loader image

สรุป TSL – ลงทุนดูแต่ EPS พอไหม?

สัปดาห์นี้มี 2 ประเด็นหลักที่นักลงทุนต้องรู้: Pictet ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ overweight หุ้น / underweight bond หลัง EPS ดีสุดรอบ 4 ปี
ท่ามกลางความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น ขณะที่ Invesco ตั้งคำถามตรงๆ ว่า AI สร้างผลลัพธ์จริงให้ “คนใช้”
แล้วหรือยัง เพราะถ้า enabler ได้เงินอย่างเดียวโดย user ไม่ได้ประโยชน์ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหาศาลอาจไม่คุ้มค่าในระยะยา

Paper 1 กำไรคือคำตอบของตลาด? | Pictet 

WHAT HAPPENED

กำไร EPS ดีสุดในรอบ 4 ปี — ทุกอุตสาหกรรมเกินเป้า

  • EPS ทั่วโลกเกินคาดมากที่สุดในรอบ 4+ ปี นักวิเคราะห์ปรับขึ้น est. เร็วสุดตั้งแต่ปี 2004
  • หุ้น IT +18% ในเดือนเดียว Semiconductor +25% ตลาด EM ขึ้น 9.7%
  • Pictet เพิ่ม weight หุ้นเป็น overweight และลด bond เป็น underweight

 

WHY SHOULD I KNOW

กำไรแข็ง = ปลอดภัยกว่าที่คิด แม้ valuation ดูสูง

  • P/E สหรัฐ 17.7× ต่ำกว่าจุดสูงสุดปีที่แล้ว เพราะ EPS วิ่งตาม ไม่ใช่ฟองสบู่
  • Net margin คาดโต 15% → 16% → 17% ใน 3 ปี บริษัทมี pricing power จริง
  • IPO บูม (SpaceX, OpenAI, Anthropic) ≠ สัญญาณฟอง แต่มักนำตลาดขึ้นต่อ


WHAT TO WATCH

เงินเฟ้อ + พลังงาน คือตัวแปรที่กำหนดทิศตลาดครึ่งปีหลัง

  • เงินเฟ้อสหรัฐใกล้แตะ 2× เป้า Fed — โอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ
  • Bond yield ระยะยาวแตะสูงสุด 20 ปี กดดัน duration asset ทุกประเภท
  • ราคาพลังงานถ้าขึ้นต่อ จะเริ่มกัดกินกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐ


HOW TO RESPOND

เพิ่มหุ้น Tech + EM (ยกเว้นจีน) ลด bond ระยะยาว

  • เน้น Tech (AI infrastructure) + หุ้นอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จาก capex cycle
  • ลดหรือหลีก bond ระยะยาว → หันไป EM bond สกุลท้องถิ่น โดยเฉพาะลาตินฯ
  • จีน → neutral ไว้ก่อน รอสัญญาณอุปสงค์ในประเทศฟื้น





Paper 2  AI ของจริง vs ภาพฝัน | Invesco

WHAT HAPPENED


AI ให้ผล “ผู้พัฒนา” ชัด แต่ “ผู้ใช้จริง” ยังไม่ปรากฏ

  • หุ้นกลุ่ม enabler (ชิป, โครงสร้างพื้นฐาน) พุ่งสูง เกาหลีใต้ 3× ไต้หวัน 2× ใน 12 เดือน
  • ผลิตภาพสหรัฐเพิ่ม 2-3.5%/ปีนับจากกลางปี 2023 แต่ยังแยกไม่ออกจากวัฏจักร
  • การว่างงานสหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อยทั้งที่เศรษฐกิจโต — อาจเป็นสัญญาณ AI แรก


WHY SHOULD I KNOW

ถ้า user ไม่ได้ประโยชน์ — valuation ของ enabler จะยืนยาก

  • Hyperscaler ลงทุน AI มหาศาล ถ้า user ไม่ profit ขึ้น ROI จะไม่เกิด
  • กำไร Q1 สหรัฐมาจาก Tech เกือบทั้งหมด — ไม่ใช่การกระจายตัว
  • ยุโรปกำไรพุ่งจากพลังงาน ไม่ใช่ AI → ภาพใหญ่ยังบิดเบือน


WHAT TO WATCH

ติดตาม 3 ตัวชี้วัด: productivity, employment, margin ของ user

  • ผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ — ถ้าคงที่เหนือ 2.5% นานกว่า 2 ปีถือว่าเป็นสัญญาณจริง
  • การจ้างงานในอุตสาหกรรมที่ใช้ AI เยอะ (ธนาคาร, กฎหมาย, บัญชี) ว่าลดหรือเปลี่ยนรูป
  • Margin ของบริษัทนอกกลุ่ม Tech ว่าโตตามหรือแค่กำไรอยู่ในกลุ่มเดิม


HOW TO RESPOND

ถือ enabler ต่อ แต่เริ่มสะสม user-side ที่ margin เริ่มดีขึ้น

  • ยังถือ Tech enabler (ชิป, cloud) แต่ไม่ chase ราคาในจุดนี้ — รอ pullback
  • หา sector ที่ใช้ AI จริงแล้วกำไรเปลี่ยน เช่น healthcare, fintech, logistics
  • หลีกบริษัทที่ valuation pricing AI impact เกินกว่าที่ตัวเลขปัจจุบันรองรับ

สรุป TSL – ลงทุนดูแต่ EPS พอไหม? Read More »

หุ้นเทคยังมีแรงดันตลาดได้ต่อไหม ? สรุป TSL 2 Jun 26

  • ตลาดหุ้นยังขึ้นได้อีกหรือไม่… แม้สงคราม น้ำมัน และเงินเฟ้อกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง? 
  • AI กำลังสร้าง “ผู้ชนะ” กลุ่มใหม่ในตลาด… แล้วหุ้นแบบไหนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง? 
  • โลกที่กำลังเปลี่ยนจาก globalization สู่ resilience economy… นักลงทุนควรปรับพอร์ตอย่างไรต่อจากนี้? 

Paper 1 — SSGA

ตลาดผันผวน แต่พื้นฐานยังแกร่ง

WHAT HAPPEN

  • ตลาดยังขึ้นต่อ แม้เต็มไปด้วยข่าวลบ geopolitics เพราะ earnings และเศรษฐกิจยังแข็งแรง
  • กำไร S&P 500 โต 27.7% โดย AI capex ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด
  • โลกกำลังเปลี่ยนจาก “globalization” → “deglobalization” เน้นความมั่นคงและ AI leadership มากขึ้น

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดรอบนี้ไม่ได้ขึ้นเพราะ sentiment แต่ขึ้นเพราะ productivity และกำไรจริง
  • โครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ อาจทำให้ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อสูงกว่ายุคเดิม
  • ผู้ชนะรอบใหม่อาจไม่ใช่แค่ mega-cap tech แต่รวมถึง AI infra, defense และ real assets

WHAT TO DO NEXT

  • กระจายพอร์ตออกจาก US large-cap tech บางส่วน
  • เพิ่ม exposure ไปยัง AI infrastructure, utilities, defense, EM และ small caps
  • เน้นพอร์ตแบบ “resilience portfolio” มากกว่า pure efficiency

Paper 2 — Raymond James

Macro กำลังกลับมานำตลาด

WHAT HAPPEN

  • ตลาดเริ่มเปลี่ยน focus จาก earnings → macro เช่น เงินเฟ้อ น้ำมัน และ Fed
  • AI investment ยังหนุนเศรษฐกิจแรง แต่ inflation เริ่มกลับมาร้อนอีกครั้ง
  • ตลาดหุ้นขึ้นแรงมากจนเริ่มเข้าสู่ภาวะ overbought ระยะสั้น

WHY SHOULD I KNOW

  • ถ้าน้ำมันสูงต่อ เงินเฟ้ออาจเร่ง และ Fed อาจ hawkish กว่าที่ตลาดคิด
  • Macro จะเริ่มมีผลต่อ valuation หุ้น growth มากขึ้น
  • ตลาดยังดูแข็งแรง แต่ volatility มีโอกาสกลับมาได้ง่าย

WHAT TO DO NEXT

  • ระวังการไล่ซื้อ momentum หลังตลาดขึ้นแรง
  • ติดตาม CPI, oil price, labor market และ Fed meeting อย่างใกล้ชิด
  • เพิ่ม inflation hedge, short-duration bonds และ quality growth

Paper 3 — Columbia Threadneedle

AI ทำให้ตลาดแตกเป็นสองฝั่ง

WHAT HAPPEN

  • Earnings Q1 แสดงชัดว่าตลาดเริ่ม “แบ่งขั้ว” ระหว่าง AI winners กับ sectors ที่ถูก disrupt
  • กลุ่ม AI infra, semis, utilities และ hyperscalers ยังแข็งแกร่งมาก
  • หุ้นหลายตัวขึ้น 50–100% ทำให้ valuation เริ่มต้องเลือกมากขึ้น

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดรอบนี้ไม่ใช่ bull market ที่ทุกกลุ่มขึ้นพร้อมกัน
  • Alpha จะมาจาก stock selection มากขึ้น
  • AI กำลังเปลี่ยน demand ของทั้ง compute, power และ industrial ecosystem

WHAT TO DO NEXT

  • Overweight AI infrastructure, utilities และ industrials ที่ได้ประโยชน์จาก AI
  • Selective มากขึ้นใน consumer และ traditional media
  • เน้นบริษัทที่ earnings โตจริง มากกว่าหุ้นที่ขึ้นเพราะ narrative อย่างเดียว

หุ้นเทคยังมีแรงดันตลาดได้ต่อไหม ? สรุป TSL 2 Jun 26 Read More »

เปิดตัว NN FIRE ลงทุนหุ้นธีมเติบโตทั่วโลก

พบกับเนิ่น ๆ โฉมใหม่ได้แล้ววันนี้ พร้อมการลงทุนที่ตอบโจทย์เพื่อน ๆ มากขึ้น ประกอบด้วย

  1. เพิ่มนโยบาย Nern Nern FIRE ลงทุนสาย Active เน้นธีมที่เติบโตโดดเด่น สไตล์ Thematic Growth ปรับพอร์ต มองหาโอกาสลงทุนใหม่อยู่เสมอ โดยฝ่ายจัดการลงทุนของเรา
  2. เปลี่ยนชื่อนโยบายลงทุน 3 กระปุกเดิมเป็น Nern Nern FIRST พร้อมยกเลิกเกณฑ์สะสมขั้นต่ำ 1 หมื่นบาทสำหรับกระปุก 1 เพื่อความคล่องตัวในการลงทุนที่มากขึ้น
  3. เตรียมพบกับฟีเจอร์การใช้งานใหม่ ๆ ที่จะทยอยออกมาตลอดช่วงปี 2026 นี้ เพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดการลงทุนและผลตอบแทนของเราได้ในเวบไซต์ของเนิ่น ๆ ได้เลยที่ https://liefcapital.com/private-fund/lief-nernnern/

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ยังไม่คุ้นกับแอปลงทุน “เนิ่นๆ” ของเรา ขอเล่าสั้น ๆ เลยว่า เนิ่น ๆ พัฒนาขึ้นโดย บลจ.ลีฟแคปปิตอล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ ในรูปแแบบกองทุนส่วนบุคคล โดยเราได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. รู้จักเราเพิ่มเติมได้ที่นี่

เนิ่น ๆ เริ่มให้บริการมาจนถึงปัจจุบัน กำลังเข้าสู่ปีที่ 4 ซึ่งนโยบายการลงทุนดั้งเดิมคือ การลงทุน 3 กระปุก 1.สำรองฉุกเฉิน 2.เป้าหมายระยะสั้น 3. เป้าหมายเกษียณ ที่มีการเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน ตามเป้าหมายของเพื่อน ๆ นักลงทุน ปัจจุบันเรียกว่า Nern Nern FIRST (NN1) ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าทำผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจ (กระปุก 3 +46.67% นับตั้งแต่ ก.ค. 66) 

เพียงแต่ว่าด้วยสภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โอกาสการลงทุนเกิดขึ้นมากมาย บ้างเป็นโอกาสใหม่ บ้างก็เป็นการแตกแขนงต่อยอดมาจากธีมการลงทุนเดิม ประกอบกับ พฤติกรรมและ Liefstyle ที่เปลี่ยนแปลงไป ของนักลงทุน จึงทำให้เราเกิดไอเดีย เพิ่มนโยบายการลงทุน “Nern Nern FIRE (NNF)” เกษียณติดสปีด ที่เน้นลงทุนแบบ Active ยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้น เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าขึ้นมา 

โดยปัจจุบันหากเพื่อน ๆ Download หรือหากมีแอป เนิ่น ๆ อยู่แล้ว ให้ทำการ update ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน แล้วสามารถดำเนินการได้ดังนี้ ทันที

  • สำหรับลูกค้าใหม่ สามารถเริ่มเปิดบัญชี Online ได้โดยปกติใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ หากเตรียมเอกสารครบถ้วน ดังนี้
    • บัตรประชาชน (ตรวจสอบวันหมดอายุให้เรานิดนึง)
    • หน้าสมุดบัญชีธนาคาร สำหรับการรับเงินลดทุน ปิดกองทุนคืน
    • สำเนาทะเบียนบ้าน (เฉพาะนักลงทุนกลุ่มเปราะบาง) 
  • สำหรับลูกค้าที่ลงทุนใน NN1 อยู่แล้ว สามารถเลือกเพิ่มนโยบายการลงทุน NNF ได้ทันที หากเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 วันทำการ ก็พร้อมให้นำเงินเข้าลงทุนได้
  • สามารถลงทุนได้ทั้ง 2 นโยบายพร้อมกัน หรือเลือกอันใดอันหนึ่งที่เหมาะสมก็ได้ 
  • สามารถสับเปลี่ยน โยกย้ายเงินลงทุนระหว่าง 2 นโยบายได้ โดยไม่มีขั้นต่ำ 

หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อมายัง ผู้แนะนำการลงของเรา ผ่านช่อง Line official ได้ที่ @liefcapital

Download Nern Nern App

iOS – https://bit.ly/iosapple-download
Android – https://bit.ly/playgoogle-download

เปิดตัว NN FIRE ลงทุนหุ้นธีมเติบโตทั่วโลก Read More »

ข่าวร้ายเต็มตลาด ลงทุนต้องยึดหลักการให้ถูก

The Courage to Follow the Fundamentals: กล้าที่จะยึดตามปัจจัยพื้นฐาน

  1. แม้ตลาดจะเผชิญข่าวลบต่อเนื่อง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย แต่ตลาดหุ้นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
  2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัว โดย GDP ไตรมาส 1 เติบโต 2% และ Fed Atlanta คาดว่า GDP ไตรมาส 2 อาจเติบโตสูงถึง 3.7%
  3. ผลประกอบการบริษัทในดัชนี S&P 500 แข็งแกร่งกว่าคาด โดยกำไรเติบโต 27.7% และรายได้เติบโต 11.3% สูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2021
  4. 84% ของบริษัทมีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และ 80% มีรายได้สูงกว่าคาด สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจสหรัฐฯ
  5. การเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยี เพราะ 7 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมมีกำไรเติบโตระดับสองหลัก และทุกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น
  6. การลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยภาคเทคโนโลยีมีกำไรเติบโตมากกว่า 50% จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง
  7. แม้ตลาดจะปรับขึ้นต่อเนื่อง แต่ค่า P/E ไม่ได้ขยายตัวมากนัก สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดรอบนี้ได้รับแรงหนุนจากกำไรจริงมากกว่าการเก็งกำไร
  8. ความเสี่ยงสำคัญในระยะยาวอาจไม่ใช่ข่าวรายวัน แต่คือการเปลี่ยนผ่านจากยุค Globalization ไปสู่ยุค Deglobalization ที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น
  9. โลกยุคใหม่อาจมาพร้อมดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เงินเฟ้อที่เหนียวตัวมากขึ้น และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI พลังงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นขึ้น
  10. การจัดพอร์ตในอนาคตควรกระจายกว้างกว่า US Large-Cap Tech ไปยังหุ้นขนาดเล็ก ตลาดเกิดใหม่ กลุ่มกลาโหม โครงสร้างพื้นฐาน AI และสินทรัพย์จริง เช่น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐาน

บทสรุป

แม้ตลาดกระทิงที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แต่โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เน้น “ประสิทธิภาพ” ไปสู่ยุคที่เน้น “ความยืดหยุ่น” นักลงทุนจึงควรเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ข่าวร้ายเต็มตลาด ลงทุนต้องยึดหลักการให้ถูก Read More »

งบดี แต่หุ้นดิ่ง เอาไงต่อกับ 7 นางฟ้า? สรุป TSL 29 May 26

ภาพรวมประเด็นสำคัญของรายการวันนี้รายการ The Shortlist (29 พฤษภาคม 2569) 
นำเสนอความเคลื่อนไหวของตลาดที่ก้าวเข้าสู่ “AI Economic Era”หรือยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อด้วย AIอย่างเต็มตัว โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ AI มีส่วนช่วยต่อการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ 
ในไตรมาสแรกถึง 95%

Paper 1: ผลประกอบการไตรมาส 1 และการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ AI | BlackRock

WHAT HAPPEN

    • กำไร S&P 500 ไตรมาส 1 โต 28% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ 12% ถึงสองเท่า
    • AI ขับเคลื่อน GDP สหรัฐฯ ถึง 95% และมีการปรับประมาณการกำไรขึ้น (Revise Up) ต่อเนื่อง
    • กำไรเริ่มกระจายจากกลุ่ม 7 นางฟ้า ไปสู่บริษัทอีก 493 แห่งที่เติบโตเฉลี่ยถึง 18%

WHY SHOULD I KNOW

    • ตลาดเผชิญภาวะ Price for Perfection ทำให้แม้งบจะดีมากแต่ราคาหุ้นอาจไม่วิ่งแรงเพราะสะท้อนราคาไปแล้ว
    • หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไม่ได้เป็นผู้ชนะเพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กระจายไปยังกลุ่ม Industrial และ Financial
    • Nvidia ยังแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ Apple ถูกมองว่าเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่ม 7 นางฟ้า

WHAT TO WATCH

    • หุ้นกลุ่ม Heavy Asset (โรงไฟฟ้า, น้ำมัน) ที่ AI ทดแทนไม่ได้แต่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานมหาศาล
    • การนำระบบ Subscription มาใช้ในบริษัทเทคอย่าง Meta เพื่อความเสถียรของรายได้
    • การฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและกะลาโหมตามแรงบริโภคที่แข็งแกร่ง

HOW TO RESPOND

    • เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุก (Active Selection) ในบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งจริง
    • กระจายความเสี่ยงออกนอกกลุ่ม Big Tech ไปสู่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน
    • พิจารณาขายทำกำไร (Take Profit) บางส่วนหากกำไรเกิน 100% เพื่อลดความเสี่ยงและถือต่อได้นานขึ้น

 

Paper 2: การกระจายความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในยุค AI – Alliance

WHAT HAPPEN

    • การกระจุกตัวของหุ้นย้ายที่จาก Big Tech สหรัฐฯ ไปยังตลาดเกิดใหม่ (EM) เช่น ไต้หวันและเกาหลี
    • น้ำหนักหุ้นไต้หวันในดัชนี MSCI EM แซงหน้าจีน เรียบร้อยแล้วเนื่องจากกระแส AI Hardware
    • ความต้องการ AI Server และ Infrastructure พุ่งสูงขึ้นมาก เห็นได้จากผลประกอบการของ Dell

WHY SHOULD I KNOW

    • การกระจายความเสี่ยงแบบเดิม (ตามภูมิภาคหรือสินทรัพย์) เริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุค AI
    • การลงทุน AI มีถึง 5 เลเยอร์ ตั้งแต่พลังงาน (ล่างสุด) ไปจนถึงหุ่นยนต์และแอปพลิเคชัน (บนสุด)
    • พลังงาน กลายเป็น “คอขวด” สำคัญที่อาจจำกัดการเติบโตของเทคโนโลยี AI ในอนาคต

WHAT TO WATCH

    • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อการกีดกันเทคโนโลยีและต้นทุนซัพพลายเชน
    • ความต้องการ Computing Power ที่ต้องการพลังงานที่ “เยอะพอ ถูกพอ และคล่องตัวพอ”
    • มูลค่าของ Anthropic คู่แข่ง OpenAI ที่พุ่งสูงขึ้นจากการระดมทุนรอบล่าสุด

HOW TO RESPOND

    • กระจายการลงทุนใน AI ผ่านหลายมิติ (Exposure Layers) เพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะจุด
    • มองหาโอกาสในหุ้นต้นน้ำเอเชียที่มีความเก่งเฉพาะทาง เช่น โรบอติกส์ในญี่ปุ่น หรือชิปในเกาหลี
    • ใช้เครื่องมือ AI หรือผู้เชี่ยวชาญช่วยบริหารพอร์ตเพื่อรับมือกับข้อมูลมหาศาล

 

งบดี แต่หุ้นดิ่ง เอาไงต่อกับ 7 นางฟ้า? สรุป TSL 29 May 26 Read More »

ได้เวลา ลดหุ้นเมกา หันไปหาหุ้นโลก ? สรุป TSL 28 May 26

ภาพรวมประเด็นสำคัญของรายการวันนี้ ภาวะการลงทุกปัจจุบันดูสงบสุขแต่มีความเสี่ยงแอบแฝง โดยเฉพาะการยกมาตรฐานกำไร (Earnings) ของบริษัทใน S&P 500 ที่ไตรมาส 1 เติบโตถึง 29% ทำให้คาดหวังทั้งปีต้องโตถึง 24% ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่หนักมาก, ตลาดเริ่มมีความกังวลเรื่องการกระจุกตัวของหุ้นกลุ่ม AI และ Data Center รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ,, วันนี้เราจึงมาสำรวจโอกาสใหม่ๆ นอกสหรัฐฯ ผ่านมุมมองจาก 3 เปเปอร์สำคัญ เพื่อหาทางกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน,

Paper 1: การปรับสมดุลพอร์ตจากสหรัฐฯ สู่หุ้นโลก | Robeco

WHAT HAPPENED

    • เงินลงทุนเริ่มหมุนออกจากหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำผลงานได้ดีมานานหลายทศวรรษไปสู่โอกาสในภูมิภาคอื่นที่น่าสนใจมากขึ้น,
    • ตลาดโลกมีปัจจัยขับเคลื่อนที่หลากหลาก ทั้งด้านนโยบาย โครงสร้างเศรษฐกิจ และองค์ประกอบของอุตสาหกรรม
    • กลุ่มอุตสาหกรรมในยุโรป เช่น ธนาคารและประกัน เริ่มโดดเด่นจากอานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้นและคุณภาพเครดิตที่ดี,

WHY SHOULD I KNOW

    • การลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ มากเกินไปทำให้มองข้ามโอกาสในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น เกาหลีและไต้หวัน,
    • ผู้จัดการกองทุนในสหรัฐฯ มีอิทธิพลสูงและมักมีอคติในการลงทุนในประเทศตนเอง ทำให้ราคาหุ้นนอกสหรัฐฯ ยังถูกกว่าที่ควรจะเป็น
    • ธีมโครงสร้างระยะยาว (Structural Trends) กำลังสร้างโอกาสเติบโตที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง,

WHAT TO WATCH

    • 3 Smart Themes: Smart Material (วัสดุต้นน้ำ), Smart Energy (พลังงานสะอาด) และ Smart Mobility (การเดินทางแห่งอนาคต),,
    • บทบาทของยุโรปในด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)
    • การขยายตัวของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จากการขุดเหมืองในลัตินอเมริกา สู่การแปรรูปในยุโรป และประกอบในเอเชีย

HOW TO RESPOND

    • ขยับไปลงทุนในหุ้นโลกนอกสหรัฐฯ (Ex-US) โดยเฉพาะยุโรปและธีมโครงสร้างระยะยาวเพื่อกระจายความเสี่ยง
    • ใช้กลยุทธ์เชิงปริมาณ (Quant) เพื่อคัดเลือกหุ้นจากปัจจัย Value, Quality และ Momentum,
    • พิจารณาการลงทุนแบบ 3D ที่ครอบคลุมทั้ง ผลตอบแทน, ความเสี่ยง และความยั่งยืน (Sustainability)

 

Paper 2: พลังของผลประกอบการยังหนุนตลาดขาขึ้น | UBS

WHAT HAPPENED

    • UBS ยังมั่นใจว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นในระยะกลาง โดยมีแรงหนุนหลักมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง,
    • มีการปรับประมาณการการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ S&P 500 ในปีนี้ขึ้นเป็น 20%
    • ราคาพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นที่ทำให้ตลาดผันผวน,

WHY SHOULD I KNOW

    • แม้ดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง แต่ผลประกอบการที่ดียังสามารถพยุงและผลักดันตลาดให้ไปต่อได้,
    • โอกาสการลงทุนไม่ได้มีแค่ในสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงเอเชียและยุโรปในกลุ่ม Value และ Defensive
    • หุ้นเทคโนโลยีในเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผู้นำการเติบโตในห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

WHAT TO WATCH

    • จังหวะที่หุ้น Megacap ปรับตัวขึ้นแรงจนมูลค่าเริ่มตึงตัว
    • ความต่อเนื่องของการลงทุนใน AI Infrastructure โดยเฉพาะจากกลุ่ม Hyper Scalers,
    • ตัวเลขการจ้างงานและสัญญาณการลดดอกเบี้ยของเฟดที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน,

HOW TO RESPOND

    • จัดพอร์ตแบบกระจายตัว ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
    • ใช้จังหวะที่หุ้น Megacap ปรับตัวขึ้นในการขายทำกำไรบางส่วน (Take Profit) และทำการ Rebalance พอร์ต,
    • เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างป้องกันความเสี่ยงขาลง (Structured Investments) หรือใช้ Option ช่วย

ได้เวลา ลดหุ้นเมกา หันไปหาหุ้นโลก ? สรุป TSL 28 May 26 Read More »

Monthly Podcast – May 2026

แม้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาโลกจะกังวลเรื่องสงครามช่องแคบฮอร์มุสและเงินเฟ้อ แต่รู้หรือไม่ว่า กำไรของ S&P 500 เติบโตสูงถึง 27.8% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ถึง 2 เท่า! นี่คือ “เกราะป้องกัน” ชั้นดีที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจ แม้ในยามที่มีปัจจัยลบกระแทกตลาด

พบกับบทวิเคราะห์เจาะลึกจาก Lief Capital ว่าทำไมการลงทุนใน AI รอบนี้ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของหุ้นเทคโนโลยี 7 นางฟ้าอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปสู่กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมอัปเดตเป้าหมาย S&P 500 ที่อาจพุ่งไปถึง 7,700 จุด กลยุทธ์ปรับพอร์ตแบบ Active Management ของเราทำผลงานโดดเด่นชนะตลาดได้อย่างไร? หาคำตอบได้ในสรุปนี้ครับ!

สรุปเนื้อหา: กำไรหุ้นสหรัฐฯ โตแรงเกินคาด และทิศทางตลาดพฤษภาคม 2026

คุณพงธร ถาวรธนากุล CEO และ Founder ของ บลจ. Lief Capital ได้สรุปภาพรวมการลงทุนประจำเดือนที่ผ่านมา พร้อมปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา ดังนี้ครับ:

  1. ผลตอบแทนกองทุนทำได้โดดเด่นและเข้าเป้าเร็วเกินคาด ในเดือนเมษายน นโยบายการลงทุนของ Lief Capital เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Lief Dynamic Alpha (LDAG) ที่ฟื้นตัวขึ้นเกือบ 18% หลังตลาดคลายกังวลเรื่องสงคราม ส่งผลให้นโยบายเพื่อการเกษียณที่คาดหวังผลตอบแทน 7-10% ต่อปี สามารถทำผลงานทะลุเป้าหมายได้ตั้งแต่ผ่านไปเพียง 4 เดือนแรกของปี
  2. กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings) คือปัจจัยหลักที่หนุนตลาด กำไรของหุ้นกลุ่ม S&P 500 ประกาศออกมาสูงถึง 27.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI และนวัตกรรม สิ่งนี้ช่วยยืนยันว่าหุ้นที่เคยถูกมองว่าแพง มีพื้นฐานการเติบโตของกำไรมารองรับ ทำให้ระดับราคา (PE Ratio) ปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่นักลงทุนเข้าซื้อได้อย่างสบายใจมากขึ้น
  3. การกระจายตัวของเงินลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนรอบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าเท่านั้น แต่เริ่มกระจายตัวไปสู่กลุ่ม AI Infra Ecosystem เช่น Semiconductor, โครงสร้างพื้นฐาน IT, อุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มพลังงาน เนื่องจาก Data Center ต้องการพลังงานและการระบายความร้อนจำนวนมาก ทำให้กลุ่ม Value และ Defensive อย่าง Utility และ Material ได้ประโยชน์ไปด้วย
  4. มุมมองต่อสงครามและเงินเฟ้อ ทาง บรจ. ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุสน่าจะยุติได้ภายในไม่เกิน 6 เดือน และมองว่าเงินเฟ้อจะไม่กลับมาร้อนแรงจนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หาก Productivity จาก AI ช่วยคุมเงินเฟ้อได้ และเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย มีโอกาสที่ S&P 500 จะปรับตัวขึ้นไปถึง 7,700 จุด หรือคิดเป็นอัพไซด์อีกประมาณ 8% จากปัจจุบัน
  5. กลยุทธ์การปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Management) ในช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ทีมผู้จัดการกองทุนได้มีการ Take Profit (ขายทำกำไร) ในหุ้นบางตัวที่ราคาขึ้นมาแรง เช่น หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ รวมถึงหุ้นไทยอย่าง Delta และ KCE เพื่อโยกเงินกลับเข้าลงทุนในกลุ่มที่มีอัพไซด์สูงและมีความสบายใจในการถือครองมากกว่า อย่างกลุ่ม Mega Cap Hyper Scaler เพื่อให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับตลาดหรือดีกว่าตลาด

สนใจเริ่มต้นลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว: นักลงทุนสามารถตรวจสอบนโยบายการลงทุนที่อัปเดตใหม่ ทั้งเพื่อการเกษียณ หรือการลงทุนแบบ DCA ได้ที่ Line Official ของ Lief Capital หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเริ่มบริหารพอร์ตส่วนบุคคลได้ทันทีครับ

Monthly Podcast – May 2026 Read More »

สรุปสัมนา: Winning in Volatility (May 26)

ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุสที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง นักลงทุนหลายคนกำลังตั้งคำถามว่า “Passive หรือ Active แบบไหนจะรอด?”

พบกับคำตอบจากงานสัมมนาสุดเข้มข้นของ Lief Capital ที่จะพาคุณไปดูเบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล ARES (AI + Human) ที่ทำกำไร Year-to-Date ทะลุ 24.4% ชนะตลาดขาดลอย! ร่วมถอดรหัส 5 ตำราเก่าที่ต้องเผาทิ้ง ตั้งแต่เรื่องทองคำไปจนถึงค่า PE ที่สูงลิ่ว พร้อมเผยเทคนิคการหา Alpha ในวันที่ตลาดสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่แต่พื้นฐานยังแกร่งกว่าที่ใครคาดคิด หากคุณอยากรู้วิธีเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นผลกำไรมหาศาล สรุปนี้มีคำตอบให้คุณครับ!

 

สรุปเนื้อหาสัมมนา: กลยุทธ์การลงทุน Winning in Volatility

ในงานสัมมนานี้ ทีมผู้บริหารและผู้จัดการกองทุนของ Lief Capital ได้มาแบ่งปันแนวคิดการบริหารพอร์ตในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยเน้นที่ 3 เสาหลักสำคัญคือ Clarity (ความชัดเจน), Edge (ความได้เปรียบ) และ Discipline (วินัย) ดังนี้ครับ:

  1. Clarity: การมองภาพตลาดให้ชัดเจน
  • แยก Noise ออกจากเทรนด์: นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่างปัจจัยระยะสั้น (Tactical) เช่น สงครามที่มักจบใน 2 เดือน กับปัจจัยพื้นฐาน (Business Cycle) และเทรนด์ระยะยาว (Secular Trend) เช่น สังคมสูงวัยหรือนวัตกรรม AI
  • All-Time High ไม่ใช่จุดจบ: จากสถิติ การซื้อหุ้นที่จุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) และถือต่อ 1-2 ปี ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 11-25% เนื่องจากพื้นฐานกำไรบริษัทโตตามทันราคาหุ้น
  • ล้างความเชื่อเก่า: ในโลกปัจจุบัน ตราสารหนี้อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป ทองคำอาจไม่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีเท่าเดิม และหุ้นที่มีค่า PE สูงก็ไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไปหากกำไรเติบโตล้อตามไปได้
  1. Edge: การสร้างความได้เปรียบในการลงทุน
  • นวัตกรรม AI (ARS Model): Lief Capital ใช้ระบบ AI ที่ชื่อว่า ALIS มาช่วยสกรีนหุ้นจาก 5,000 ตัว เหลือเพียง 250 ตัวที่แกร่งที่สุดในเชิงงบการเงินและโมเมนตัม เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต
  • การหา Alpha: เน้นการลงทุนแบบ Selective ในกลุ่มที่มี Pricing Power และได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น กลุ่ม Networking (Broadcom, Marvell) ซึ่งมีรายได้เติบโตโดดเด่น
  • กลยุทธ์ค่าเงิน (FX Strategy): มองว่าค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตาม Productivity ที่เพิ่มขึ้นจาก AI จึงใช้กลยุทธ์การไม่ป้องกันความเสี่ยง (Unhedged) ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
  1. Discipline: วินัยในการลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว
  • Stay Invested: การถือเงินสดนานเกินไปอาจทำให้พลาด “วันที่ดีที่สุด” ของตลาด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และมีผลต่อผลตอบแทนรวมอย่างมหาศาล
  • Rebalancing: ต้องมีการปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้สัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินกว่าที่แผนวางไว้
  • Lump Sum vs DCA: สถิติในอดีตชี้ว่าการลงทุนแบบเงินก้อน (Lump Sum) มีโอกาสชนะการทยอยลงทุน (DCA) ถึง 70% หากเป็นการลงทุนระยะยาว

อัปเดตผลการดำเนินงาน: ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนภายใต้การบริหารของ Lief Capital เช่น US Selective สามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่นชนะดัชนีเปรียบเทียบ (Benchmark) อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบริหารแบบ One-Stop Service เพื่อให้นักลงทุนไปถึงเป้าหมายการเกษียณได้อย่างมั่นใจ

สนใจปรึกษาแผนการลงทุน: สามารถติดต่อทีมงาน Lief Capital ผ่านทางแอปพลิเคชันหรือ Line Official เพื่อรับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และติดตามรายการ The Shortlist ทุกเช้าเพื่ออัปเดตสถานการณ์ตลาดแบบทันท่วงทีครับ

สรุปสัมนา: Winning in Volatility (May 26) Read More »

Monthly Podcast April 2026

วิเคราะห์ชัดทุกประเด็นจากมรสุมสงครามสู่รอบการฟื้นตัวใหม่ ทำไมเงินลงทุนใน AI Data Center ถึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันพอร์ตของคุณให้โตต่อ? พร้อมอัปเดตผลตอบแทนกองทุนจาก Lief Capital ที่ยังคงรักษาฟอร์มได้โดดเด่นแม้ในภาวะตลาดผันผวน ถึงเวลาสำรวจพอร์ตของคุณแล้วหรือยัง?

นี่คือสรุปเนื้อหาจากคลิป “5 เหตุผล หุ้นไปต่อหลังสงคราม” เพื่อนำไปใช้เป็นเนื้อหาสำหรับโพสต์บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียครับ

เจาะลึกทิศทางตลาดหุ้นหลังสงครามคลี่คลาย: 5 เหตุผลที่ตลาดมีโอกาสไปต่อในปี 2026

หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและดัชนีหุ้นทั่วโลก ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณการเจรจาและการหยุดยิงที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ภาพรวมการลงทุนเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

และนี่คือ 5 เหตุผลสำคัญ ที่บ่งชี้ว่าทำไมตลาดหุ้นยังมีโอกาสฟื้นตัวและเติบโตได้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี:

  1. เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ ยังอยู่ในโหมดขยายตัว แม้จะมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังคาดการณ์การเติบโตที่ 3.3% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ (Real-time) ยังขยายตัวได้ที่ประมาณ 1.6% สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับความผันผวนได้
  2. แรงส่งจากการลงทุนใน AI (Hyper Scaler CapEx) เม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเติบโตไปจนถึงปี 2028 สิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และประเทศในกลุ่ม AI Supply Chain
  3. แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแข็งแกร่ง พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ กำไร (Earnings) ซึ่งในไตรมาสนี้ถือเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทใน S&P 500 มีกำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7 (7 นางฟ้า) ที่กำไรโตสูงถึง 26% และกลุ่มที่เหลือ (S&P 493) ก็ยังโตได้ถึง 14% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา
  4. ระดับราคาหุ้น (Valuation) อยู่ในจุดที่น่าสนใจ หลังจากที่ตลาดมีการปรับตัวลง (Sideway Down) ในช่วงต้นปี ทำให้ปัจจุบัน Valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว ท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยที่กำลังจะลดลงและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว นี่จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
  5. สถิติชี้สงครามมักจบเร็วและหุ้นจะฟื้นตัวก่อน จากข้อมูลย้อนหลัง พบว่าหากสงครามไม่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) มักจะคลี่คลายได้ภายในเวลาเฉลี่ยประมาณ 2 เดือน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ผ่านพ้นมาเกินครึ่งทางแล้ว โดยปกติแล้วตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้น ก่อน” ที่ความเสี่ยงทั้งหมดจะคลี่คลายลงอย่างสิ้นเชิง

สรุปกลยุทธ์การลงทุน: ในช่วงที่ตลาดผันผวน การเลือกหุ้นรายตัว (Selective) และการบริหารพอร์ตแบบเชิงรุก (Active Management) เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตระยะยาว ช่วงเวลานี้คือจังหวะที่ควรพิจารณาปรับพอร์ตเพื่อรับรอบการฟื้นตัวของตลาด

สนใจปรึกษาแผนการลงทุนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: สามารถติดต่อทีมงาน Lief Capital ผ่านทาง Line Official หรือคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้เพื่อรับข้อมูลอัปเดตสถานะพอร์ตการลงทุนของคุณได้ทันทีครับ

Monthly Podcast April 2026 Read More »

Monthly Podcast – Mar 2026

ทำไมในช่วงที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 3-4% แต่กลยุทธ์การลงทุนของ Lief Capital กลับยังผงาดเป็นสีเขียวสวนกระแสได้? ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI จะเข้ามา Disrupt งานมนุษย์จนหุ้นซอฟต์แวร์ดิ่งเหวเกือบ 30% และความไม่แน่นอนจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์

พบกับคำตอบที่ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนพอร์ตใหม่! ตั้งแต่เบื้องหลัง โมเดล “Arrest” (ARS) ที่ทำกำไรชนะ Benchmark ถึง 16% ไปจนถึงการจับจังหวะ “ขายทำกำไร” หุ้นไทยที่จุดสูงสุด 1,530 จุด อะไรคือสัญญาณที่บอกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังจะกลับมา (Mega Cap Back)? ร่วมถอดรหัสกลยุทธ์ที่แม่นยำและล้ำหน้ากว่าใครในสรุปคลิปนี้ครับ!

สรุปเนื้อหา: กลยุทธ์การลงทุนสวนกระแสตลาด (กุมภาพันธ์ 2026)

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Nasdaq จะปรับตัวลงประมาณ 3-4% แต่กลยุทธ์ของ Lief Capital ส่วนใหญ่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

  1. เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2026 ยังอยู่ในโหมดเติบโต โดยคาดการณ์ GDP โลกที่ 3.3% และสหรัฐฯ ที่ 2.4%. ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นำโดยจีนและอินเดีย ขยายตัวเด่นถึง 4.2% ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว.
  2. กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings) แข็งแกร่งเกินคาด หุ้นใน S&P 500 สามารถทำกำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยโตถึง 14.3%. เมื่อประกอบกับการที่ราคาหุ้นมีการพักฐาน (Sideway) แต่กำไรยังโต ทำให้ค่า PE Ratio ลดลง ส่งผลให้ระดับราคาหุ้นน่าสนใจและ “ถูกลง” กว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา,.
  3. วิกฤตหุ้นซอฟต์แวร์คือ “โอกาส” ไม่ใช่ “จุดจบ” หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ดิ่งลงเกือบ 30% จากความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือน (White Collar). แต่จากการวิเคราะห์ของ Lief พบว่าการแทนที่ไม่ได้เกิดขึ้นเร็วขนาดนั้นและบริษัทต่างๆ กำลังปรับตัวนำ AI มาเป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ ทำให้หลังจากการวิเคราะห์ ราคาหุ้นกลุ่มนี้ก็เริ่มดีดกลับขึ้นมาทันที,.
  4. กลยุทธ์หุ้นไทย: ขายทำกำไรที่จุดสูงสุด ในช่วงที่หุ้นไทยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,530 จุด (+22% YTD) ทีมงานได้ตัดสินใจ ขายทำกำไรออก 50% ในหุ้น 7-8 หลักทรัพย์ เช่น KTB, BBL, ICHI และ BDMS เนื่องจากราคาถึงเป้าหมายและ PE ขึ้นไปสูงถึง 19 เท่า เพื่อรอจังหวะซื้อกลับเมื่อตลาดนิ่ง,.
  5. ความสำเร็จของโมเดล “Arrest” (AI + Human) โมเดล ARS ที่ใช้ AI คัดเลือกหุ้นร่วมกับผู้จัดการกองทุน สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิได้สูงถึง 14% ในไตรมาสที่ผ่านมา ชนะดัชนี Nasdaq ที่ติดลบไป 2.6% (Outperform ถึง 16.62%). โดยปัจจุบันโมเดลเริ่มส่งสัญญาณ Rotate Back กลับเข้าหาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega Cap) อีกครั้ง.

กลยุทธ์และคำแนะนำจาก Lief Capital:

  • มองข้ามสงคราม: สถิติชี้ว่าหากถือลงทุนเกิน 1 ปี ปัจจัยเรื่องสงครามจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเสมอ.
  • เน้นหุ้นคุณภาพ: เลือกหุ้นที่มี ROE, ROA และ Net Profit Margin สูง เพื่อความสบายใจในการถือครอง.
  • Active Management: การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินใจสับเปลี่ยนกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงเป้าหมายการลงทุน.

ติดตามมุมมองการลงทุนแบบเจาะลึก: สอบถามรายละเอียดกลยุทธ์ Model ARS หรือปรึกษาพอร์ตการลงทุนส่วนบุคคลได้ที่ Line Official ของ Lief Capital หรือรับฟังรายการ “The Shortlist” ได้ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ครับ

Monthly Podcast – Mar 2026 Read More »

Scroll to Top