไกล ถ้าเป็นไปได้ ไหน ๆ เงินเดือนเราก็เหลือใช้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถหมดแล้ว ลองดูว่าเราสามารถเพิ่มอัตราการออมขึ้นอีกได้มั้ย
ช่วงอายุนี้ สัดส่วน allocation เป็นเรื่องสำคัญสุด ถ้าเป็นไปได้เราควรจะต้องมีสัดส่วนที่มีสมดุลระหว่างสินทรัพย์ปลอดภัยกับเสี่ยงมากขึ้น อาจจะทยอยลดหุ้นไปเพิ่ม การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะกลาง ตามอายุที่เข้าใกล้การเกษียณมากขึ้น
หรือถ้าใกล้ปีเกษียณมากแล้ว อาจจะควรเริ่มมีส่วนที่เป็นเงินสดบ้าง
โดยรวม หลักสำคัฯ สำหรับช่วงอายุนี้คือ ”ความสมดุล”
และสำหรับคนวัยนี้ การวางแผนเกษียณควรจะเป็นเรื่องที่ต้องลงรายละเอียดจริงจังแล้ว เช่น
ประมาณเงินที่ต้องใช้ เผื่อพวกเรื่องพิเศษด้วยเช่น ซื้อรถใหม่, ซ่อมบ้าน, ฯลฯ
จะย้ายถิ่นที่อยู่ไหม หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่ ๆ กับการดำเนินชีวิตมั้ย
ควรจะถอนเงินมาใช้ด้วยอัตราเท่าไหร่ดี หลังวันที่เราไม่มีรายได้ประจำแล้ว

3. สำหรับกลุ่มที่เกษียณอยู่แล้ว (55 ขวบขึ้นไป)

สำหรับคนที่เกษียณอยู่ สิ่งที่จะควบคุมได้ก็คืออัตราในการถอนเงินมาใช้
จากงานวิจัยที่เราศึกษา การที่เราสามารถที่จะมีความยืดหยุ่นในการถอนเงินได้จะทำให้เราได้เปรียบกว่าการถอนแบบคงที่ เช่นถ้าสมมติเป็นช่วงตลาดกำไรดี เราก็อาจจะถอนออกมาใช้เยอะหน่อยได้ และถ้าเป็นช่วงตลาดตก เราก็อาจจะถอนออกมาน้อยหน่อย แต่ก็ต้องสัมพันธ์กับเงินต้นคงเหลือที่จะเพียงพอให้มีสำรองใช้ไปนาน ๆ เช่นกัน
โดยรวมแล้วเราควรจะพิจารณาปีที่ผ่านมาเต็มปีว่าความเหมาะสมของการถอนคือเท่าไหร่ และอาจจะดูด้วยว่าจะลดออกจากสัดส่วนสินทรัพย์ใด จึงจะเหมาะสมที่สุด (เช่น ปีนี้หุ้นลงทั้งปี แต่ปัจจัยยังดีอยู่ก็อาจขายส่วนหุ้น น้อยหน่อย แต่ไปขายมากขึ้นในส่วนตราสารหนี้แทน เป็นต้น)
ในพอร์ตควรจะมีเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นความเสี่ยงต่ำไว้ตลอด เพื่อสำรองค่าใช้จ่ายระหว่างทาง และยามฉุกเฉิน

สุดท้ายที่สำคัญคือ

พยายามอย่าติดตามข่าวมากนัก ให้ยึดและเดินตามแผนเกษียณที่วางไว้จะดีกว่า คนที่ติดตามข่าวสาร “ด่วน!” มากไปจะรู้สึกว่าต้องลงมือทำอะไรซักอย่างอยู่ตลอด ซึ่งเป็นอันตรายกับแผนเกษียณมากกว่าจะเป็นเรื่องดี

หวังว่าคำแนะนำเบื้องต้นของเรา

จะพอทำให้ท่านนักลงทุน คลายความกังวลลงได้ อย่างน้อยก็ได้มีแนวทางว่าขั้นทำถูกแล้ว ยึดแผนเดิมต่อไป โดยเฉพาะในวันที่ตลาดเริ่มฟื้นได้ ปัจจัยเริ่มคลี่คลาย ไม่ต้องคอยซื้อตาม ตลาด กองไหนดี ? ซื้อเมื่อไหร่ดี ? ซื้อได้ยัง ? อยู่ตลอดเวลาครับ

เตรียมตัวอย่างไร ?

 มั่นใจวัยเกษียณ (Lief Capital Exclusive Seminar)
แต่ถ้าอ่านบทความแล้วยังไม่มั่นใจ ลองมาเจอกันที่งานสัมมนาโดย บลจ.ลีฟแคปปิตอล ที่จัดขึ้นเพื่อการเตรียมตัวเกษียณโดยเฉพาะ วันที่ 27 สิงหาคม เวลา 9.00 – 12.00 ชั้น 7 ห้อง Auditorium ตึก KX Knowledge Xchange (ติด BTS กรุงธนบุรี) ลงทะเบียนจองที่นั่งก่อนใครได้เลยที่ https://bit.ly/3dc2I4Z

ทดสอบแผนเกษียณ

ของท่าน ว่ามีโอกาสเป็นจริงได้แค่ไหน https://kasiansystem.com/

บทสรุป

การลงทุนในแต่ละช่วงเวลาของชีวิตนั้น จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงของเราเองครับ แต่ตามหลักแล้วยิ่งอายุมากก็ควรจะลดความเสี่ยงลง เพราะว่าเรามีเวลาก่อนจะเกษียณลดลงเรื่อย หากพอร์ตเสียหายตอนช่วงโค้งสุดท้ายก็จะไม่ดีเท่าไหร่ใช่ไหมครับ  แล้วโดยเฉพาะด้านจิตใจ เราอาจจะกังวลมากขึ้นด้วยซํ้าไป  ยิ่งถ้าตามข่าวมากก็ยิ่งกังวลเข้าไปอีกแล้วสุดท้ายก็จะกระทบกับการตัดสินใจของเราเองครับ

Share On :

ลงทุน “ลอยตัว” ชนะเงินเฟ้อด้วยกองทุน Infrastructure


กลยุทธ์ลงทุน "ลอยตัว" ชนะเงินเฟ้อด้วย Infrastructure

หลังจากที่

ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศผู้นำเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับสูงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 40 ปี ถ้าลองสรุปสาเหตุสั้น ๆ ก็พออธิบายได้ว่า ผลพวงจากช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้การการผลิต ขนส่งสินค้าติดขัด (Supply Bottleneck) เกิดภาพของอุปสงค์ อุปทานไม่สมดุล ทำให้เราสินค้า ต้นทุน มีการเร่งตัวขึ้น ประกอบกับประเด็นความขัดแย้งสงครามยูเครน รัสเซียที่กดดันในราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกับเงินเฟ้อให้ร้อนแรงขึ้นไปอีก

การลงทุน

ในพอร์ตตอนนี้ของหลายท่านจึงได้รับกระทบไปตาม ๆ กัน เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงเกินไป แต่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ทันฟื้นตัวดี ยังเปิดกิจกรรมธุรกิจกันยังไม่ได้เต็มที่ หากเจอต้นทุนการบริการ การผลิตที่สูงขึ้น ค่าครองชีพสูงดึงให้การติดสินใจใช้เงินถูกชะลอออกไป ดีไม่ดี อาจทำให้ความคาดหวังของเหล่าธนาคารกลางอาจเป็นฝันที่ไม่เป็นจริงได้ เกิดเป็นลักษณะของ Stagflation (เงินเฟ้อสูง แต่ดอกเบี้ยต่ำ) สิ่งเดียวที่ผู้ออกนโยบาย เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) พอทำได้คือขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว (กว่าที่คาด) เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งตรงนี้เองกระทบต่อ มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ให้ถูกปรับลดลงอย่างช่วยไม่ได้

คำถามคือ

หากนักลงทุนคาดว่า เงินเฟ้อจะยังคงร้อนแรงต่อไปแบบนี้ อีกสักระยะ จะมีทางเลือกการลงทุนใดบ้างที่พอจะเป็นทางเลือกในช่วงภาวะปัจจุบันนี้  ?

หากพิจารณาจากข้อมูลผลตอบแทนกลุ่มสินทรัพย์ กับ อัตราเงินเฟ้อจะพบว่า (แกนนอน ภาพที่ 1 ในคอมเม้น) เราจะพบว่า แต่ละกลุ่มมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ อาจได้รับผลกระทบในด้านลบ เมื่อเงินเฟ้อสูง แต่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน จะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้

ในอีกด้านหนึ่ง

หากมองว่านักลงทุนมีการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงอยู่แล้ว (เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40%) การตัดสินใจลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อาจแหวกแนวไปหน่อย ไม่มีความถนัดมากนัก หรือยังอยากลงทุนหลักทรัพย์ที่มีการเติบโตได้มากหน่อย การเลือกกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากเติบโตได้ดีในยามเงินเฟ้อสูง ผลตอบแทนไม่ได้น้อยไปกว่าหุ้นเท่าไหร่นัก แถมยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้ด้วย

แล้วทำไมกลุ่ม Infrastructure ถึงยังจะให้ผลตอบแทนที่ดีได้ ในยามเงินเฟ้อสูง และน่าจะคาดหวังได้ประมาณเท่าไหร่ ?

กองทุน

กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโดยส่วนใหญ่แล้ว จะเลือกลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้า บริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นอยู่แล้วในการดำรงชีวิต เช่น ทางด่วน พลังงาน สายส่ง ท่อไฟเบอร์ เสาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งการให้บริการจะมีลักษณะของเงื่อนไขที่สามารถขึ้นราคาได้หากต้นทุน (หรือเงินเฟ้อ)ในที่นี้ มีการปรับตัวสูงขึ้น พูดง่าย ๆ คือ สามารถผลักภาระบางส่วนให้กับลูกค้า ผู้ใช้งานได้ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ ยังสามารถรักษาอัตรากำไร (profit margin) ได้ต่อเนื่อง รอดพ้นจากภัยเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี

ส่วนที่ว่าจะให้ผลตอบแทนได้เท่าไหร่ กี่ % ต่อปี มุมมองจากทาง Baillie Gifford ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในระยะยาว ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ผลตอบแทนจากกลุ่มนี้อยู่ที่ 6.00% ต่อปี นับว่ามีความโดดเด่นกว่าหุ้น (4.50%) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (5.25%) เสียอีก

ถ้าจะลงทุน ทางเลือกมีอะไรบ้าง ?

ทางเลือกหนึ่งที่ได้เปรียบเรื่องตัวเลือกและค่าใช้จ่ายคือ ETF ซึ่งมีให้เลือกอยู่พอสมควร เช่น IGF ของ iShares หรือ GLIF NFRA กลุ่มอุตสาหกรรมการลงทุน ไม่แตกต่างกันมากนัก เน้นไปที่ พลังงานไฟฟ้า การสื่อสาร คมนาคม ทางด่วน เป็นต้น ซึ่งเท่าที่ดูผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาว ถือว่าทำได้ประมาณ 6 – 7% ต่อปี และค่าใช้จ่ายของ ETF ก็ขึ้นชื่อว่าต่ำ ถึงต่ำมากเมื่อเทียบกับกองทุนรวมอยู่แล้ว

แต่มองว่าการลงทุนในต่างประเทศ ยังไม่ค่อยเห็นภาพ ยังไกลตัวเกินไป อาจลองศึกษาจากหุ้นลักษณะเดียวกันในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่มีให้ลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเรา อย่างเช่น DIF, BTSGIF, JASIF หรือ TFFIF เป็นต้น จากข้อมูล หลายหลักทรัพย์ค่อนข้างมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจทีเดียว หรืออยากจะลองหาตัวอย่างใส้ในของกองทุนรวมที่มีนำเสนอจาก บลจ.ชั้นนำต่าง ๆ อย่างเช่น SCBGIF, KKP GINFRAEQ-H, K-GINFRA หรือ B-GLOB-INFRA ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เห็นข้อมูลภาพรวมได้ อีกทางหนึ่ง

บทสรุป

กองทุน Infrastructure สามารถเติมโตได้สูงในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวและยังให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับหุ้นอีกด้วย โดยกองทุนประเภทนี้จะเลือกลงทุนกับสินค้าและบริการขั้นพื้นฐา เช่น ทางด่วน พลังงาน ท่อไฟเบอร์  เสาไฟฟ้า เป็นต้น โดย Baillie Gifford มองว่าใน 10 ปี ข้างหน้าจะให้ผลตอบแทน 6% ต่อปี อย่างไรก็ดี บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราไม่ได้เสนอหลักทรัพย์ใด ๆ เราทำแต่กองทุนส่วนบุคคล โดยมีผู้จัดการกองทุนคอยประเมินสภาวะการลงทุน คัดเลือกหลักทรัพย์และปรับพอร์ตให้โดยอัตโนมัติ หากจะเลือกลงทุนเอง นักลงทุนต้องทำการศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง ก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง ทั้งในด้านความเสี่ยง ความผันผวน สภาพคล่อง และที่สำคัญ สัดส่วน ความเหมาะสมที่จะนำมาใส่ในพอร์ตการลงทุนของอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเติบโตเงินลงทุนได้ในระยะยาวนะครับ

Resource : https://www.ssga.com/…/consider-inflation-sensitive…

https://www.bailliegifford.com/…/2021-q3-ltre-climate…

บทความฉบับตั้งต้น เผยแพร่ในเวบไซต์ https://www.setinvestnow.com/…/xxxx-tsi-defeat…

Share On :

Scroll to Top