Lief App Download

ตลาดเปลี่ยนตลอดเวลา และไม่มี Factor ไหนชนะได้ทุกช่วงเวลา งานสัมมนาครั้งนี้จึงพาไปรู้จัก 6 กลยุทธ์ Factor Investing พร้อมมุมมองว่า “จังหวะตลาดแบบไหน ควรเลือกใช้กลยุทธ์อะไร
Factor Investing ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า “กลยุทธ์ไหนดีที่สุด” เพราะแต่ละ Factor จะโดดเด่นต่างกันในแต่ละสภาวะตลาด

สัมมนานี้จึงรวบรวม 6 กลยุทธ์สำคัญ พร้อมแนวคิดในการเลือกใช้ให้เหมาะกับจังหวะเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพว่า วันนี้ควรให้น้ำหนักกับ Factor ไหน และควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สมดุลมากขึ้น

สรุปงานสัมมนา “ Factor Investing ”

แก่นหลักของ Factor Investing

  • ความหมาย: คือการเลือกลงทุนโดยเน้นคัดเลือกสินทรัพย์ตามลักษณะเฉพาะตัวหรือปัจจัยเฉพาะ (Factors) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน เปรียบเสมือนการ “ลงทุนแบบเลือกข้าง”
  • ความสำคัญ: จากข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 พิสูจน์แล้วว่าการเลือกข้างให้อยู่ถูกที่ถูกเวลาสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) เอาชนะการลงทุนในดัชนีแบบกว้าง ๆ (Passive/Index Investment) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือไม่มี Factor ใดที่สามารถชนะตลาดได้ตลอดเวลา
  • Factor ที่โดดเด่นที่สุดในอดีต: สถิติในรอบ 50-60 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลัง 8 ปีล่าสุด บ่งชี้ว่าปัจจัยที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมดีที่สุดคือ Momentum แต่ก็ตามมาด้วยความผันผวนที่สูงที่สุดด้วยเช่นกัน

เจาะลึกคาแรคเตอร์ของ 6 กลยุทธ์การลงทุน (6 Factors)

Size (ขนาดของหุ้น)
     เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap มีมูลค่าตลาดราว 300 – 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีความสามารถในการเติบโตในสัดส่วนที่สูงมาก (Exponential Growth) เพราะฐานรายได้ยังเล็ก แต่มีข้อพึงระวังคือสายป่านสั้นกว่าหุ้นใหญ่ และมีสัดส่วนถึง 43% ที่ยังไม่มีกำไรจริง กลยุทธ์นี้จึงต้องพึ่งพาฝีมือในการคัดเลือกรายตัว (Selection) เป็นหลักและไม่เหมาะกับการซื้อถือเฉย ๆ ตามดัชนี

Value (หุ้นคุณค่า)
     เน้นหาหุ้นราคาถูกที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Price < Intrinsic Value) หากประเมินถูกจุดจะมีอัพไซด์ที่สูงมากเนื่องจากราคาปรับตัวลงจากปัญหาชั่วคราว แต่ต้องระวังกับดักหุ้นถูกที่ไม่มีวันฟื้นกลับมา (Value Trap) จากการถูกดิสรัปต์เทคโนโลยี ตัวอย่างการลงทุนจริงของพอร์ต Lief คือหุ้นร้านค้าปลีก Dollar General (DG) ที่ราคา PE ตกลงมาเฉียบพลันจากประเด็นหน้าร้านระยะสั้นแต่โครงสร้างและการเติบโตพื้นฐานยังดีอยู่

Low Volatility (หุ้นผันผวนต่ำ)
     การคัดสรรหุ้นที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ต่ำ และมีค่าเบต้าต่ำต่อตลาด (Low Beta) เด่นในการป้องกันพอร์ตและจำกัดการขาดทุนยามตลาดเกิดวิกฤต (เช่น ฟองสบู่ดอทคอม หรือวิกฤตปี 2008) แต่จะปรับตัวแพ้ตลาดอย่างราบคาบในช่วงตลาดกระทิงขาขึ้นแรง ๆ บรจ. Lief ไม่ได้นำปัจจัยนี้มาใช้ในพอร์ตหลักเนื่องจากมองว่าผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มขึ้นไม่คุ้มค่าความผันผวนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในช่วงที่ดอกเบี้ยสูง

Quality (หุ้นคุณภาพดี)
     มุ่งเน้นบริษัทที่มีป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง (Moat), อำนาจต่อรองกำหนดราคาสูง (Pricing Power), มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นบวก และมีอัตราส่วน ROE/ROIC สูงและมั่นคง (Compounder) ตัวอย่างเช่น TSMC ที่เป็นผู้ผูกขาดตลาดเซมิคอนดักเตอร์ชิปขนาดเล็กขั้นสูงเกือบ 100% หรือ Axon Enterprise ที่เปลี่ยนโมเดลจากการขายอุปกรณ์ปืนไฟฟ้าธรรมดา มาผูกกับระบบสมาชิกซอฟต์แวร์และ AI ทำให้มีสัดส่วนรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ (Recurring Revenue) ถึง 95%

Dividend (หุ้นปันผล)
     แบ่งเป็นกลุ่ม High Dividend (เน้นจ่ายปันผลอัตราส่วนสูง) และ Dividend Growth (เน้นเติบโตของปันผลต่อเนื่องยาวนาน เช่น หุ้นกลุ่ม Aristocrat ที่จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีไม่ต่ำกว่า 25 ปี) ช่วยพยุงพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ไม่มีทิศทางชัดเจน (Sideway) โดยมี ETF ยอดนิยมอย่าง SCHD เป็นแกนนำในการเปรียบเทียบ

Momentum (หุ้นที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง)
     เน้นหุ้นที่กำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอย่างมั่นคง พิจารณาจากราคา อัตราเร่งเชิงเปรียบเทียบ และความยั่งยืนของทิศทางราคา (Persistent) โดยหลีกเลี่ยงแนวคิดการวิ่งกลับไปหาค่าเฉลี่ย (Reversion to Mean) ตัวอย่างเช่นหุ้น Micron ที่ราคาวิ่งตามอุปสงค์ของรอบอุตสาหกรรม

บทสรุปการลงทุน

  • ประเมินสภาวะตลาดผ่าน Investment Map โดยดูปัจจัยเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ GDP เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน เพื่อเลือกกลยุทธ์ Factor Investing ให้เหมาะกับแต่ละช่วงตลาด
  • ช่วง 6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจยังขยายตัว กำไรบริษัทเติบโต เงินเฟ้ออยู่ในระดับสนับสนุนเศรษฐกิจ ทำให้ Momentum น่าสนใจที่สุด รองลงมาคือ Value
  • พอร์ตจะไม่พึ่ง Factor เดียว แต่ใช้แนวทาง Multi-Factor โดยมี Quality เป็นแกนหลัก พร้อมปรับสัดส่วนตามสภาวะตลาด เพื่อสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง

โอกาสในการลงทุนไปกับนโยบาย Lief US Selective

  • ไม่พลาดทุกโอกาส เพราะเลือกหุ้นจากทั้งตลาดสหรัฐกว่า 5,000 ตัว
  • AI เสริมศักยภาพ ระบบ “ARES” ประยุกต์นวัตกรรม AI เข้ากับการคัดเลือกหุ้นเชิงพื้นฐาน คัดเหลือ 250 ตัว
  • TOP 10 Focus หลังจากนั้นเลือกลงทุนเฉพาะหุ้น 10 อันดับแรกที่มีศักยภาพสูงสุด
  • มั่นใจ ไม่มีหลุด ทีมผู้จัดการกองทุน ตัดสินใจในเชิงคุณภาพเป็นขั้นตอนสุดท้าย เชคปัจจัย Forward looking
  • สดใหม่เสมอ ปรับพอร์ตทุก 3 เดือน ให้ได้หน้าหุ้นที่พร้อมเติบโต แต่ไม่แพงจนเกินไป ไม่ตกเทรนด์
  • ผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว 12–15% ต่อปี
  • กำลังมองหาโอกาสลงทุน จากหุ้นเติบโต เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลงทุนได้ระยะกลาง – ยาว รับความผันผวนได้สูง จากหุ้นรายตัว หรืออาจจะมีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว แต่ต้องการหา Alpha เพิ่มเติม     
  • เริ่มต้น 1 ล้านบาท
                                        

นโยบาย Lief US Momentum

  • ต่อยอดมาจาก US Selective โดยเพิ่มน้ำหนักในปัจจัย Momentum Score และใช้การวิเคราะห์ความชันของราคา (Slope) เพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง
  • สัดส่วนปัจจัย: เน้น Momentum 60% และ Quality 40%
  • ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ 10 ตัว เช่นกัน แต่มีกรอบระยะเวลาชัดเจน (ประมาณ 6 เดือน)
  • เริ่มต้นลงทุนเพียง 300,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้บริการ
  • ผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 8% ต่อปี ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) หากถือจนครบกำหนดหรือถึงเป้าหมาย

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ หวังว่ามุมมองและข้อมูลที่แบ่งปันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2026

บลจ.ลีฟ มีกลยุทธ์การลงทุนอะไรบ้าง ?

กองทุนที่เราบริหาร มีผลตอบแทนที่ทำได้จริง ดีแค่ไหน ? มีการนำนวัตกรรม AI มาช่วยอย่างไร ?ระหว่างรอวันสัมมนา สามารถเลือกชมรายละเอียด กองทุนที่เราบริหาร เหมาะกับใคร เลือกหุ้นแบบไหน สรุปเข้าใจง่าย คลิกตรงนี้ได้เลย

ดูรายละเอียดกองทุน

หมายเหตุ – ข้อมูล บทวิเคราะห์ ความคิดเห็น หรือมุมมองที่ปรากฏในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นการชักชวน เสนอขาย หรือแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ทางการเงินใดเป็นการเฉพาะ / ข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำไม่สามารถรับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลได้ และข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า / การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุน ฐานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง

Share:

More Posts

AI ทำเงินจริงแค่ไหน / หุ้นเทคฟื้น ไปต่อไหม / Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกไหม ?  | TSL 22 October  26

งบหุ้นเทค Q3 จะเป็นบทพิสูจน์ว่า AI “สร้างกำไรจริง” ได้แค่ไหน ขณะที่ Fed ภายใต้ Kevin Warsh กำลังเปลี่ยนวิธีสื่อสารกับตลาด และอาจทำให้ Bond Yield ผันผวนกว่าที่เคย

เฟดขึ้นดอก หุ้นจะไปต่อไหวไหม? / หุ้นร่วง ทอง,พันธบัตร อันไหนถือดีกว่า?  | TSL 21 October  26

Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย แต่ประวัติศาสตร์บอกว่า “ความเร็ว” สำคัญกว่าการขึ้นครั้งแรก ขณะที่ตลาดหุ้นหลังขึ้นแรงหลายปี เริ่มต้องถามใหม่ว่า ถ้าเกิด Sell-off ควรใช้สินทรัพย์อะไรป้องกันพอร์ต

AI บูมต่อหรือฟองสบู่แตก? / ถึงเวลาเพิ่มพันธบัตรในพอร์ต?  | TSL 20 October  26

AI ยังไม่ใช่ Dot-Com รอบใหม่ แต่ “ผู้ชนะ” อาจไม่ใช่หุ้นชิปเสมอไป ขณะที่ Bond Yield เหนือ 5% ทำให้ตราสารหนี้กลับมาน่าสนใจ และพอร์ต 60/40 อาจกลับมามีบทบาทอีกครั้ง

กลยุทธ์ลงทุน / อย่าตื่นตระหนก อย่าโลภ | TSL 19 October  26

กำไร S&P 500 ไตรมาส 3 จ่อโต 29% ขณะที่ Tech ยังนำตลาดจาก AI แต่คำถามใหญ่คือ “กำไรจะกระจายออกจากหุ้นเทคได้หรือไม่” และนักลงทุนจะรักษาวินัยอย่างไรเมื่อความผันผวนกลับมา

Join Shortlister

อัพเดทภาวะการลงทุน พร้อมแนวโน้มตลาด คัดเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้

The Shortlister

Example Subtitle

Example Title

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Mauris tempus nisl vitae magna pulvinar laoreet. Nullam erat ipsum, mattis nec mollis ac, accumsan a enim. Nunc at euismod arcu. Aliquam ullamcorper eros justo, vel mollis neque facilisis vel.

Scroll to Top