
ภาพรวมครึ่งหลังของปี 2026 ในมุมมองของ Invesco คือ “ความผันผวนยังอยู่ แต่ความยืดหยุ่นยังชนะ” เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกระแทกหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จาก AI แต่ข้อมูลเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทกลับสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกยังแข็งแรงกว่าที่ตลาดกังวล


มุมมองเศรษฐกิจ
Invesco มองว่าเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะ “Resilient” หรือมีความสามารถในการรับแรงกระแทกได้ดี แม้ภาพรวมจะถูกกดดันจากราคาพลังงานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดหรือจำกัดการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกในรอบนี้ไม่ได้เปราะบางเหมือนวัฏจักรเงินเฟ้อในอดีต เพราะภาคเอกชนและครัวเรือนมีภาระหนี้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก ทำให้ยังมีแรงรองรับต่อการบริโภคและการลงทุน ขณะเดียวกันหลายประเทศยังมีแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลัง เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น รวมถึงค่าจ้างจริงที่ยังเติบโตในหลายเศรษฐกิจ
ด้านธนาคารกลาง Invesco มองว่าการลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนออกไป เพราะราคาพลังงานดันเงินเฟ้อระยะสั้นให้สูงขึ้น แต่ไม่ได้มองว่าจะเข้าสู่รอบขึ้นดอกเบี้ยใหญ่รอบใหม่ หากเงินเฟ้อคาดการณ์ยังไม่หลุดกรอบอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นภาพรวมจึงเป็นเศรษฐกิจที่ “ชะลอเพราะช็อกพลังงาน” มากกว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย

มุมมองแนวโน้มแต่ละกลุ่มสินทรัพย์
หุ้นโลก: Invesco ยังมองบวกต่อหุ้นโดยรวม เพราะผลประกอบการบริษัทและข้อมูลเศรษฐกิจยังสะท้อนความแข็งแรง โดยหุ้นวัฏจักร หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นนอกสหรัฐฯ มีโอกาสได้แรงหนุนมากขึ้น หากเศรษฐกิจโลกกลับมาเร่งตัวในครึ่งหลังของปี
หุ้นสหรัฐฯ: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจาก AI และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและบางส่วนของหุ้นขนาดเล็ก แต่ Invesco มองว่าตลาดสหรัฐฯ อาจไม่ได้เป็นผู้นำเพียงตลาดเดียวเหมือนหลายปีที่ผ่านมา และอาจตามหลังสินทรัพย์วัฏจักรบางกลุ่มหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวกว้างขึ้น
หุ้นนอกสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่: เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ Invesco ให้น้ำหนักเชิงบวกมากที่สุด โดยเฉพาะหากดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าต่อ ตลาดเกิดใหม่มีโอกาสได้ประโยชน์จาก 3 แรงหนุน ได้แก่ การเติบโตโลกที่ฟื้นตัว มูลค่าที่บางตลาดยังน่าสนใจ และธีม AI ที่หนุนประเทศอย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ผ่านห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์
ตราสารหนี้: ภาพตราสารหนี้ยังต้องระมัดระวัง เพราะทิศทางเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรยังผันผวนจากราคาพลังงาน แต่หากธนาคารกลางกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 ตราสารหนี้คุณภาพดีอาจกลับมามีบทบาทในการสร้างรายได้และลดความผันผวนของพอร์ต
ดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงิน: Invesco ยังคาดว่าดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ แม้ช่วงเกิดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดอลลาร์ไม่ได้แข็งแรงเท่าที่ควรจะเป็น สะท้อนว่าบทบาทของดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์หลบภัยอาจเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น การอ่อนค่าของดอลลาร์จะเป็นบวกต่อสินทรัพย์นอกสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่
สินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน: ราคาพลังงานเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของครึ่งหลังปี 2026 หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดและการขนส่งพลังงานฟื้นตัว ราคาพลังงานอาจลดแรงกดดันลง ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้อและต้นทุนภาคธุรกิจอาจกลับมากดดันตลาด
สินทรัพย์ทางเลือก: Invesco มองว่าอสังหาริมทรัพย์และ Private Credit ยังมีบทบาทสำคัญในพอร์ต เพราะช่วยสร้างรายได้และกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในโลกที่เงินเฟ้ออาจไม่กลับไปต่ำมากเหมือนในอดีต สินทรัพย์อย่าง Direct Lending, Bank Loans และ CLO คุณภาพสูงอาจช่วยเพิ่มเสถียรภาพของกระแสรายได้
มุมมองการจัดพอร์ต
กลยุทธ์หลักของ Invesco คือ “อยู่ในตลาด แต่กระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น” เพราะการถือเงินสดมากเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาส หากเศรษฐกิจโลกกลับมาเร่งตัวในช่วงครึ่งหลังของปี
พอร์ตควรไม่ได้พึ่งพาแค่หุ้นเติบโตสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ แต่ควรเปิดรับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น หุ้นนอกสหรัฐฯ ตลาดเกิดใหม่ หุ้นวัฏจักร และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์ Data Center พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์
ในอีกด้านหนึ่ง พอร์ตควรมีสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างรายได้และลดความผันผวน เช่น ตราสารหนี้คุณภาพดี สินทรัพย์ทางเลือก Private Credit และ Real Estate เพื่อรองรับกรณีที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าคาด หรือธนาคารกลางลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดหวัง
สรุปคือ การจัดพอร์ตในครึ่งหลังปี 2026 ควรเป็นพอร์ตที่ “รับโอกาสจากการฟื้นตัว แต่ไม่ประมาทต่อแรงกระแทก” โดยเน้นกระจายภูมิภาค กระจายธีม และกระจายแหล่งรายได้มากขึ้น
ความเสี่ยง
ความเสี่ยงสำคัญที่สุดคือสถานการณ์ตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งพลังงานไม่กลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันและก๊าซอาจกดดันเงินเฟ้อต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ช้าลง และทำให้ทั้งหุ้นและตราสารหนี้เผชิญแรงขายพร้อมกัน
ความเสี่ยงที่สองคือเงินเฟ้อคาดการณ์ หากตลาดเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงนานกว่าที่ธนาคารกลางรับได้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจปรับขึ้น และกดดันมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเติบโตที่มี Valuation สูง
ความเสี่ยงที่สามคือความกระจุกตัวของธีม AI แม้ AI ยังเป็นธีมใหญ่ แต่ Invesco เริ่มระมัดระวังต่อบางส่วนของซอฟต์แวร์ และเลือกมองบวกมากกว่าต่อกลุ่มที่มีความต้องการชัดเจนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ชิป ฮาร์ดแวร์ Data Center และพลังงาน
ความเสี่ยงสุดท้ายคือค่าเงินและภูมิรัฐศาสตร์ เพราะการอ่อนค่าของดอลลาร์อาจเป็นบวกต่อตลาดเกิดใหม่ แต่ก็อาจมาพร้อมความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย หากตลาดตีความผิดเกี่ยวกับนโยบาย Fed หรือความเสี่ยงการเมืองสหรัฐฯ
ธีมการลงทุนแนะนำ
ธีมแรกคือ Emerging Markets Reacceleration หรือตลาดเกิดใหม่ที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์อ่อน การเติบโตโลกที่ฟื้นตัว และ Valuation ที่ยังไม่แพง โดยเฉพาะตลาดที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain เช่น ไต้หวันและเกาหลีใต้
ธีมที่สองคือ AI Infrastructure มากกว่า AI Software โดย Invesco ชอบโอกาสในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดแวร์ Data Center พลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ AI มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นซอฟต์แวร์ที่มูลค่าอาจเริ่มตึงตัว
ธีมที่สามคือ Non-US Assets และ Dollar Weakness เพราะหากดอลลาร์อ่อนค่าต่อ สินทรัพย์นอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่และหุ้นยุโรปบางส่วน อาจได้รับแรงหนุนจากทั้งค่าเงินและการไหลกลับของเงินทุน
ธีมที่สี่คือ Alternative Income & Diversification เช่น Real Estate, Private Credit, Bank Loans และ CLO คุณภาพสูง เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาหุ้นเพียงอย่างเดียวในภาวะที่เงินเฟ้อยังไม่กลับสู่ระดับต่ำมาก
ธีมสุดท้ายคือ Stay Invested Through Volatility เพราะ Invesco มองว่าความผันผวนจากข่าวร้ายไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจโลกกำลังพัง แต่เป็นช่วงที่ตลาดกำลังปรับสมดุลใหม่ นักลงทุนจึงควรรักษาวินัยการลงทุน กระจายพอร์ต และเลือกสินทรัพย์ที่มีแรงหนุนเชิงโครงสร้างชัดเจน
โดยสรุป มุมมองของ Invesco ต่อครึ่งหลังปี 2026 คือ เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเปราะบาง แม้แรงกดดันระยะสั้นจะสูงขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การหนีออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่นขึ้น กระจายออกจากหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่บางส่วน เพิ่มโอกาสในตลาดเกิดใหม่ AI Infrastructure และสินทรัพย์ทางเลือกที่สร้างรายได้ เพื่อให้พอร์ตพร้อมรับทั้งการฟื้นตัวและความผันผวนในเวลาเดียวกัน

ส่วนหนึ่งของแนวโน้มครึ่งปีหลัง อยากเข้าใจโลกการลงทุนในฉากต่อแบบเต็ม ๆ เชิญเข้าร่วมสัมมนา In Outlook We Trust กับ ทาง บลจ. ลีฟแคปปิตอล ศุกร์ที่ 26 มิ.ย.26 14.00 (Free Online) Click เลย ลงทะเบียนสัมมนา






