สรุปย้อนหลังงานสัมมนา Factor Investing (14 August 2026)
Factor Investing ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า “กลยุทธ์ไหนดีที่สุด” เพราะแต่ละ Factor จะโดดเด่นต่างกันในแต่ละสภาวะตลาด
สัมมนานี้จึงรวบรวม 6 กลยุทธ์สำคัญ พร้อมแนวคิดในการเลือกใช้ให้เหมาะกับจังหวะเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพว่า วันนี้ควรให้น้ำหนักกับ Factor ไหน และควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สมดุลมากขึ้น
สรุปงานสัมมนา “ Factor Investing ”

แก่นหลักของ Factor Investing
- ความหมาย: คือการเลือกลงทุนโดยเน้นคัดเลือกสินทรัพย์ตามลักษณะเฉพาะตัวหรือปัจจัยเฉพาะ (Factors) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน เปรียบเสมือนการ “ลงทุนแบบเลือกข้าง”
- ความสำคัญ: จากข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 พิสูจน์แล้วว่าการเลือกข้างให้อยู่ถูกที่ถูกเวลาสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) เอาชนะการลงทุนในดัชนีแบบกว้าง ๆ (Passive/Index Investment) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือไม่มี Factor ใดที่สามารถชนะตลาดได้ตลอดเวลา
- Factor ที่โดดเด่นที่สุดในอดีต: สถิติในรอบ 50-60 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลัง 8 ปีล่าสุด บ่งชี้ว่าปัจจัยที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมดีที่สุดคือ Momentum แต่ก็ตามมาด้วยความผันผวนที่สูงที่สุดด้วยเช่นกัน
เจาะลึกคาแรคเตอร์ของ 6 กลยุทธ์การลงทุน (6 Factors)

Size (ขนาดของหุ้น)
เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap มีมูลค่าตลาดราว 300 – 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีความสามารถในการเติบโตในสัดส่วนที่สูงมาก (Exponential Growth) เพราะฐานรายได้ยังเล็ก แต่มีข้อพึงระวังคือสายป่านสั้นกว่าหุ้นใหญ่ และมีสัดส่วนถึง 43% ที่ยังไม่มีกำไรจริง กลยุทธ์นี้จึงต้องพึ่งพาฝีมือในการคัดเลือกรายตัว (Selection) เป็นหลักและไม่เหมาะกับการซื้อถือเฉย ๆ ตามดัชนี

Value (หุ้นคุณค่า)
เน้นหาหุ้นราคาถูกที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Price < Intrinsic Value) หากประเมินถูกจุดจะมีอัพไซด์ที่สูงมากเนื่องจากราคาปรับตัวลงจากปัญหาชั่วคราว แต่ต้องระวังกับดักหุ้นถูกที่ไม่มีวันฟื้นกลับมา (Value Trap) จากการถูกดิสรัปต์เทคโนโลยี ตัวอย่างการลงทุนจริงของพอร์ต Lief คือหุ้นร้านค้าปลีก Dollar General (DG) ที่ราคา PE ตกลงมาเฉียบพลันจากประเด็นหน้าร้านระยะสั้นแต่โครงสร้างและการเติบโตพื้นฐานยังดีอยู่

Low Volatility (หุ้นผันผวนต่ำ)
การคัดสรรหุ้นที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ต่ำ และมีค่าเบต้าต่ำต่อตลาด (Low Beta) เด่นในการป้องกันพอร์ตและจำกัดการขาดทุนยามตลาดเกิดวิกฤต (เช่น ฟองสบู่ดอทคอม หรือวิกฤตปี 2008) แต่จะปรับตัวแพ้ตลาดอย่างราบคาบในช่วงตลาดกระทิงขาขึ้นแรง ๆ บรจ. Lief ไม่ได้นำปัจจัยนี้มาใช้ในพอร์ตหลักเนื่องจากมองว่าผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มขึ้นไม่คุ้มค่าความผันผวนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในช่วงที่ดอกเบี้ยสูง

Quality (หุ้นคุณภาพดี)
มุ่งเน้นบริษัทที่มีป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง (Moat), อำนาจต่อรองกำหนดราคาสูง (Pricing Power), มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นบวก และมีอัตราส่วน ROE/ROIC สูงและมั่นคง (Compounder) ตัวอย่างเช่น TSMC ที่เป็นผู้ผูกขาดตลาดเซมิคอนดักเตอร์ชิปขนาดเล็กขั้นสูงเกือบ 100% หรือ Axon Enterprise ที่เปลี่ยนโมเดลจากการขายอุปกรณ์ปืนไฟฟ้าธรรมดา มาผูกกับระบบสมาชิกซอฟต์แวร์และ AI ทำให้มีสัดส่วนรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ (Recurring Revenue) ถึง 95%

Dividend (หุ้นปันผล)
แบ่งเป็นกลุ่ม High Dividend (เน้นจ่ายปันผลอัตราส่วนสูง) และ Dividend Growth (เน้นเติบโตของปันผลต่อเนื่องยาวนาน เช่น หุ้นกลุ่ม Aristocrat ที่จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีไม่ต่ำกว่า 25 ปี) ช่วยพยุงพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ไม่มีทิศทางชัดเจน (Sideway) โดยมี ETF ยอดนิยมอย่าง SCHD เป็นแกนนำในการเปรียบเทียบ

Momentum (หุ้นที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง)
เน้นหุ้นที่กำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอย่างมั่นคง พิจารณาจากราคา อัตราเร่งเชิงเปรียบเทียบ และความยั่งยืนของทิศทางราคา (Persistent) โดยหลีกเลี่ยงแนวคิดการวิ่งกลับไปหาค่าเฉลี่ย (Reversion to Mean) ตัวอย่างเช่นหุ้น Micron ที่ราคาวิ่งตามอุปสงค์ของรอบอุตสาหกรรม

บทสรุปการลงทุน
- ประเมินสภาวะตลาดผ่าน Investment Map โดยดูปัจจัยเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ GDP เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน เพื่อเลือกกลยุทธ์ Factor Investing ให้เหมาะกับแต่ละช่วงตลาด
- ช่วง 6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจยังขยายตัว กำไรบริษัทเติบโต เงินเฟ้ออยู่ในระดับสนับสนุนเศรษฐกิจ ทำให้ Momentum น่าสนใจที่สุด รองลงมาคือ Value
- พอร์ตจะไม่พึ่ง Factor เดียว แต่ใช้แนวทาง Multi-Factor โดยมี Quality เป็นแกนหลัก พร้อมปรับสัดส่วนตามสภาวะตลาด เพื่อสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง
โอกาสในการลงทุนไปกับนโยบาย Lief US Selective
- ไม่พลาดทุกโอกาส เพราะเลือกหุ้นจากทั้งตลาดสหรัฐกว่า 5,000 ตัว
- AI เสริมศักยภาพ ระบบ “ARES” ประยุกต์นวัตกรรม AI เข้ากับการคัดเลือกหุ้นเชิงพื้นฐาน คัดเหลือ 250 ตัว
- TOP 10 Focus หลังจากนั้นเลือกลงทุนเฉพาะหุ้น 10 อันดับแรกที่มีศักยภาพสูงสุด
- มั่นใจ ไม่มีหลุด ทีมผู้จัดการกองทุน ตัดสินใจในเชิงคุณภาพเป็นขั้นตอนสุดท้าย เชคปัจจัย Forward looking
- สดใหม่เสมอ ปรับพอร์ตทุก 3 เดือน ให้ได้หน้าหุ้นที่พร้อมเติบโต แต่ไม่แพงจนเกินไป ไม่ตกเทรนด์
- ผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว 12–15% ต่อปี
- กำลังมองหาโอกาสลงทุน จากหุ้นเติบโต เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลงทุนได้ระยะกลาง – ยาว รับความผันผวนได้สูง จากหุ้นรายตัว หรืออาจจะมีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว แต่ต้องการหา Alpha เพิ่มเติม
- เริ่มต้น 1 ล้านบาท
นโยบาย Lief US Momentum
- ต่อยอดมาจาก US Selective โดยเพิ่มน้ำหนักในปัจจัย Momentum Score และใช้การวิเคราะห์ความชันของราคา (Slope) เพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง
- สัดส่วนปัจจัย: เน้น Momentum 60% และ Quality 40%
- ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ 10 ตัว เช่นกัน แต่มีกรอบระยะเวลาชัดเจน (ประมาณ 6 เดือน)
- เริ่มต้นลงทุนเพียง 300,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้บริการ
- ผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 8% ต่อปี ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) หากถือจนครบกำหนดหรือถึงเป้าหมาย
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ หวังว่ามุมมองและข้อมูลที่แบ่งปันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2026
สรุปย้อนหลังงานสัมมนา Factor Investing (14 August 2026) Read More »






















You must be logged in to post a comment.