6 ข้อง่ายๆ ช่วยให้มีเป้าหมายหลังเกษียณ


6 ข้อง่ายๆ ช่วยให้มีเป้าหมายหลังเกษียณ

การมีเป้าหมายในการทำอะไรบางอย่าง จะช่วยให้เราจับต้องภาพความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการพิจารณาว่าแท้จริงแล้วตัวคุณนั้นต้องการอะไร อยากได้อะไร อยากมีชีวิตแบบไหน หลังจากนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ คุณจะเริ่มรู้ว่าคุณจะต้องทำอะไรเพื่อให้ไปถึงสิ่งเหล่านั้น

ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย “ที่ยังไม่พบเป้าหมายหลังเกษียณ” ยังไม่ทราบว่าตนเองมีเป้าหมายแบบไหนโดยผมมีคำแนะนำสำหรับการตั้งเป้าหมายเกษียณ 6 ข้อ ที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่าน ดังนี้

1.ตั้งเป้าหมายว่าต้องการใช้เงินเท่าไหร่ต่อ เดือน-ปี หลังเกษียณ

 
ถ้าทราบว่าตัวเองต้องการจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ต่อเดือน คุณจะสามารถกำหนดวิธีการใช้ชีวิตเพื่อนำไปสู่เป้าหมายนั้นได้ เช่น หากต้องการใช้เงินเดือนละ 2 5,000 บาท คุณต้องมีทรัพย์สินเงินทองเตรียมไว้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ หากไม่พอต้องทำอย่างไร จะปรับเป้าหมายของตัวเองลงไหม หรือจะพยายามหาวิธีที่จะทำให้เป้าหมายมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น
 
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องมีเงินเท่าไหร่? ผมมีวิธีคำนวณเบื้องต้น คือ
ให้คุณนำเงินที่ต้องการใช้ต่อเดือน x 12 เดือน x อายุขัยหลังเกษียณ x 2 เท่า ดังนั้น หากคุณต้องการเกษียณอายุ 55 ปี คาดว่าอนาคตจะใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท และคาดว่าจะมีอายุขัยถึง 80 ปี เท่ากับว่าคุณต้องเตรียมเงิน 25,000 x 12 x (80-55) x 2 = 15 ล้านบาท นั่นเอง

2.ตั้งเป้าว่าจะมีชีวิตให้นานที่สุด (จะมีเวลาใช้ชีวิตให้มากที่สุด)

 
อยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มที่สุดกับเวลาที่มี เพราะชาติหน้ามีจริงหรือไม่ยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัด ดังนั้นหากคุณตั้งเป้าหมายนี้ สิ่งที่ต้องมีมากกว่าคนอื่นคือ วินัยและความพยายาม เพราะว่าต้องดูแลสุขภาพตนเองอย่างเข้มงวด ควบคุมอาหารการกิน และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่นเอง
 
โดยผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 80.4 ปี ผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 73.2 ปี และในปี 2583 อายุเฉลี่ยทั้งเพศหญิง และชายจะเพิ่มขึ้นเป็น 83.2 ปี และ 76.8 ปี ส่งผลให้ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายเนื่องจาก อายุยืนกว่า (อ้างอิงจาก WHO)
 
หลังจากทุกท่านรู้อายุเฉลี่ยโดยทั่วไปแล้ว ขอให้ทุกท่านดูแลตนเองได้ดีจนมีอายุเกินค่าเฉลี่ย ดังที่กล่าวมาครับ แต่อย่าลืมว่าหากคุณต้องการมีชีวิตที่นานขึ้น จำนวนเงินที่คุณต้องเตรียมสำหรับการเกษียณก็จะมากขึ้นตามด้วยหากอ้างอิงจากข้อที่ 1

3.จะสร้างประสบการณ์ชีวิตให้มากที่สุด

 
ข้อนี้ถือเป็นข้อพื้นฐานเลยก็ว่าได้ หากคิดอะไรไม่ออกลองคิดดูสิว่าคุณอยากจะทำอะไร ที่จะมอบความทรงจำดีๆ ให้กับชีวิตบ้าง เช่น
หากคุณใฝ่ฝันว่าอยากออกทริปบนเรือสำราญสุดหรูสักครั้งในชีวิต คุณก็ต้องเริ่มเก็บเงิน ศึกษาข้อมูล ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
 
หากยกตัวอย่างเช่น แพ็คเกจเรือสําราญ 10 วัน 9 คืน ที่พาทัวร์ ฮ่องกง – เชจู – ปูซาน – ฟุกุโอกะ – คําโกชิม่า ซึ่งราคาต่อคนอยู่ที่ 62,400 บาท หากเป็นห้องไม่มีหน้าต่าง หากมีหน้าต่างก็จะเป็น 79,100 บาท ซึ่งราคาต่างกัน แต่นี่ยังไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องเตรียม เพราะราคานี้ยังไม่รวมค่าเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
 
นอกจากนี้ คุณยังสามารถอัพเกรดประสบการณ์ให้เหนือขั้นไปกว่านั้นได้อีก เช่น แพ็คเกจร่องเรือโซนยุโรปที่สามารถร่องจากมหาสมุทรไปจนถึงขั้วโลก แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายต่อคนสูงถึง 200,000 บาท เลยทีเดียว

4.ใช้เวลาที่เหลือไปกับสิ่งใหม่ (หาความสนใจใหม่ๆ)

 
คุณอาจจะมีสิ่งที่ชอบ “แต่ยังไม่เคยทำ” เราจะรู้สึกว่าชอบบางอย่างได้เพราะได้ใช้เวลากับมัน แต่ติดที่ว่าไม่มีเวลามองหาสิ่งใหม่ๆ เลยนั่นเอง ดังนั้นลองตั้งเป้าใช้ชีวิตที่เหลือหลังเกษียณไปกับการทำสิ่งที่ไม่เคยทำดูไหม เช่น จะ ปั่นจักรยานจากไทยไปอินเดีย หรือการเรียนภาษารัสเซียเพราะอยากมีเพื่อนเป็นคนรัสเซียก็ได้

5.นำตัวเองไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ

 
บางทีการอยู่สถานที่เดิมๆ ก็อาจจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวได้ เจอแต่สิ่งเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ หากคุณมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ คุณสามารถนำเงินเหล่านั้นไปซื้อ หรือเช่าบ้านพักตากอากาศ เพื่อให้ชีวิตให้ดูกระชุ่มกระชวยไม่น่าเบื่อก็ได้ โดยหากเช่าจะมีราคาตั้งแต่หลัก 100 – 10,000 บาท ให้เลือกสรรขึ้นอยู่กับความสวยงามและความพิเศษของสถานที่
 
อย่างบางวันเบื่อเมืองหลวงก็ย้ายไปบ้านติดภูเขา พอเบื่อภูเขาก็ย้ายไปบ้านพักริมทะเลตามใจชอบ เพราะหลังเกษียณเรามีเวลาให้พักผ่อนมากมายจะเดินทางไปพักที่ไหนตอนไหนก็ได้นั่นเอง

6.ปลูกปั้นส่งต่อมรดกให้กับใครสักคน

 
การส่งต่อมรดกก็เหมือนการได้ส่งต่อความพยายาม เรื่องราว และการประสบความสำเร็จให้กับคนอื่น ซึ่งจะดีแค่ไหนหากคนที่ได้รับมรดกไปจะมีคุณภาพชีวิต มีความสุขที่มากขึ้น
 
ถึงคุณไม่มีใครรอบกายเลย ก็ยังมีทางเลือกที่จะบริจาค ทำการกุศลให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้เช่นกัน ใครจะรู้ว่าสิ่งที่คุณมอบไปนั้นอาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครอีกหลายคนไปในทางที่ดีก็ได้

สรุป

จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่จะมีสิ่งหนึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนความสุขนั่นก็คือ “เงิน” นั่นเอง เพราะสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งประสบการณ์ แนวทาง และขีดจำกัดว่าคุณจะสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เต็มที่แค่ไหน นั้นขึ้นอยู่กับคุณมีเงินมากแแค่ไหน เพราะการมีเงินมากก็เหมือนกับการมีตัวเลือกให้กับชีวิตตนเองมากขึ้นนั่นเอง 

 

ดังนั้นหากทุกท่านพบแล้วว่าเป้าหมายตนเองคืออะไร ก็อย่าลืมหาทาง หาเงินไปให้ถึงเป้านั้นให้ได้ ใครที่คิดว่าตอนนี้ตนก็มีโอกาสทำตามเป้าหมายได้ผมก็ยินดีด้วยอย่างยิ่งครับ แต่หากใครยังห่างไกลก็ขอให้หาเครื่องมือ หรือวิธีการนั้นให้เจอครับ

 

Share On :

ตั้งแต่จัดตั้ง Lief Selective Fund ผลตอบแทนเป็นอย่างไร


ตั้งแต่จัดตั้ง กลยุทธ์หุ้นไทย Lief Selective Fund ผลตอบแทนเป็นอย่างไร ?

ในปีที่ภาวะการลงทุนทั่วโลกปั่นป่วน ด้วยปัจจัยความเสี่ยงที่ถาโถมเข้าหานักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปมสงครามขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นทะลุสถิติในรอบ 40 ปี การปรับลดมาตรการผ่อนคลาย เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก เศรษฐกิจจีนที่แนวโน้มการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างยากลำบาก 

แต่ต้องยอมรับว่าท่ามกลางความผันผวนในหลายกลุ่มสินทรัพย์ หุ้นไทย ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดโดยเปรียบเทียบ หรือเรียกว่า ถ้าเจ็บก็เจ็บน้อยที่สุด ด้วยตั้งแต่ต้นปี ดัชนีหุ้น S&P500 สหรัฐ ฯ ปรับตัวลดลงกว่า -21.95% NASDAQ -33.89% แต่ SET Index ปรับตัวลงเพียง -1.40% เท่านั้น 

คำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า ตอนที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวฟื้นขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ตลาดไทยไม่ได้ฟื้นตามเขาสักเท่าไหร่นัก (ณ จุดสูงสุดของดัชนี S&P500 ฟื้นตัวได้ประมาณ +75% ในขณะที่ดัชนี SET +45%) ประกอบกับในช่วงปี 2565 ความกังวลเกี่ยวกับประเด็นเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อ Valutaion หุ้นกลุ่มเติบโต กลุ่มเทคโนโลยีมากกว่า หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive มาก ประเทศไทยเองก็มีสัดส่วนกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์เป็นอันดับต้น ๆ ความผันผวนจึงอยู่ในขอบเขตที่จำกัด 

นอกจากปัจจัยในเชิงมหภาค (Top down) ที่สนับสนุนหุ้นไทยเป็นลมใต้ปีก ไม่ให้ลงหนักมากแล้ว การพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของหุ้น (Bottom up) ก็เป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ สำหรับการเลือกลงทุน โดยเฉพาะการวิเคราะห์ งบการเงิน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกลยุทธ์ Lief Selective Fund คัดเลือกหุ้นไทยที่มีความโดดเด่นและต่อเนื่องด้านผลการดำเนินงาน พิจารณาย้อนหลัง 8 ไตรมาสเพื่อดูอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อเฟ้นหาบริษัทที่แข็งแกร่ง ทนทาน อยู่รอด เหมาะสมกับการลงทุน 

โดยผลตอบแทนจริงตั้งแต่จัดตั้ง 10 มีนาคม - 31 ตุลาคม 2565 (เป็นระยะเวลา 8 เดือน)

Lief Selective (Balance) +7.20% และ Lief Selective (Growth) +8.10% ในขณะที่ SET Total Return Index -0.47% ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์วัดผลการดำเนินงานอยู่พอสมควร”

หมายเหตุ – ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้บ่งชี้ถึงผลตอบแทนในอนาคต / ผลตอบแทนจากการลงทุนจริง สุทธิค่าใช้จ่ายกองทุนทั้งหมดแล้ว / ผลการลงทุนในอนาคตอาจแตกต่าง หรือขาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ /การลงทุนมีความเสี่ยงนักลงทุนต้องศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ทั้งในแง่ของความเสี่ยงและผลตอบแทนทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน

กลยุทธ์ Lief Selective Fund ลงทุนหุ้นไทย 100% (Fully Invest) ในลักษณะถือลงทุนระยะยาว (Buy & Hold) โดยมีการพิจารณาปรับพอร์ต รายไตรมาส โดยพิจารณาจากข้อมูลงบการเงินที่ประกาศออกมาในระหว่างช่วงปี ผ่านการคัดกรองด้วย Genetic Algorithm เฟ้นหาผู้ชนะอย่างแท้จริง หลังจากนั้นทางฝ่ายจัดการกองทุนจะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปพิจารณา วิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่นการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่ปกติ สภาพคล่อง ข่าวสาร หรือกลุ่มผู้บริหารที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนได้

Lief Selective Fund มีสองกลยุทธ์ คือ Lief Selective Balance เป็นการกระจายเงินลงทุนเท่า ๆ กันในหุ้น 25 ตัวที่ผ่านการคัดเลือกข้างต้นมาแล้ว และ Lief Selective Growth กระจายในหุ้นเพียง 10 ตัวเท่านั้น  เรียกว่านักลงทุนสามารถพิจารณาเลือกได้ ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองได้ 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนอาจลองพิจารณาจากตัวอย่างหลักทรัพย์ที่กลยุทธ์ Lief Selective เลือกลงทุนในอดีต ช่วงไตรมาสที่ 2 คัดเลือกจากข้อมูลงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2565 ดังนี้

หมายเหตุ : ตัวอย่างหลักทรัพย์เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น ปัจจุบันกองทุนอาจมีหรือไม่มีการลงทุนในหลักทรัพย์ดังกล่าว

แน่นอนว่าในพอร์ตการลงทุน จะมีหลักทรัพย์ที่เราเลือกลงทุนและขาดทุนบางส่วน แต่โดยเฉลี่ยรวมแล้ว ด้วยหลักการ Buy and Hold ลดการซื้อขายตามอารมณ์หรือปัจจัยช่วงสั้น ประกอบกับกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ราคาตลาดจะค่อย ๆ สะท้อนความแข็งแกร่งในเชิงพื้นฐานของหุ้นที่ Lief Selective Fund เลือกลงทุนในแต่ละไตรมาส และสามารถสร้างการเติบโตของเงินลงทุนได้ในระยะยาว 

“คำถามที่ยังเหลืออยู่หากจะเลือกลงทุนในหุ้นไทย คือ อนาคตและศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย จะยังสามารถยืนหยัดต่อสู้บนเวทีโลกได้หรือไม่ ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้านอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้นทุกที”

ส่องโอกาสลงทุน "หุ้นไทย ได้ไปต่อ?" - Exclusive seminar

✨วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09.00-12.00น.
✨เหมาะสำหรับนักลงทุนหุ้นไทยที่อยากหา Solution เพื่อตอบโจทย์การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

เราจึงอยากเชิญชวนท่านมาหาคำตอบร่วมกัน กับงานเสวนา ส่องโอกาสลงทุน “หุ้นไทย ได้ไปต่อ?”

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9:00-12:00 พบกันที่ KX Knowledge Exchange (400 เมตร จาก BTS วงเวียนใหญ่ )

พบกับวิทยากรรับเชิญพิเศษ รศ.ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ, อดีตกรรมการและกรรมการตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในหัวข้อ : “โอกาสเติบโตของไทย” บนเวทีโลกในยุคดิจิทัล รวมถึงเจาะลึกกลยุทธ์ Lief Selective Fund โดยทีมผู้ร่วมพัฒนาเครื่องมือ คัดเลือกการลงทุน คุณ ธานินทร์ แซมมณี, CEO& CO-Founder, Deepscope สามารถลงทะเบียนได้ที่นี่ : https://bit.ly/3fpftKE

Share On :

10 ข้อผิดพลาด ที่ทำให้ “แผนเกษียณ” ไปไม่ถึงฝัน


10 ข้อผิดพลาด ที่ทำให้ “แผนเกษียณ” ไปไม่ถึงฝัน

การวางแผนที่ดี ควรจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดใหญ่ ที่อาจจะทำให้แผนของเราพังอย่างสิ้นเชิง ลองมาดูกันว่ามีข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่ต้องระวังกันบ้าง

1.ไม่มีกองทุนฉุกเฉิน

1.1) เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต สิ่งที่ไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็เป็นไปได้ เช่น อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน พาสัตว์เลี้ยงแสนรักไปหาหมอ อาจจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านครั้งใหญ่ หรือ ไฟไหม้ก็แล้วแต่ 

1.2) คุณไม่มีทางรู้เลยเหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปของคุณจะเป็นอย่างไร แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วและคุณไม่มีเงินสดสะสม ก็อาจจะทำให้คุณต้องก่อหนี้บัตรเครดิต หรือว่าต้องถอนเงินจากการลงทุนที่เก็บมาอย่างดี ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เป้าหมายการเกษียณอายุก่อนกำหนดของคุณช้าออกไป
 
1.3) การเตรียมตัวเป็นสิ่งจำเป็น แนะนำให้เปิดบัญชีออมทรัพย์ และแปะป้ายว่า กองทุนฉุกเฉิน เอาไว้ เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น กองทุนฉุกเฉินของคุณควรจะมีสักเป็น 3-6 เท่าของรายได้ต่อเดือนของคุณ

2.ไม่ยอมตัดสินใจลงทุน

2.1) การลงทุนที่ดีที่สุดคือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และเวลาที่ดีที่สุดถัดไปคือ ณ ตอนนี้ การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เราสามารถลงทุนผ่าน APP หรือกองทุน เพื่อไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทชั้นนำเช่น แอปเปิ้ล หรือเทสล่าได้ นอกจากนี้ ถึงแม้เงินจะไม่มากก็สามารถกระจายความเสี่ยงเปรียบเสมือนลงหุ้นหลายตัวผ่านกองทุนได้เช่นกัน
 
2.2) ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วนั้นจะได้เปรียบ เพราะว่าเงินจำนวนเล็กของคุณนั้นมีโอกาสที่โตแบบทบต้น และหวังว่ามันจะเป็นเท่าตัวก่อนที่วัยเกษียณของคุณจะเริ่มด้วยซ้ำ ในขณะที่ ถ้าคุณยังไม่ตัดสินใจลงทุน คุณก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากผบตอบแทนแบบทบต้น ซึ่งก็จะทำให้คุณจะต้องเก็บออมมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้นเพื่อแผนเกษียณของคุณ

3.ไม่มีแผนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

3.1) แผนที่ดีจะต้องมีเป้าหมายและรายละเอียดเกี่ยวผู้ลงทุนที่ครบและชัดเจน เพื่อที่จะได้ออกแบบการลงทุนให้เหมาะสมได้ ไม่ว่าเป็นเรื่อง จำนวนเงินที่ต้องการสำหรับการเกษียณ ระยะเวลาการลงทุน จำนวนเงินออมในแต่ละเดือน กลยุทธ์ และความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
 
3.2) แผนที่ดีควรจะเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องมี กราฟ หรือมีคำศัพท์เทคนิค การคำนวนที่ยุ่งยาก ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้คุณไม่ถนัดก็ให้มืออาชีพ อย่างนักวางแผนการเงินเข้ามาช่วยได้
 

4.มุ่งที่ลดรายจ่ายมากกว่าหารายได้

4.1) เป็นเรื่องปกติที่คนจะเน้นลดการใช้จ่ายมากกว่าการหาเงิน เนื่องจากมันง่ายกว่ามาก ใช้เวลาน้อยลงและไม่จำเป็นต้องเจรจา หรือเสนอแนวคิดไอเดียบรรเจิดให้เจ้านายของคุณ
 
4.2) แต่ลดการค่าใช้จ่ายนั้นก็ทำได้อย่างจำกัด เพราะยังไงคุณก็ไม่มีทางลดได้เป็น 0 ในขณะที่มีการสร้างรายได้ผ่านการลงทุนของคุณ นั้นมีเพดานก็สูงกว่ามาก และเมื่อรวมกับพลังของการทบต้นแล้ว ความสามารถของคุณในการหารายได้พิเศษเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตลอดช่วงชีวิตของคุณ

5.กลัวความเสี่ยงมากเกินไป

5.1) ไม่มีใครอยากเสียเงิน แต่นั้นคือความเสี่ยงที่เราต้องเจอในการลงทุน แต่มีพูดว่า ความเสี่ยงที่สุดคือการไม่เทคความเสี่ยงอะไรเลย ซึ่งนั้นทำให้เราเสียโอกาสที่จะให้เงินทำงานอย่างสิ้นเชิง
 
5.2) การกลัวความเสี่ยงถือเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์เรา โดยได้มีบทวิจัยเกี่ยวกับจิตวิทยา ว่ามนุษย์ทั่วไปนั้นจะมีความรู้สึกเกลียดการเสียเงินมากเป็นสองเท่าของความรู้สึกดีใจเวลาเราได้เงิน ซึ่ง อคตินี้ทำให้เรามีแนวโน้มการตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และคิดไปในทางเชิงลบว่าเราน่าจะเสียเงินมากกว่าได้เงิน ทั้งๆโอกาสมันก็อาจจะเท่าๆกัน นอกจากนี้ ประวัติการลงทุนในหุ้นในช่วงหลายหลายปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการลงทุนระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นบวก 8-10% ต่อปี
 
5.3) อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการลงทุน จุดสำคัญคือไม่ใช่ว่าหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เป็นจุดตาย หรือเป็นหายนะซึ่งทำให้การลงทุนของเรานั้นพังอย่างถาวร ซึ่งเราสามารถจำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุนอย่างหนักได้หลายทาง เช่น การกระจายการลงทุนในหุ้นหลายๆตัว หรือหลายสินทรัพย์ที่มีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งการปรับการลงทุนให้เหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิตก็มีความจำเป็น ซึ่งจะพูดในข้อถัดไป

6.ไม่ได้ปรับการลงทุนเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ในชีวิตเข้ามา

6.1) แผนการเงินที่ดีควรจะมีความหยืดหยุ่นได้ ปรับได้ เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตแล้ว แผนเกษียณของเรานั้นยังดำเนินต่อไปได้ เช่น เหตุการณ์ที่ใหญ่ ก็อาจจะเช่น การตัดสินใจซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูก เปลี่ยนงาน หรือเริ่มธุรกิจใหม่
 
6.2) การปรับแผนให้เหมาะในแต่ละช่วงชีวิตก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละช่วงก็รับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน เช่น ตอนเราหนุ่มสาว ยังไม่มีภาระเยอะ ลูกก็ยังไม่มี พ่อแม่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ก็สามารถลงทุนได้เสี่ยงมากหน่อย ในขณะที่คนที่อายุเยอะมีภาระ มีลูก มีพ่อแม่ที่ดูแล เรียกว่าพลาดแล้วไปทั้งครอบครัว ก็อาจจะรับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะต้องมีกองทุนฉุกเฉินมากขึ้น มีประกันชีวิต การวางแผนมรดก รวมไปถึงแผนเก็บออมเพื่อการศึกษาให้ลูกด้วย
 
6.3) การไม่ได้มารีวิวแผนการเงินของเรา ก็อาจจะทำให้เหตุการณ์เรานี้ส่งผลให้แผนเกษียณของเราไม่ประสบความสำเร็จ

7.ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์วิกฤต หรือกรณีร้ายแรง

7.1) เหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งเราไม่สามารถควบคุม ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่บังคับให้คุณต้องเริ่มต้นแผนเกษียณของคุณใหม่ทั้งหมด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลำบากทั้งทางเงินและจิตใจ
 
7.2) เหตุการณ์ เช่น ตลาดหุ้นถล่มทลาย บาดเจ็บหนัก ตกงาน หรือ หย่าร้าง
 
7.3) เตรียมตัวรับมือเหตุการณ์หลายนี้ เช่น การกระจายการลงทุน การซื้อประกัน ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการลงทุนเพื่อสร้างให้เงินงอกเงย

8.ไม่มองในระยะยาว

8.1) การมองระยะยาวนั้นเป็นนิสัย และทักษะที่ต้องพัฒนา ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราโฟกัสแต่ในสิ่งที่จะทำให้อนาคตที่เราตั้งเป้าหมายนั้นเป็นจริง
 
8.2) แต่ปัญหาก็คือ สมองคนเรามักจะมองหาความสุขหรือความพึงพอใจในระยะสั้นมากกว่า ซึ่งทำให้เราอาจะถอนเงินออกมาซื้อสิ่งที่เราอยากได้มากกว่าออมเงินเพื่ออิสระภาพหลังเกษียณ ดังนั้นเราจึงต้องมั่นทบทวน และพยายามโฟกัสเป้าหมายที่เราอยากเป็น จากนี้ สิบปี หรือ ยี่สิบปีข้างหน้า เพือ่ให้แผนเราไปตามที่ตั้งเป้าไว้

9.ไม่ให้ยอมรางวัลตัวเองบ้าง

9.1) ถึงแม้ว่าเรามองเป้าหมายในระยะยาวก็จริง แต่ไม่ได้หมายถึงเราจะออมเงินอย่างเข้มข้น และทุ่มทุกอย่างให้กับการลงทุนหมด ความสุขเล็กๆน้อย เช่น การได้กินมือค้ำ การท่องเที่ยว การสังสรรค์กับเพื่อน กาแฟอร่อยตอนเช้า ก็เป็นสิ่งเล็กที่เติมพลังให้คุณได้
 
9.2) ในขณะที่การเสียสละสิ่งพวกนี้มากเกินไป อาจจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวและทำให้คุณไม่อยากออมเงินเพื่อทำตามแผนได้ตลอดชีวิต การนแผนควรจะดำเนินทางสายกลาง ชีวิตก็ควรมีความสุขบ้าง ให้รางวัลตัวเองบ้าง แผนที่ตึงเกินไปก็อาจจะไม่ทำให้คุณยึดติดกับแผนได้ตลอดไป

10.ไม่ได้รับคำปรึกษาจากมืออาชีพ

10.1) การได้รับคำปรึกษาจากผู้ที่ชำนาญ นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไปสู่เป้าเกษียณได้อย่างเร็ว และสามารถเห็นสัญญาณ หรือสิ่งปกติกับแผน หรือการลงทุนได้ก่อนที่มันจะช้าไป
 
10.2) การยอมรับว่าเราไม่เชี่ยวชาญ หรือการไม่รู้อะไร และเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นด้วยการหาความรู้ ได้รับคำปรึกษา หรือใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็ทำให้แผนเรามีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

บทสรุป

จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมายที่มาทำให้การเกษียณเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่นั่นเป็นเพราะเราเลือกที่จะนำเสนอข้อผิดพลาดก่อน ซึ่งเราก็ไม่ได้ลืมที่จะหาทางออกด้วยการทำ 10 Tips & Tricks ให้ทุกท่านได้ทราบ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเหล่านั้น

หากท่านได้ต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติมสามารถติดต่อผ่าน Line official : @liefcapital หรือ https://lin.ee/9kuD10A

** การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยบทความนี้มิใช่สิ่งชี้นำซื้อขายการลงทุนแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงแค่การให้ความรู้และข้อมูลที่ช่วยให้เพิ่มมุมมองในการลงทุนเท่านั้น **

Share On :

Scroll to Top