Lief App Download

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (26 June 2026)

งานสัมมนา “In Outlook We Trust” โดยทีมผู้จัดการกองทุน Lief Capital นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจ ทิศทางตลาด และกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตจริง

สรุปงานสัมมนา “In Outlook We Trust”

ทบทวนมุมมองต้นปี: คาดการณ์ถูกต้องแล้ว 77%

ทีมผู้จัดการกองทุนเริ่มต้นด้วยการทบทวนมุมมองที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้นปี โดยพบว่าประเด็นสำคัญเกิดขึ้นตามคาดแล้วประมาณ 77%

ปัจจัยที่เป็นไปตามคาด ได้แก่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นผู้นำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

อย่างไรก็ตาม บางประเด็นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ยังไม่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี IGV ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI

4 มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก


Lief Capital ได้นำมุมมองจาก 4 สถาบันการเงินชั้นนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

PIMCO: โลกเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก

PIMCO มองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลังเข้าสู่ยุค Rupture หรือการแตกออกจากระเบียบเศรษฐกิจเดิมอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจ

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว PIMCO แนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และลดความผันผวน พร้อมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระดับมหภาค ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวได้กับบริษัทที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน

Fidelity: Risk-on แต่ต้องกระจายความเสี่ยง

Fidelity ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนด้าน AI

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้น Value หุ้น Defensive และ REITs เพื่อไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

Charles Schwab: เศรษฐกิจโตแบบไม่ทั่วถึง

Charles Schwab มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในลักษณะ K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญแรงกดดัน

ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มเปราะบางจากค่าครองชีพและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการเลือกลงทุนในหุ้น Quality Growth หรือบริษัทที่มีการเติบโตสูงควบคู่กับกำไรและกระแสเงินสดที่ชัดเจน โดยไม่ควรไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นแรง

T. Rowe Price: เงินทุนเริ่มหมุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง

T. Rowe Price มองว่าตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ Big Tech เป็นผู้นำเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การลงทุนใน
Real Economy เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจริง

ภายใต้ภาพดังกล่าว การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะมีความสำคัญมากขึ้น โดย T. Rowe Price ให้น้ำหนักกับกลุ่ม AI Hardware และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าซอฟต์แวร์ที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน

5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดตลาดครึ่งหลังปี 2026


Lief Capital สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ 5 ด้าน

  1. เศรษฐกิจยังขยายตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อาจชะลอลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังไม่สะท้อนภาวะถดถอยอย่างชัดเจน การบริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และตลาดแรงงานยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

  1. ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวได้ดีหลังสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรง

ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า หลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในช่วงแรก ก่อนกลับมาฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มลดลง

หากนักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีตอาจสูงถึงประมาณ 32.3%

  1. กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง

กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น แม้ระดับ Valuation หรือค่า P/E ของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่หากกำไรสามารถเติบโตได้ตามคาด ราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรในอนาคต

  1. AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอตคอม

ความแตกต่างสำคัญระหว่างกระแส AI ในปัจจุบันกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 คือ บริษัทชั้นนำด้าน AI ในปัจจุบันมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอย่างชัดเจน

ในยุคดอตคอม หลายบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่บริษัทด้าน AI ในปัจจุบันสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง และบางบริษัทยังมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI จริง กับบริษัทที่ใช้กระแส AI เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

  1. ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

Lief Capital มองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออยู่ในภาวะ Higher for Longer

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอาจยังจำกัด หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงตามทิศทางของราคาพลังงาน ดังนั้น ความผันผวนของตลาดอาจมาจากการปรับความคาดหวังเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ย มากกว่าการกลับเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่

กลยุทธ์จัดพอร์ตสำหรับครึ่งหลังปี 2026


ภาพรวมกลยุทธ์ของ Lief Capital คือการให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือ Overweight Equity แต่ต้องเน้นการบริหารแบบ Active และกระจายการลงทุนออกจากดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่

Asia Tech: โอกาสจากเทคโนโลยีเอเชียที่มูลค่ายังไม่แพง

หนึ่งในธีมที่โดดเด่นที่สุดคือ Asia Tech ซึ่งครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน

หุ้นในภูมิภาคดังกล่าวมี Forward P/E เฉลี่ยประมาณ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hyperscalers ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นบางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation และงบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น

Lief Capital มองว่าช่วงที่ราคาหุ้นพักฐานอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เช่น Microsoft และบริษัท Cloud ชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ในระยะยาว

AI Hardware ยังน่าสนใจกว่า AI Software

กลุ่มต้นน้ำของ AI ยังคงเป็นธีมหลัก โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix

บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนสร้าง Data Center การเพิ่มกำลังประมวลผล และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเส้นทางการเติบโตและคำสั่งซื้อที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริษัทซอฟต์แวร์บางกลุ่ม

Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก Lief Capital มองว่า Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากตลาดเริ่มมั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองยังมีความผันผวนสูง จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป

บทสรุป: Stay Invested แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่ม

แม้ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ส่งสัญญาณว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลง

กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการ Stay Invested พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมใหม่

นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพ มีรายได้และกำไรเติบโตจริง ลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จาก AI และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคที่ Valuation ยังสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย

ในโลกที่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกหุ้นและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลตอบแทนของพอร์ตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (26 June 2026) Read More »

สรุปงานสัมมนา “Nern Nern FIRE เกษียณติดสปีด” ( 20 May 26 )

จบลงกันไปแล้วสำหรับงานสัมมนา “Nern Nern FIRE เกษียณติดสปีด” ที่พาผู้เข้าร่วมเรียนรู้แนวทางวางแผนลงทุนเพื่อวัยเกษียณ พร้อมเปรียบเทียบกลยุทธ์ระหว่าง Nern Nern First และ Nern Nern FIRE เพื่อช่วยเลือกแนวทางที่เหมาะกับเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงของแต่ละคน

สรุปงานสัมมนา “Nern Nern FIRE เกษียณติดสปีด”

     ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักแนวทางการบริหารกองทุนส่วนบุคคลของ Lief Capital ซึ่งผสานประสบการณ์ของทีมผู้จัดการกองทุนเข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Machine Learning และ AI เพื่อช่วยให้กระบวนการคัดเลือกสินทรัพย์และบริหารพอร์ตเป็นระบบมากขึ้น

Nern Nern First และ Nern Nern FIRE ต่างกันอย่างไร

หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือการเปรียบเทียบระหว่างสองแนวทางการลงทุน ได้แก่ Nern Nern First และ Nern Nern FIRE

Nern Nern First เน้นการลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ผ่านกองทุนรวมและกองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างวินัยในการลงทุนแบบ DCA และสะสมความมั่งคั่งอย่างสม่ำเสมอ

ส่วน Nern Nern FIRE เน้นเพิ่มโอกาสการเติบโตของพอร์ตด้วยการบริหารเชิงรุก ทีมผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกประมาณ 4–8 ธีมการลงทุนที่มีศักยภาพในแต่ละช่วงเวลา พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและภาวะตลาด

แนวทางนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเร่งการเติบโตของเงินลงทุน และสามารถยอมรับความผันผวนได้มากกว่าการลงทุนแบบทั่วไป

การเลือกธีมต้องมากกว่าการตามกระแส

การคัดเลือกธีมลงทุนของ Nern Nern FIRE เริ่มจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ความต้องการของตลาด และสินทรัพย์หรือ ETF ที่สามารถลงทุนได้จริง

ทีมผู้จัดการกองทุนยังวิเคราะห์ระดับราคา ศักยภาพการเติบโต และองค์ประกอบภายในของ ETF แต่ละกอง เพื่อประเมินว่าสินทรัพย์ที่ถือครองสอดคล้องกับธีมและเป้าหมายของพอร์ตจริงหรือไม่

เพราะแม้ ETF หลายกองจะมีชื่อเกี่ยวข้องกับธีมเดียวกัน แต่หุ้นหรือสินทรัพย์ที่อยู่ภายในอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

มีผู้เชี่ยวชาญติดตามและปรับพอร์ตให้

ทีมผู้จัดการกองทุนจะติดตามภาวะเศรษฐกิจและตลาดอย่างใกล้ชิด หากธีมเดิมเริ่มมีความน่าสนใจลดลง หรือมีโอกาสลงทุนใหม่ที่เหมาะสมกว่า ทีมสามารถปรับสัดส่วนและ Rebalance พอร์ตได้ตามสถานการณ์

นักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสาร วิเคราะห์สินทรัพย์ หรือปรับพอร์ตด้วยตนเองตลอดเวลา โดยยังสามารถตรวจสอบแนวทางการบริหารและความเคลื่อนไหวของพอร์ตได้อย่างโปร่งใส

เริ่มต้นวางแผนเกษียณได้ตั้งแต่วันนี้

ผู้สนใจสามารถเริ่มต้นลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน Nern Nern ได้โดยไม่มีขั้นต่ำ จึงไม่จำเป็นต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก่อนเริ่มวางแผนเกษียณ

สำหรับผู้ที่มีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถนำพอร์ตมาปรึกษาทีมงาน Lief Capital เพื่อช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง โครงสร้างสินทรัพย์ และวางแนวทางปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากขึ้น

งานสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเกษียณได้เร็วไม่ได้เกิดจากการมองหาผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเริ่มต้นที่เร็ว วินัยในการลงทุน กลยุทธ์ที่เหมาะสม และการบริหารพอร์ตที่พร้อมปรับตัวตามสถานการณ์

ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านที่ให้ความสนใจ และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการวางแผนเกษียณไปกับ Lief Capital

สรุปงานสัมมนา “Nern Nern FIRE เกษียณติดสปีด” ( 20 May 26 ) Read More »

สรุปสัมนา: Winning in Volatility (May 26)

ท่ามกลางวิกฤตสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุสที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง นักลงทุนหลายคนกำลังตั้งคำถามว่า “Passive หรือ Active แบบไหนจะรอด?”

พบกับคำตอบจากงานสัมมนาสุดเข้มข้นของ Lief Capital ที่จะพาคุณไปดูเบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล ARES (AI + Human) ที่ทำกำไร Year-to-Date ทะลุ 24.4% ชนะตลาดขาดลอย! ร่วมถอดรหัส 5 ตำราเก่าที่ต้องเผาทิ้ง ตั้งแต่เรื่องทองคำไปจนถึงค่า PE ที่สูงลิ่ว พร้อมเผยเทคนิคการหา Alpha ในวันที่ตลาดสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่แต่พื้นฐานยังแกร่งกว่าที่ใครคาดคิด หากคุณอยากรู้วิธีเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นผลกำไรมหาศาล สรุปนี้มีคำตอบให้คุณครับ!

 

สรุปเนื้อหาสัมมนา: กลยุทธ์การลงทุน Winning in Volatility

ในงานสัมมนานี้ ทีมผู้บริหารและผู้จัดการกองทุนของ Lief Capital ได้มาแบ่งปันแนวคิดการบริหารพอร์ตในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง โดยเน้นที่ 3 เสาหลักสำคัญคือ Clarity (ความชัดเจน), Edge (ความได้เปรียบ) และ Discipline (วินัย) ดังนี้ครับ:

  1. Clarity: การมองภาพตลาดให้ชัดเจน
  • แยก Noise ออกจากเทรนด์: นักลงทุนต้องแยกให้ออกระหว่างปัจจัยระยะสั้น (Tactical) เช่น สงครามที่มักจบใน 2 เดือน กับปัจจัยพื้นฐาน (Business Cycle) และเทรนด์ระยะยาว (Secular Trend) เช่น สังคมสูงวัยหรือนวัตกรรม AI
  • All-Time High ไม่ใช่จุดจบ: จากสถิติ การซื้อหุ้นที่จุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) และถือต่อ 1-2 ปี ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 11-25% เนื่องจากพื้นฐานกำไรบริษัทโตตามทันราคาหุ้น
  • ล้างความเชื่อเก่า: ในโลกปัจจุบัน ตราสารหนี้อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป ทองคำอาจไม่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีเท่าเดิม และหุ้นที่มีค่า PE สูงก็ไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไปหากกำไรเติบโตล้อตามไปได้
  1. Edge: การสร้างความได้เปรียบในการลงทุน
  • นวัตกรรม AI (ARS Model): Lief Capital ใช้ระบบ AI ที่ชื่อว่า ALIS มาช่วยสกรีนหุ้นจาก 5,000 ตัว เหลือเพียง 250 ตัวที่แกร่งที่สุดในเชิงงบการเงินและโมเมนตัม เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต
  • การหา Alpha: เน้นการลงทุนแบบ Selective ในกลุ่มที่มี Pricing Power และได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น กลุ่ม Networking (Broadcom, Marvell) ซึ่งมีรายได้เติบโตโดดเด่น
  • กลยุทธ์ค่าเงิน (FX Strategy): มองว่าค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตาม Productivity ที่เพิ่มขึ้นจาก AI จึงใช้กลยุทธ์การไม่ป้องกันความเสี่ยง (Unhedged) ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
  1. Discipline: วินัยในการลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว
  • Stay Invested: การถือเงินสดนานเกินไปอาจทำให้พลาด “วันที่ดีที่สุด” ของตลาด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ และมีผลต่อผลตอบแทนรวมอย่างมหาศาล
  • Rebalancing: ต้องมีการปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้สัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงเกินกว่าที่แผนวางไว้
  • Lump Sum vs DCA: สถิติในอดีตชี้ว่าการลงทุนแบบเงินก้อน (Lump Sum) มีโอกาสชนะการทยอยลงทุน (DCA) ถึง 70% หากเป็นการลงทุนระยะยาว

อัปเดตผลการดำเนินงาน: ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนภายใต้การบริหารของ Lief Capital เช่น US Selective สามารถทำผลตอบแทนได้โดดเด่นชนะดัชนีเปรียบเทียบ (Benchmark) อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบริหารแบบ One-Stop Service เพื่อให้นักลงทุนไปถึงเป้าหมายการเกษียณได้อย่างมั่นใจ

สนใจปรึกษาแผนการลงทุน: สามารถติดต่อทีมงาน Lief Capital ผ่านทางแอปพลิเคชันหรือ Line Official เพื่อรับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ และติดตามรายการ The Shortlist ทุกเช้าเพื่ออัปเดตสถานการณ์ตลาดแบบทันท่วงทีครับ

สรุปสัมนา: Winning in Volatility (May 26) Read More »

สรุปสัมมนา : Lief x Liberators Global Market (April 26)

ตลาดโลกปี 2026: สงครามอาจทำให้ตลาดชะงัก แต่ธีม AI, Tech และ EM ยังเป็นโอกาสสำคัญ

สรุปงานสัมมนา Lief x Lib ในหัวข้อ Global Market โดยพูดเรื่อง “ภาพการลงทุนปี 2026”
โดยแกนหลักของเรื่องคือ ตลาดโลกยังมีโอกาสลงทุนต่อ แม้มีความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย แต่ควรเลือกธีมที่ชัดเจน เช่น AI Infrastructure, Space & Defense, Energy Security และ EM บางประเทศ

  1. การลงทุนระยะยาวยังต้องยึด 3 ปัจจัยหลัก: เงินทุน เวลา และผลตอบแทน
    สไลด์อธิบายว่า “เวลาในตลาด” สำคัญมาก เพราะเป็นตัวเปิดทางให้พลังทบต้นทำงาน ส่วนผลตอบแทนเป็นสิ่งควบคุมยากที่สุด จึงต้องเตรียมเงินทุนและวินัยการลงทุนให้ดี

  2. สงคราม/ความขัดแย้งมีผลระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมระยะยาว
    มุมมองหลักคือ ความเสี่ยงสงครามอาจทำให้ตลาดชะงัก แต่หากไม่ลุกลามจนเกิด Recession ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ โดยมีการยกตัวอย่างว่าตลาดโลกเคยผ่านหลายวิกฤตและยังสร้างผลตอบแทนสะสมระยะยาวได้

  3. AI ยังเป็นธีมใหญ่ ไม่ใช่แค่กระแสสั้น ๆ
    สไลด์เน้นว่า AI CAPEX ยังถูกปรับขึ้น เพราะ Demand โตเร็วมาก โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีแค่ชิป แต่รวมถึง Data Center, Networking, Power, Cooling, Construction และ Energy Infrastructure

  4. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ต้องเลือกให้ถูกจุด
    กลุ่ม “ต้นน้ำ” ที่มี Demand มากกว่า Supply และเกิดคอขวด เช่น ชิป การเชื่อมต่อ พลังงาน และระบบระบายความร้อน ถูกมองว่าน่าสนใจ ขณะที่ Consumer Software บางส่วนมีความเสี่ยงถูก AI Disrupt

  5. ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ และ EM เริ่มน่าสนใจขึ้น
    มีการตั้งคำถามว่าตลาด EM ควรมีบทบาทใหญ่กว่านี้หรือไม่ เพราะจำนวนหุ้นนอกสหรัฐฯ ในดัชนีโลกมีมาก แต่ Market Cap สหรัฐฯ ยังครองน้ำหนักสูงมาก ทำให้หุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะเอเชีย จีน เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ Latam มีโอกาสเฉพาะตัว

  6. กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยบวก
    แนวโน้มกำไรของหุ้นทั่วโลก ทั้งในและนอกสหรัฐฯ ยังถูกปรับขึ้น แม้เจอแรงกดดันจากสงคราม โดยมีการชี้ว่ากำไรยังเติบโตสองหลักต่อเนื่องหลายไตรมาส

  7. หุ้นเทคสหรัฐฯ ยังมีจังหวะลงทุน แต่ต้องระวัง Valuation และขนาดหุ้น
    สไลด์มองว่าโอกาสในหุ้นเทคสหรัฐฯ ยังมี เพราะ PEG และ Tech Premium เริ่มดูสมเหตุสมผลขึ้น แต่หุ้นเล็กอาจต้องรอให้สงครามและทิศทางดอกเบี้ยชัดเจนก่อน

มุมมองรวม

โดยรวมเป็นมุมมอง เชิงบวกแบบ Selective Risk-on คือยังมองว่าตลาดมีโอกาส แต่ไม่ใช่ซื้อทั้งตลาดแบบไม่เลือก กลยุทธ์ที่เหมาะคือเลือกลงทุนในธีมที่มีโครงสร้างเติบโตจริง เช่น AI Infra, Space & Defense, Energy Security และ EM ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีหรือซัพพลายเชนสำคัญ

กลยุทธ์ที่แนะนำ

ควรตัด “เสียงรบกวนระยะสั้น” ออกจากแผนลงทุนระยะยาว เพราะตลาดโลกเจอ Market Disruption เป็นระยะ แต่ระยะยาวยังเดินหน้าต่อได้ ขณะเดียวกันควรใช้การลงทุนแบบ Active มากขึ้น เพราะโอกาสไม่ได้กระจายเท่ากันทุกอุตสาหกรรม การถือดัชนีทั้งก้อนอาจมีบางส่วนถ่วงผลตอบแทน

สิ่งที่ควรระวัง

ปัจจัยลบหลักคือ เงินเฟ้อที่อาจไม่ชะลอลงตามคาด ราคาน้ำมันจากสงคราม ภาระหนี้สหรัฐฯ และสัญญาณการก่อหนี้ของหุ้นเทค แม้ยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องติดตามว่ารายได้จาก AI จะเข้ามาทัน CAPEX หรือไม่

One-line Summary

ปี 2026 ยังลงทุนต่อได้ แต่ต้องเลือกธีมที่ชนะจริงในโลกหลังสงครามและยุค AI เช่น AI Infrastructure, Energy, Space/Defense และ EM ที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี มากกว่าซื้อทั้งตลาดแบบกว้าง ๆ

สรุปสัมมนา : Lief x Liberators Global Market (April 26) Read More »

สรุปสัมมนา 3 Big Ideas (Mar 26)

อย่าปล่อยให้ความกลัวเรื่องสงครามและเงินเฟ้อทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ! ในขณะที่ตลาดผันผวน รู้หรือไม่ว่า Model ARES ของ Lief Capital สามารถทำผลงานชนะดัชนี Nasdaq ได้ถึง 16.62% ในไตรมาสที่ผ่านมา?

พบกับเจาะลึก 3 ไอเดียการลงทุนที่จะเปลี่ยนเกมในช่วง 3 เดือนนี้: ตั้งแต่อวสานการสลับกลุ่มเล่น (End of Rotation) ที่จะพาเงินไหลกลับเข้าหาหุ้นยักษ์ใหญ่, การฟื้นคืนชีพของกลุ่มซอฟต์แวร์หลังเผชิญวิกฤต AI Disruption, ไปจนถึงความชัดเจนของนโยบายสหรัฐฯ ที่จะผลักดันกลุ่ม Networking และ AI Infrastructure ให้พุ่งทะยาน มาร่วมถอดรหัสกลยุทธ์ “Omasake Investment” ที่จะช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตอย่างมั่นคงไปกับผู้เชี่ยวชาญจาก Lief Capital ในสรุปนี้ครับ!

สรุปเนื้อหา: 3 Big Ideas โอกาสลงทุนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

ในงานสัมมนานี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Lief Capital นำโดยคุณพงธร ถาวรธนากุล (CEO) ได้มาเผยแพร่แนวคิดการลงทุนภายใต้ธีม “The Big Ideas Are Coming” เพื่อมองหาโอกาสในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2026,

  1. 3 Big Ideas: ธีมหลักที่จะขับเคลื่อนตลาด
  • End of Sector Rotation (อวสารการเปลี่ยนกลุ่มเล่น): หลังจากเงินไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปหาหุ้นกลุ่ม Defensive และ Value (เช่น พลังงาน, สินค้าอุปโภคบริโภค) มาพักใหญ่ ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณว่าหุ้นใหญ่ (Mega Cap) และกลุ่ม AI เริ่มกลับมามีระดับราคา (Valuation) ที่น่าสนใจอีกครั้ง เนื่องจากกำไรเติบโตทันราคาหุ้นแล้ว,,
  • End of Software Apocalypse (อวสาoฝันร้ายกลุ่มซอฟต์แวร์): ก่อนหน้านี้หุ้นซอฟต์แวร์ถูกเทขายอย่างหนักเพราะความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่ (Disruption) แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความชัดเจนว่า AI จะเข้ามาเป็น “ผู้ช่วย” มากกว่า “ผู้ทำลาย” บริษัทที่มีข้อมูลเฉพาะตัว (Proprietary Data) และมีค่าใช้จ่ายในการสลับระบบสูง (Switching Cost) อย่าง Microsoft จะกลับมาแข็งแกร่ง,,,
  • End of US Uncertainty (ความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย): นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) จะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและผลักดันนวัตกรรม ทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสเดินหน้าต่อ
  1. มุมมองสินทรัพย์และกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ
  • หุ้นกลุ่ม Networking และ AI Infra: เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์ต่อจากกลุ่มชิป (GPU) โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำระบบเชื่อมต่อ Data Center เช่น Broadcom และ Marvel Technology,,
  • Bitcoin: ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยมองเป้าหมายที่ 300,000 ดอลลาร์ ภายในปี 2030 จากการยอมรับของสถาบันการเงิน (Institution Adoption) และการเข้ามาแทนที่ทองคำบางส่วน (Digital Gold),,
  • ค่าเงินดอลลาร์: มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น (Stronger Dollar) จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัวได้ดีและความต้องการใช้ Stable Coin ที่อิงกับดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก,,
  • สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (ตามมุมมองของทีมงาน): เหมืองทองคำ (Upside จำกัด), หุ้นกลุ่มพลังงาน (ผันผวนตามราคาน้ำมันโลก) และตราสารหนี้ระยะยาว (ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ย),,
  1. นวัตกรรม Model ARES จาก Lief Capital
  • Lief Capital นำนวัตกรรม AI ร่วมกับการบริหารโดยผู้จัดการกองทุน (AI + Human) มาใช้ในโมเดล ARS เพื่อคัดเลือกหุ้นรายตัว,,
  • ผลการดำเนินงาน: ในไตรมาสที่ผ่านมา โมเดล ARS สามารถทำผลตอบแทนชนะดัชนี Nasdaq ได้ถึง 16.62% และชนะดัชนี VTI อย่างขาดลอย แม้ในช่วงที่ตลาดผันผวน
  • กลยุทธ์ปัจจุบัน: มีการปรับพอร์ต (Rebalance) โดยเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม IT และ Consumer Discretionary มากขึ้น เพราะยังมีเพดาน (Upside) ให้เติบโตได้สูงกว่ากลุ่มอื่น,

Lief Capital ให้บริการในรูปแบบ กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ที่เน้นการดูแลแบบ One-stop Service ตั้งแต่การวางแผน การคัดเลือกหุ้น และการปรับพอร์ตอัตโนมัติ (Auto Pilot Investment) เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของลูกค้าอย่างแท้จริง

สรุปสัมมนา 3 Big Ideas (Mar 26) Read More »

Scroll to Top