5 เรื่องเข้าใจผิด กับหุ้น Momentum

 เปิดเผย 5 เรื่องเกี่ยวกับ “Momentum Investing” ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อาจเข้าใจผิด

สรุปสั้น ๆ เลยนะ

  • Momentum ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นหนึ่งใน Factor Investing ที่มีงานวิจัยรองรับมากว่า 30 ปี และถูกนำไปใช้จริงโดยนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี
  • Momentum ที่ดี ไม่ได้ดูแค่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง แต่พิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น แนวโน้มราคา ความเสี่ยง การปรับประมาณการกำไร และปัจจัยพื้นฐาน เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มี “แรงส่ง” อย่างยั่งยืน
  • ในตลาดที่เงินลงทุนเลือกเฉพาะบางธีม เช่น AI, Memory, Utilities และ Software การเลือกหุ้นด้วยกลยุทธ์ Momentum พร้อมปรับพอร์ตอย่างมีวินัย อาจช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือการลงทุนแบบถือดัชนีเพียงอย่างเดียว
  • กองทุน Lief US MOMENTUM พัฒนาต่อยอดจาก ARES AI ด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่นและปัจจัย Momentum ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาตลาดตอนนี้ เริ่มต้น 3 แสนบาท คาดหวัง 8% ใน 6 เดือน

 

ทำไมกลยุทธ์ที่ดูเหมือน “ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น” ถึงได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกมากว่า 30 ปี

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า Momentum Investing มักนึกถึงการ “ไล่ซื้อหุ้นที่กำลังร้อนแรง” หรือการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ในความเป็นจริง กลยุทธ์นี้มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด และถูกนำไปใช้โดยกองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีงานวิจัยรองรับมาหลายสิบปี นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็ยังเข้าใจ Momentum คลาดเคลื่อนอยู่

วันนี้เราลองมาดู 5 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Momentum Investing

1. Momentum ไม่ใช่ “เทคนิค” แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยการลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์มากที่สุดในโลก

ถ้าถามนักลงทุนทั่วไปว่า Momentum คืออะไร หลายคนคงตอบว่า

“ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น”

คำตอบนี้ไม่ผิด แต่ยังไม่ครบ

ในวงการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก Momentum ถูกจัดเป็นหนึ่งใน Factor Investing ร่วมกับปัจจัยสำคัญอย่าง Value, Quality, Size และ Low Volatility ซึ่งเป็นแนวคิดที่กองทุนและนักลงทุนสถาบันใช้ในการสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี (เราคงคุ้น ๆ กับกองทุนรวมที่นำ Factor เหล่านี้มาบริหารพอร์ตกันอยู่ประจำใช่ไหมครับ)

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1993 เมื่อ Narasimhan Jegadeesh และ Sheridan Titman เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐย้อนหลังหลายทศวรรษ และพบว่า

หุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วง 3–12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดต่อไปอีกในช่วงเวลาหนึ่ง

หลังจากนั้น งานวิจัยอีกจำนวนมากจากทั้งภาควิชาการและบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำ เช่น AQR, MSCI และ Fama-French ต่างก็ยืนยันว่าปัจจัย Momentum สามารถพบได้ในหลายประเทศ หลายอุตสาหกรรม และหลายสินทรัพย์

กล่าวอีกอย่างคือ

Momentum ไม่ใช่ความเชื่อ หรือการไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีข้อมูลรองรับ

2. หุ้นที่ขึ้นแรงที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้น Momentum ที่ดีที่สุด

หุ้น Momentum ไม่ใช่ หุ้นตลาดเห่อ หุ้นกระแส

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนเปิดดูหุ้นที่บวกสูงสุดในตลาด อย่างเช่นกลุ่ม ธุรกิจอวกาศ หรือ พลังงานนิวเคลียร์ ในช่วงที่ผ่านมา แล้วหลงคิดว่านั่นคือหุ้น Momentum

แต่ในโลกของการลงทุนจริง กองทุนแทบไม่มีใครใช้เกณฑ์ง่าย ๆ แบบนั้น

เหตุผลคือ หุ้นที่ขึ้นแรงมาก อาจเกิดจากข่าวระยะสั้น การเก็งกำไร หรือมีความผันผวนสูงเกินไป

นักลงทุนสถาบันจึงมักใช้ปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น

  • แนวโน้มราคาที่ต่อเนื่อง (Price Trend)
  • ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-adjusted Momentum)
  • การปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ (Earnings Estimate Revision)
  • ความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาด (Relative Strength)
  • สภาพคล่องและคุณภาพของหุ้น
  • และที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราดูเรื่องปัจจัยพื้นฐาน เช่นการเติบโตกำไร แนวโน้มธุรกิจไปพร้อมกัน ผ่านระบบ Expert System ทำให้ได้กลุ่มหุ้น Momentum ที่มีคุณภาพดีรองรับอีกชั้นหนึ่ง

กล่าวคือ

Momentum ที่ดี ไม่ใช่แค่หุ้นที่ขึ้นเร็ว แต่เป็นหุ้นที่มี “แรงส่ง” รองรับทั้งจากราคาและปัจจัยพื้นฐาน

3. Momentum เป็นกลยุทธ์ที่ขัดกับธรรมชาติของนักลงทุนส่วนใหญ่

คนเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า

“ของลดราคา คือของน่าซื้อ”

แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ทำงานแบบเดียวกับห้าง ที่วางของลดราคาให้เราไปเลือกซื้อ

หลายครั้ง หุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าแพงเกินไป แต่สะท้อนว่าธุรกิจกำลังเติบโตเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้

ในทางกลับกัน หุ้นที่ราคาลดลงมาก ก็ไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป หากพื้นฐานของธุรกิจกำลังแย่ลง

งานวิจัยด้านพฤติกรรมการเงิน (Behavioral Finance) อธิบายว่า นักลงทุนมักใช้เวลาปรับมุมมองต่อข้อมูลใหม่ช้ากว่าที่ควร ทำให้แนวโน้มของหุ้นที่แข็งแกร่งสามารถดำเนินต่อได้อีกระยะหนึ่ง ตลาดไม่ได้ Efficient ขนาดนั้น ไม่ได้ขึ้นจบภายในวันเดียว

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ Momentum ยังคงใช้ได้ แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่คนทั่วโลกรู้จักมานานแล้ว

4. Momentum มักโดดเด่นที่สุด ในช่วงที่ตลาด “เลือกขึ้น” แค่บางกลุ่ม

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนน่าจะสังเกตเห็นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

แต่เป็นการผลัดกันนำของแต่ละธีม เช่น

  • AI Infrastructure
  • Semiconductor
  • Memory
  • Utilities
  • Software
  • Cybersecurity

ขณะที่หุ้นอีกจำนวนมากแทบไม่สร้างผลตอบแทนเลย

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Narrow Market Leadership

ในสภาวะแบบนี้ การลงทุนแบบดัชนียังคงให้ผลตอบแทนได้ แต่โอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีจะมาจากการเลือกหุ้นที่อยู่ในธีมที่กำลังได้รับเงินลงทุนมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงตลาดแบบนี้ กลยุทธ์ Momentum จะเป็นเครื่องมือที่ควรถูกหยิบมาใช้ หาผลตอบแทน

5. ความลับของ Momentum ไม่ใช่ “ซื้อเก่ง” แต่คือ “ขายเป็น”

หากถามว่าหัวใจของ Momentum คืออะไร ? หลายคนอาจตอบว่า

“หาหุ้นที่กำลังจะขึ้น”

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ยากกว่าคือ

รู้ว่าเมื่อไรควรเลิกถือ

ไม่มีหุ้นตัวไหนเป็นผู้นำตลาดได้ตลอดไป

เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน เงินทุนย้ายไปยังธีมใหม่ หุ้นที่เคยแข็งแกร่งก็อาจเริ่มอ่อนแรง

ดังนั้น นักลงทุน Momentum จึงต้องมีวินัยในการ

  • ทบทวนพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับพอร์ตตามข้อมูลใหม่
  • ยอมขายเมื่อแนวโน้มเปลี่ยน
  • ไม่หลงรักหุ้นตัวเดิม
  • ซึ่งฝ่ายจัดการลงทุนของเราจัดการให้หมด รวมถึงการตั้งราคาเป้าหมาย ที่ช่วยเก็บผลตอบแทนจากปัจจัยพื้นฐานที่สอดคล้องกับระยะเวลาลงทุนอย่างชัดเจน

นี่คือเหตุผลที่กลยุทธ์ Momentum มักมาพร้อมกับการ Rebalance ตามรอบเวลา มากกว่าการ “ซื้อแล้วถือยาว”

แล้ว Momentum ยังเหมาะกับตลาดวันนี้หรือไม่?

คำตอบของผมคือ “ยังน่าสนใจ”

เพราะสิ่งที่เราเห็นในตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่ตลาดที่หุ้นทุกตัวขึ้นพร้อมกัน แต่เป็นตลาดที่เงินลงทุนกำลังเลือกผู้ชนะอย่างชัดเจน

ธีม AI ยังคงขยายตัว แต่ผู้นำของตลาดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากผู้ผลิตชิป ไปสู่ Memory, Utilities, Software และอีกหลายกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI

นั่นหมายความว่า การเลือกหุ้นให้ถูกกลุ่มและถูกจังหวะ อาจมีความสำคัญมากกว่าการถือดัชนีเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่า Momentum ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ชนะทุกปี และไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีในช่วงที่ตลาดกำลัง “เลือกขึ้น” กลยุทธ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

สรุป

  • Momentum Investing ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นกลยุทธ์ที่มีรากฐานจากงานวิจัยทางการเงินมากว่า 30 ปี และได้รับการนำไปใช้จริงโดยนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
  • หัวใจของกลยุทธ์ไม่ใช่การคาดเดาว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น แต่คือการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและวินัยในการลงทุน เพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง พร้อมปรับพอร์ตเมื่อแนวโน้มเปลี่ยน
  • ในช่วงที่ตลาดโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยธีม AI และเงินทุนหมุนเวียนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว การเข้าใจหลักการของ Momentum อาจช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่มากกว่าการมองเพียงดัชนีตลาด

แหล่งอ้างอิง

  • Jegadeesh, N. & Titman, S. (1993). Returns to Buying Winners and Selling Losers: Implications for Stock Market Efficiency.
  • Asness, C., Moskowitz, T., & Pedersen, L. (2013). Value and Momentum Everywhere.
  • Fama, E. & French, K. งานวิจัยด้าน Factor Investing
  • AQR Capital Management – Research on Momentum Investing
  • MSCI – Momentum Index Methodology
  • State Street Global Advisors – Understanding Momentum Investing

5 เรื่องเข้าใจผิด กับหุ้น Momentum Read More »

หุ้น AI ยังไปต่อ BlackRock มองอย่างไร / ทองคำย่อ แต่ขาขึ้นยังไม่จบ | สรุป TSL 09 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพตลาดที่กำลังเปลี่ยนจากยุค “ซื้อกว้าง ๆ แล้วชนะ” ไปสู่ยุคที่ต้องเข้าใจธีมใหญ่และเลือกสินทรัพย์ให้แม่นขึ้น ฝั่ง BlackRock มองว่าโลกยังอยู่ในภาวะ Scarcity ทั้งแรงงาน พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และวัตถุดิบ แต่ AI อาจเป็นแรงขับเคลื่อนที่พาเศรษฐกิจไปสู่ Productivity รอบใหม่ได้ ขณะที่ Invesco มองว่าทองคำแม้เผชิญแรงกดดันจาก Real Yield ดอลลาร์แข็ง และ Fed ที่เข้มงวด แต่เหตุผลเชิงโครงสร้างในการถือทองคำระยะยาวยังไม่หายไป

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ตลาดยังอยู่ในโหมด Wait and See รอ Fed Minutes เพื่อดูว่า Fed ยังเข้มงวดกับเงินเฟ้อมากแค่ไหน ขณะที่ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านกลับมากดดันตลาดและราคาพลังงาน
  • สหรัฐเปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านอีกครั้ง หลังเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นักลงทุนกลับมาถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและน้ำมัน
  • Fed Minutes สะท้อนว่า Fed ยังเสียงแตก บางส่วนอยากคงดอกเบี้ยเพื่อรอดูข้อมูล แต่บางส่วนพร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่อ หากเงินเฟ้อยังสูงหรือแรงงานยังแข็งเกินไป
  • BofA เตือนว่า ไฟฟ้าสหรัฐอาจไม่พอใช้ภายในปี 2030 เพราะ Data Center, AI, Cloud และ EV ใช้ไฟเพิ่มเร็ว ทำให้ Utilities, Grid Infrastructure และอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นธีมสำคัญของ AI รอบถัดไป
  • ข่าวรายตัวสะท้อนว่าตลาดเริ่มเลือกหุ้นมากขึ้น: หุ้นชิปจีนพุ่งจากข่าว Apple สนใจซัพพลายเออร์จีน, NVIDIA ดูถูกลงเมื่อเทียบกับกำไรที่โตเร็ว ส่วน SpaceX ร่วงต่ำกว่าราคา IPO เพราะแรงเก็งกำไรเริ่มหมดและตลาดกลับมามองพื้นฐานมากขึ้น

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: BlackRock ชี้ ยุคนี้ Passive คงไม่พอ | BlackRock

WHAT HAPPEN

  • โลกยังอยู่ในภาวะ Scarcity ทั้งด้านแรงงาน พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และวัตถุดิบ
  • AI อาจพาเศรษฐกิจไปสู่ยุค Abundance ได้ แต่ต้องผ่านคอขวดเรื่องไฟฟ้า ชิป Memory Data Center และ Infrastructure ก่อน
  • BlackRock มองว่าการลงทุนยุคนี้ต้องเข้าใจ Scenario และ Exposure ในพอร์ต ไม่ใช่ถือ Passive แบบเดิมอย่างเดียว

WHY SHOULD I KNOW

  • พอร์ตจำนวนมากอาจเดิมพันกับหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทค ดอกเบี้ย หรือเครดิต โดยไม่รู้ตัว
  • โอกาสจาก AI ไม่ได้อยู่แค่ผู้สร้างโมเดล แต่รวมถึงสิ่งที่ AI ต้องพึ่งพา เช่น Power, Grid, Semiconductor, Data Center และ Infrastructure
  • รายได้จากตราสารหนี้กลับมามีคุณค่า แต่ต้องเลือก Duration และคุณภาพเครดิตให้เหมาะสม

WHAT TO DO NEXT

  • มองหาโอกาสใน AI Bottleneck เช่น ไฟฟ้า Data Center ชิป Memory Grid และ Infrastructure
  • ใช้ Active Selection มากขึ้น เพราะผลตอบแทนในแต่ละชั้นของ AI Value Chain เริ่มแตกต่างกัน
  • ลด Macro Exposure ที่ไม่ตั้งใจ และเน้นสินทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดชัดเจน คุณภาพดี และมีแรงขับเคลื่อนระยะยาว

Paper 2: ทำไมทองคำยังน่าถือ แม้ราคาจะเริ่มพักตัว | Invesco

WHAT HAPPEN

  • ทองคำพักฐานระยะสั้นจาก Real Yield ที่สูงขึ้น ดอลลาร์แข็ง และความกังวลว่า Fed อาจเข้มงวดนานกว่าคาด
  • Invesco มองว่าการอ่อนตัวรอบนี้เป็นเพียงการ “พักหายใจ” ไม่ใช่จุดจบของแนวโน้มระยะยาว
  • ปัจจัยหนุนระยะยาวยังมาจากแรงซื้อธนาคารกลาง การกระจายทุนสำรอง และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

WHY SHOULD I KNOW

  • ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย จึงอ่อนไหวต่อ Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น
  • แรงซื้อของธนาคารกลางเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้าง เพราะไม่ได้อ่อนไหวต่อราคามากเท่านักลงทุนทั่วไป
  • ทองคำยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงในโลกที่ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามมากขึ้น

WHAT TO DO NEXT

  • ไม่ควรมองทองคำเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรระยะสั้น แต่ควรมองเป็นตัวกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
  • จับตา Real Yield, ค่าเงินดอลลาร์, ท่าที Fed และเงินเฟ้อคาดการณ์
  • หากทองคำย่อตัวจากปัจจัยระยะสั้น แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังอยู่ อาจเป็นจังหวะทยอยสะสมสำหรับพอร์ตระยะยาว

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ ตลาดกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องเลือกธีม เลือกสินทรัพย์ และเข้าใจความเสี่ยงในพอร์ตมากกว่าเดิม BlackRock ชี้ว่า AI ยังเป็นแกนหลักของโอกาส แต่ไม่ใช่การซื้อหุ้น AI ทุกตัวแบบเหมารวม นักลงทุนควรมองคอขวดที่ AI ต้องพึ่งพา เช่น ไฟฟ้า ชิป Memory Data Center และ Infrastructure ขณะที่ Invesco มองว่าทองคำยังมีเหตุผลในการถือระยะยาว แม้ราคาจะพักตัว เพราะแรงหนุนจากธนาคารกลาง ภูมิรัฐศาสตร์ และการกระจายทุนสำรองยังแข็งแรง กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังลงทุนต่อได้ แต่ต้อง Active มากขึ้น กระจายพอร์ตดีขึ้น และไม่พึ่งพาธีมเดียวหรือสินทรัพย์เดียวมากเกินไป

หุ้น AI ยังไปต่อ BlackRock มองอย่างไร / ทองคำย่อ แต่ขาขึ้นยังไม่จบ | สรุป TSL 09 July 26 Read More »

Scroll to Top