Lief App Download

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (10 Jul 2026)

งานสัมมนา “In Outlook We Trust” โดยทีมผู้จัดการกองทุน Lief Capital นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจ ทิศทางตลาด และกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตจริง

สรุปงานสัมมนา “In Outlook We Trust”

ทบทวนมุมมองต้นปี: คาดการณ์ถูกต้องแล้ว 77%

ทีมผู้จัดการกองทุนเริ่มต้นด้วยการทบทวนมุมมองที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้นปี โดยพบว่าประเด็นสำคัญเกิดขึ้นตามคาดแล้วประมาณ 77%

ปัจจัยที่เป็นไปตามคาด ได้แก่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นผู้นำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

อย่างไรก็ตาม บางประเด็นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ยังไม่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี IGV ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI

4 มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก


Lief Capital ได้นำมุมมองจาก 4 สถาบันการเงินชั้นนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

PIMCO: โลกเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก

PIMCO มองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลังเข้าสู่ยุค Rupture หรือการแตกออกจากระเบียบเศรษฐกิจเดิมอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจ

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว PIMCO แนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และลดความผันผวน พร้อมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระดับมหภาค ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวได้กับบริษัทที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน

Fidelity: Risk-on แต่ต้องกระจายความเสี่ยง

Fidelity ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนด้าน AI

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้น Value หุ้น Defensive และ REITs เพื่อไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

Charles Schwab: เศรษฐกิจโตแบบไม่ทั่วถึง

Charles Schwab มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในลักษณะ K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญแรงกดดัน

ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มเปราะบางจากค่าครองชีพและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการเลือกลงทุนในหุ้น Quality Growth หรือบริษัทที่มีการเติบโตสูงควบคู่กับกำไรและกระแสเงินสดที่ชัดเจน โดยไม่ควรไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นแรง

T. Rowe Price: เงินทุนเริ่มหมุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง

T. Rowe Price มองว่าตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ Big Tech เป็นผู้นำเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การลงทุนใน
Real Economy เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจริง

ภายใต้ภาพดังกล่าว การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะมีความสำคัญมากขึ้น โดย T. Rowe Price ให้น้ำหนักกับกลุ่ม AI Hardware และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าซอฟต์แวร์ที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน

5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดตลาดครึ่งหลังปี 2026


Lief Capital สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ 5 ด้าน

  1. เศรษฐกิจยังขยายตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อาจชะลอลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังไม่สะท้อนภาวะถดถอยอย่างชัดเจน การบริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และตลาดแรงงานยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

  1. ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวได้ดีหลังสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรง

ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า หลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในช่วงแรก ก่อนกลับมาฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มลดลง

หากนักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีตอาจสูงถึงประมาณ 32.3%

  1. กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง

กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น แม้ระดับ Valuation หรือค่า P/E ของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่หากกำไรสามารถเติบโตได้ตามคาด ราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรในอนาคต

  1. AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอตคอม

ความแตกต่างสำคัญระหว่างกระแส AI ในปัจจุบันกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 คือ บริษัทชั้นนำด้าน AI ในปัจจุบันมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอย่างชัดเจน

ในยุคดอตคอม หลายบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่บริษัทด้าน AI ในปัจจุบันสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง และบางบริษัทยังมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI จริง กับบริษัทที่ใช้กระแส AI เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

  1. ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

Lief Capital มองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออยู่ในภาวะ Higher for Longer

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอาจยังจำกัด หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงตามทิศทางของราคาพลังงาน ดังนั้น ความผันผวนของตลาดอาจมาจากการปรับความคาดหวังเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ย มากกว่าการกลับเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่

กลยุทธ์จัดพอร์ตสำหรับครึ่งหลังปี 2026


ภาพรวมกลยุทธ์ของ Lief Capital คือการให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือ Overweight Equity แต่ต้องเน้นการบริหารแบบ Active และกระจายการลงทุนออกจากดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่

Asia Tech: โอกาสจากเทคโนโลยีเอเชียที่มูลค่ายังไม่แพง

หนึ่งในธีมที่โดดเด่นที่สุดคือ Asia Tech ซึ่งครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน

หุ้นในภูมิภาคดังกล่าวมี Forward P/E เฉลี่ยประมาณ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hyperscalers ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นบางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation และงบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น

Lief Capital มองว่าช่วงที่ราคาหุ้นพักฐานอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เช่น Microsoft และบริษัท Cloud ชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ในระยะยาว

AI Hardware ยังน่าสนใจกว่า AI Software

กลุ่มต้นน้ำของ AI ยังคงเป็นธีมหลัก โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix

บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนสร้าง Data Center การเพิ่มกำลังประมวลผล และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเส้นทางการเติบโตและคำสั่งซื้อที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริษัทซอฟต์แวร์บางกลุ่ม

Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก Lief Capital มองว่า Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากตลาดเริ่มมั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองยังมีความผันผวนสูง จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป

บทสรุป: Stay Invested แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่ม

แม้ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ส่งสัญญาณว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลง

กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการ Stay Invested พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมใหม่

นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพ มีรายได้และกำไรเติบโตจริง ลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จาก AI และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคที่ Valuation ยังสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย

ในโลกที่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกหุ้นและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลตอบแทนของพอร์ตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (10 Jul 2026) Read More »

Fed Hike กลับมา / RJ มองตลาดก.ค. 2026 / SSGA จัด Sector Q3 | สรุป TSL 10 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพตลาดที่เริ่มซับซ้อนขึ้น นักลงทุนอาจไม่สามารถพึ่งแค่ธีม AI หรือความหวังดอกเบี้ยขาลงได้เหมือนเดิม ฝั่ง Allianz เตือนว่า Fed อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อพื้นฐานยังเหนียวและความน่าเชื่อถือด้านการคุมเงินเฟ้อถูกตั้งคำถาม ขณะที่ Raymond James ชี้ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสหรัฐฯ–จีน และสหรัฐฯ–อิหร่าน อาจเป็นแรงกดดันสำคัญต่อครึ่งปีหลัง ส่วน SSGA มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วง Broadening หรือการกระจายตัวของโอกาสจากกลุ่ม AI / Mega-cap Tech ไปสู่ Sector อื่นมากขึ้น

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐปิดผสมจากความกังวลสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่ Nasdaq ยังได้แรงพยุงจากหุ้น AI และ Semiconductorโดยเฉพาะ Broadcom, Nvidia และหุ้นชิปขนาดใหญ่
  • Trump ประกาศว่าดีลหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดแล้ว หลังเกิดการโจมตีเรือสินค้าและฐานทัพสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกลับมากังวลเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบ Hormuz และความเสี่ยงเงินเฟ้อ
  • Kevin Warsh ตั้งทีมพิเศษเพื่อยกระดับการทำงานของ Fed ทั้งด้านนโยบายการเงิน การกำกับสถาบันการเงิน และการบริหารองค์กร แม้ยังไม่กระทบการตัดสินใจดอกเบี้ยทันที แต่ตลาดจับตาว่าจะเปลี่ยนทิศทาง Fed ระยะยาวหรือไม่
  • ธีม Memory / AI Hardware กลับมาเด่น ยอดขายหน่วยความจำทำสถิติใหม่จาก Demand ของ AI Server และ Data Center ขณะที่ Micron, SanDisk และ Marvell พุ่งตามแรงซื้อหุ้นชิป
  • การแข่งขัน AI ยังร้อนแรงต่อเนื่อง ทั้ง Elon Musk ยกให้ Anthropic เป็นผู้นำ AI ในเวลานี้, SK Hynix เตรียมเข้า ADR สหรัฐฯ จากแรงหนุน HBM และ Meta เปิดตัว AI รุ่น Muse ภายใต้ Superintelligence Labs สะท้อนว่า Big Tech ยังเร่งลงทุน AI ไม่หยุด

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: ตลาดหวังลดดอกเบี้ย แต่ Fed อาจคิดอีกแบบ – Allianz

WHAT HAPPEN

  • Allianz มองว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50% ในครึ่งหลังปี 2026
  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเหนียว โดยเฉพาะ Core PCE ที่กลับมาเร่งขึ้น
  • ตลาดอาจประเมินเร็วเกินไปว่า Fed จะกลับไปผ่อนคลายนโยบายการเงิน

WHY SHOULD I KNOW

  • หาก Fed กลับมาขึ้นดอก หุ้น Growth และหุ้น Valuation สูงอาจถูกกดดันมากขึ้น
  • หุ้นที่พึ่งพากำไรอนาคตไกลจะอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยมากกว่าหุ้นที่มีกระแสเงินสดชัดเจน
  • ตลาดอาจต้องปรับสมการใหม่ระหว่าง Growth, Inflation, Interest Rate และ Valuation

WHAT TO DO NEXT

  • ลดการพึ่งพา Beta ของตลาด และเน้นหุ้นคุณภาพมากขึ้น
  • ให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกำไรจริง งบดุลแข็งแรง และส่งผ่านต้นทุนได้
  • จับตา Core PCE, Dot Plot, ท่าทีของ Kevin Warsh และสัญญาณเงินเฟ้อรอบใหม่

Paper 2: Midterm & War สองแรงกดดันที่นักลงทุนต้องจับตา – Raymond James

WHAT HAPPEN

  • ตลาดครึ่งหลังปี 2026 อาจถูกขับเคลื่อนมากขึ้นโดยการเลือกตั้งกลางเทอมและภูมิรัฐศาสตร์
  • Raymond James คาดกรณีฐานคือสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ Divided Government
  • ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน และสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านยังเป็นความเสี่ยงหลักต่อ Sentiment และราคาพลังงาน

WHY SHOULD I KNOW

  • Divided Government มักช่วยลดโอกาสเกิดนโยบายใหญ่ที่สร้างความผันผวนต่อหุ้น
  • แต่รัฐบาล Trump ยังอาจใช้อำนาจฝ่ายบริหารมากขึ้น ทำให้ตลาดเจอความไม่แน่นอนเป็นระยะ
  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ห่วงโซ่อุปทาน และ Valuation ของสินทรัพย์เสี่ยง

WHAT TO DO NEXT

  • อยู่ในตลาดต่อได้ แต่ต้อง Selective มากขึ้น
  • เน้นหุ้นคุณภาพ บริษัทกระแสเงินสดแข็งแรง และกลุ่มที่ทนความผันผวนเชิงนโยบายได้ดี
  • จับตาผล Midterm, Trump-Xi Meeting, Tech Controls และทิศทางราคาน้ำมันจากความเสี่ยงอิหร่าน

Paper 3: หุ้นสหรัฐฯ รอบใหม่ ใครจะนำตลาดต่อจาก AI? – SSGA

WHAT HAPPEN

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากตลาดที่นำโดย AI / Mega-cap Tech ไปสู่ตลาดที่โอกาสเริ่มกระจายกว้างขึ้น
  • กำไรบริษัทหลาย Sector เริ่มฟื้นตัว ไม่ได้แข็งแรงเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น
  • SSGA ยังมองบวกต่อ Technology แต่เริ่มให้น้ำหนักกับ Financials, Industrials, Materials และ Health Care มากขึ้น

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดที่ Broadening เปิดโอกาสให้ Sector Rotation สร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม
  • หากหุ้น Tech ถูกกดดันจาก Valuation หรือคำถามเรื่อง AI Monetization กลุ่มอื่นอาจเข้ามาช่วยพยุงตลาด
  • การเลือก Sector สำคัญขึ้น เพราะ Consumer บางกลุ่มยังเปราะบางจากดอกเบี้ยสูงและค่าครองชีพ

WHAT TO DO NEXT

  • Stay Invested แต่ต้อง Stay Selective
  • ยังถือ Technology และ AI Beneficiaries ได้ แต่ควรบาลานซ์ด้วย Financials, Industrials, Materials และ Health Care
  • จับตา Earnings Revision, CapEx, การผลิตสหรัฐฯ, ETF Flows ใน Tech และสัญญาณการฟื้นตัวของ Sector นอก Tech

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ ตลาดยังไปต่อได้ แต่แรงขับเคลื่อนเริ่มเปลี่ยนจากดอกเบี้ยและ AI เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเลือกหุ้น เลือก Sector และอ่านความเสี่ยงนโยบายให้แม่นขึ้น Allianz เตือนว่า Fed อาจไม่ได้ผ่อนคลายง่ายอย่างที่ตลาดหวัง หากเงินเฟ้อยังเหนียว ขณะที่ Raymond James ชี้ว่าการเมืองสหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์อาจเป็นตัวแปรใหญ่ของครึ่งปีหลัง ส่วน SSGA มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ช่วง Broadening ทำให้โอกาสกระจายจาก Tech ไปยัง Financials, Industrials, Materials และ Health Care มากขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังอยู่ในตลาด แต่ลดการไล่ซื้อหุ้นแพง เน้นหุ้นคุณภาพ กระแสเงินสดดี และกระจายพอร์ตไปยัง Sector ที่กำไรเริ่มฟื้นจริง

Fed Hike กลับมา / RJ มองตลาดก.ค. 2026 / SSGA จัด Sector Q3 | สรุป TSL 10 July 26 Read More »

Scroll to Top