เมื่อเงินเฟ้อ และดอกเบี้ย จะสูงไปอีกนาน กลยุทธ์เดิม ๆ ก็ใข้ไม่ได้อีกต่อไป

เราคุยกันเรื่องลงทุนเตรียมเงิน กันมาพอสมควร วันนี้เรามาวางแผนใช้เงินกัน
ต้องยอมรับว่าโลกเราทุกวันนี้ปั่นป่วน แตกแยกมากขึ้นทุกที ผลคือ เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง Higher for longer ซึ่งถ้ายิ่งยาว ยิ่งกระทบต่อแผนการใช้เงินในช่วงบั้นปลายแน่นอน บทความนี้จะทำให้เพื่อน ๆ เห็นภาพล่วงหน้า วางแผนได้ง่ายและมั่นใจมากขึ้นครับ
ถ้าที่ผ่านมา เพื่อน ๆ ยังไม่ได้คิดถึงแผนเกษียณเลย มันดูยากและไกลตัวเกินไป วันนี้ผมขอย่อให้เหลือแค่ 3 อย่างคือ
- เงินพอใช้ไหม?
- เสี่ยงเกินไปหรือเปล่า? และ
- คุณภาพชีวิตหลังเกษียณจะอยู่ประมาณไหน?
ซึ่งถ้าเราให้น้ำหนักกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป กลยุทธ์เกษียณก็อาจวิ่งไปอยู่ที่ความ “สุดโต่ง” ด้านใดด้านหนึ่งได้
สุดโต่งที่ 1 : สาย Play Safe เงินต้นไม่แตะ งอกมาเท่าไร ก็ใช้เท่านั้น
แนวคิดนี้ฟังดูปลอดภัยที่สุด และในทางคณิตศาสตร์ก็ตรงไปตรงมามาก เรามีเงินต้นก้อนหนึ่ง เอาไปลงทุน แล้วใช้เฉพาะดอกเบี้ย ปันผล หรือกระแสเงินสดที่งอกออกมา ส่วนเงินต้นห้ามแตะเด็ดขาด
ข้อดีคือ โอกาสที่เงินต้นจะหมดแทบไม่มี Morningstar ถึงกับให้ชื่อกลยุทธ์แบบ “Just spend income” คะแนนเต็ม 10/10 (สำหรับผม 10/10 ถือว่าดีที่สุดนะ ไม่ใช่ 2/10 … แซว) ทั้งในด้านการป้องกันเงินหมดก่อนเสียชีวิต และการลด Sequence of Returns Risk (ผลตอบแทนในอนาคตน้อยลง เพราะเงินต้นหายไปอย่างมาก) เพราะเราไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ในช่วงตลาดตก
แต่ปัญหาคือ เราอาจรักษาเงินไว้ได้ดีมาก จนสุดท้าย เงินเหลือ แต่ไม่ได้ใช้ชีวิต
เพราะรายได้จากการลงทุนไม่ได้สม่ำเสมอทุกปี บางช่วงดอกเบี้ยต่ำ บางปีบริษัทลดเงินปันผล และบางครั้งเศรษฐกิจเกิดวิกฤตจน Cash Flow หายไปพร้อม ๆ กัน ยกตัวอย่างว่าในช่วงโรคระบาด เงินปันผลก็เคยลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
เซฟเกินไป ก็เสียโอกาส
โดยเฉพาะโลกการลงทุนทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่หุ้นปันผลดี ๆ เท่านั้น บริษัทที่สร้าง Wealth ให้ผู้ถือหุ้นจำนวนมากกลับอยู่ในกลุ่ม Growth ซึ่งอาจจ่ายปันผลน้อย หรือไม่จ่ายเลย หากเราบังคับตัวเองว่ารายได้หลังเกษียณต้องมาจาก Dividend หรือ Interest เท่านั้น เราก็อาจต้องจัดพอร์ตเพื่อ “สร้างกระแสเงินสด” มากเกินไป จนพลาดโอกาสการเติบโตของเงินต้นในระยะยาว
และที่สำคัญเพื่อให้รายได้จากดอกผลมากพอใช้ วิธีนี้ยังต้องการเงินต้นค่อนข้างมากด้วย
สมมติอยากใช้เดือนละแสน ปีละ 1.2 ล้านบาท หากพอร์ตสร้าง Cash Yield ได้ 3% คุณต้องมีเงินต้นประมาณ 40 ล้านบาท !! โดยยังไม่คิดเรื่องภาษี ค่าธรรมเนียม และเงินเฟ้อในอนาคต
เก็บเงินไว้เยอะขนาดนี้ แล้วจะได้ใช้กี่โมง ?
ทางสุดโต่งแรกนี้ จึงเต็มไปด้วยความอดทน เก็บมาก็ต้องเยอะ แถมยังมั่นใจไม่ได้ว่าจะมีเงินใช้ทุกปีอีก จะเหนื่อยไปมั๊ย

สุดโต่งที่ 2 : ขอมีใช้ก่อน พอไม่พอค่อยว่ากัน ป.ต.อ.ด.น
อีกด้านหนึ่งคือ ไม่ได้สนใจมากว่าปีนี้พอร์ตจะบวกหรือลบ เรากำหนดเลยว่าจะถอนเงินออกมาใช้เท่าไรทุกปี แนวคิดที่คนรู้จักกันมากที่สุดคือ 4% Rule (ถอนปีละ 4% +เงินเฟ้อ)
ข้อดีคือ ง่าย
ไม่ต้องมานั่งคิดทุกปีว่า หุ้นขึ้นไหม ทองลงหรือเปล่า ปีนี้ปันผลเท่าไร เรารู้คร่าว ๆ ว่ามีงบใช้เท่าไร และสามารถวางแผนชีวิตได้ง่ายกว่า
แต่ความง่ายนี้มีต้นทุนซ่อนอยู่ เพราะระบบไม่ได้สนใจว่า “ตลาดกำลังเกิดอะไรขึ้น”
ปัญหาสำคัญที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า Sequence of Returns Risk
หากบางคนโชคร้าย เจอตลาดตกในช่วงต้นของการเกษียณและยังต้องถอนเงินออกมาใช้ เมื่อเราต้องขายสินทรัพย์ตอนราคาต่ำ เงินจำนวนนั้นก็ไม่มีโอกาสอยู่รอวันที่ตลาดฟื้น อีกต่อไป การขาดทุนก็มีผลของการทบต้นด้วยเช่นกัน
Morningstar ทดลองผ่าน Monte Carlo Simulation โดยใช้พอร์ตหุ้น 70% / Bond 30% และ Withdrawal Rate 4% พบว่า ในกรณีพื้นฐาน โอกาสที่เงินจะเหลือพอใช้ภายในช่วงเกษียณ 30 ปีอยู่ที่ประมาณ 78.37% แต่ตัวเลขที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เมื่อจำลองให้ 10 ปีแรกของการเกษียณเจอกับผลตอบแทนที่แย่ที่สุด ตามสถิติในอดีต โอกาสรอด เหลือเพียง 1.63% เท่านั้น
ยิ่งถ้าเจอเงินเฟ้อสูงพร้อมกัน (ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแนวโน้ม Deglobalization) ปัญหาจะยิ่งหนัก เพราะเราต้องถอนเงินเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาระดับคุณภาพชีวิต ในขณะที่มูลค่าพอร์ตอาจกำลังลดลงพอดี 4% Rule จึงดูเหมือนง่าย แต่กลับมีความเสี่ยงมากที่สุดใน 3 แผน คือ เงินจะไม่พอใช้ทันที เมื่อเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลตอบแทนตลาดต่ำ / เงินเฟ้อสูง /หรือระยะเวลาหลังเกษียณยาวกว่าที่คาดไว้
แล้วจะเอายังไงดี?
ถ้าด้านหนึ่งคือ “เงินต้นห้ามแตะ” อีกด้านคือ “ถอนตามสูตรไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไร”ผมคิดว่าคำตอบคือการผสมกัน ระหว่างสองเรื่องนี้นั่นคือ Bucket Strategy หรือกลยุทธ์ 3 ตะกร้า
แนวคิดคือ เราไม่จำเป็นต้องบังคับเงินทุกบาทในพอร์ตให้ทำหน้าที่เหมือนกัน แต่แบ่งเงินตาม “เวลาและวัตถุประสงค์ที่จะใช้”
- ตะกร้าแรก เป็นเงินที่ต้องใช้ในระยะใกล้ จึงเน้นสภาพคล่องและความผันผวนต่ำ
- ตะกร้าที่สอง เป็นเงินสำหรับช่วงกลาง อาจลงทุนในตราสารหนี้ สินทรัพย์สร้าง Income หรือสินทรัพย์ที่มีความผันผวนระดับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีตัวเลือกมากขึ้น ไม่น่าเบื่อเหมือนก่อน
- ส่วนตะกร้าที่สาม เป็นเงินระยะยาวที่ยังไม่ต้องใช้ สามารถปล่อยให้ลงทุนใน Growth Assets เพื่อให้เงินเติบโตต่อไปได้อีกหลายปี
Morningstar อธิบายว่า ข้อดีสำคัญของ Bucket Strategy คือ หากตลาดหุ้นเกิด Bear Market เราสามารถใช้เงินจากตะกร้าระยะสั้นไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายหุ้นที่กำลังขาดทุนออกมา และค่อยเติมเงินกลับเข้าตะกร้าระยะสั้นภายหลังเมื่อตลาดฟื้น
นี่คือวิธีคิดเดียวกับ Dynamic Allocation ที่ผมนำมาใช้ในการบริหารเงินเพื่อเกษียณใน Lief Kasian System
แทนที่จะถามแค่ว่า “พอร์ตต้องได้ผลตอบแทนเท่าไร” เราต้องถามก่อนว่า
เงินก้อนนี้มีหน้าที่อะไร และจะต้องใช้เมื่อไร
เพราะเงินที่จะใช้ปีหน้า กับเงินที่จะใช้ในอีก 15 ปีข้างหน้า ไม่ควรถูกลงทุนด้วยวิธีเดียวกัน
ข้อดีอีกอย่างของระบบ 3 ตะกร้าคือ เราสามารถ ทยอยปรับสัดส่วนระหว่างทาง ได้ เมื่อเวลาผ่านไป เงินระยะยาวก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเงินระยะกลาง และเงินระยะกลางก็จะกลายเป็นเงินที่เตรียมไว้ใช้
แต่ 3 ตะกร้าก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยง
ถ้าจัดสัดส่วนผิด อาจเกิดภาวะ Overinvest เอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป เพราะอยากให้พอร์ตโตเร็ว เราอาจมีสภาพคล่องไม่พอใช้เมื่อเกิดวิกฤต และสุดท้ายถูกบังคับให้ขายสินทรัพย์ในเวลาที่แย่ที่สุด หนีไม่พ้น Sequential return risk
ในทางกลับกัน ถ้า Underinvest กลัวเกิน จนถือเงินสดหรือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมากเกินไป เงินอาจดูปลอดภัยวันนี้ แต่กลับโตไม่ทันเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายในอีก 10–15 ปีข้างหน้า
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีไหน มีเรื่องหนึ่งที่ช่วยให้ทุกสูตรง่ายขึ้นเหมือนกัน คือ“เตรียมตัวให้เร็วที่สุด”
ยิ่งเริ่มลงทุนเร็ว เงินยิ่งมีเวลาทำงานนาน เงินต้นที่ต้องลงเองยิ่งน้อย และเมื่อถึงวันเกษียณ เราก็มีทางเลือกมากขึ้น
แต่ถ้าเราเริ่มต้นช้าและเงินไม่พอ ต่อให้มีกลยุทธ์เกษียณที่ดีที่สุดในโลก ทางเลือกของเราก็จะถูกจำกัดลงไปเรื่อย ๆ กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว
พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA
CEO & Founder, Lief Capital AM
Youtube : Phongthorn TV




