US Momentum Season 1 ปิดฉากด้วยผลงานโดดเด่น หลังสามารถบรรลุเป้าหมายผลตอบแทน 8% ได้ภายในเพียง 14 วันสะท้อนจังหวะการลงทุนที่ลงตัว ทั้งการฟื้นตัวของหุ้น Growth กระแส AI ที่ยังแข็งแกร่ง และการคัดเลือกหุ้น Momentum ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือภาพรวมตลาดได้อย่างชัดเจน
US Momentum Season 1: 14 วันถึงเป้าหมาย 8% เพราะอะไร?


เพียง 14 วัน หลังเริ่มลงทุน Lief US Momentum Season 1 สามารถบรรลุเป้าหมายผลตอบแทน 8% และปิดรอบการลงทุนแรกได้สำเร็จ
หากนับตั้งแต่เริ่มจัดพอร์ตวันที่ 7 กรกฎาคม พอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 14.8% ในช่วงที่ Benchmark และดัชนี Momentum หลายตัวไม่ได้ปรับขึ้นในระดับเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “ตลาดขึ้น พอร์ตก็ขึ้น”
แต่เป็นจังหวะที่ ปัจจัยมหภาคเริ่มผ่อนคลาย พร้อมกับหุ้นที่พอร์ตเลือกไว้กำลังเข้าสู่ช่วง Earnings และ Price Momentum ที่แข็งแกร่งพอดี
จากตลาดกลัวดอกเบี้ย สู่เงินไหลกลับเข้าหุ้น Growth
ก่อนหน้านี้ตลาดกังวลทั้งราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่ Fed อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย
แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดแรงงานเริ่มชะลอ และ Fed เลือกคงดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม
ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจึงลดลง และเงินลงทุนเริ่มกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะ Growth Stock และ Technology
นี่คือสภาพแวดล้อมที่หุ้น Momentum ได้ประโยชน์โดยตรง
เพราะเมื่อตลาดกลับมา “กล้ารับความเสี่ยง” เงินมักไหลเข้าสู่หุ้นที่กำไรเติบโตดีและราคากำลังแข็งแกร่งอยู่แล้วก่อน
AI ยังลงทุนจริง ไม่ใช่แค่กระแส
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ AI CAPEX
Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon ยังคงเดินหน้าลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดกลับมาเชื่อมั่นใน Semiconductor และบริษัทที่อยู่ใน AI Supply Chain
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ก็แข็งแกร่งกว่าคาด
ประมาณ 85% ของบริษัทใน S&P 500 ที่ประกาศงบ Q2/2026 สามารถทำกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด
กำไรเติบโตประมาณ 51.6% YoY และแม้ตัดรายการพิเศษบางส่วนออก การเติบโตยังอยู่ในระดับประมาณ 31.1% YoY
เมื่อกำไรโตเร็วกว่าราคาหุ้น Valuation ก็เริ่มดูสมเหตุสมผลขึ้น
Forward P/E ของตลาดลดลงจากบริเวณ 23–24 เท่า มาอยู่ใกล้ 21 เท่า แม้ตลาดจะทำระดับสูงใหม่
ตลาดจึงเริ่มกลับมาโฟกัสที่คำถามสำคัญที่สุดอีกครั้งว่า
“บริษัทไหนกำลังเติบโตจริง?”
ถอดรหัส หุ้นซุปเปอร์สตาร์จากซีซั่น 1

SMCI: เมื่อ AI Demand กลายเป็นกำไรจริง
หนึ่งในหุ้นที่สร้างความแตกต่างให้ Season 1 คือ Super Micro Computer หรือ SMCI
ณ วันที่ 14 สิงหาคม หุ้นสร้างผลตอบแทนให้กลยุทธ์ประมาณ 38.86%
ตัวเร่งสำคัญมาจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะ AI Backlog ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ และ Gross Margin ที่ขึ้นมาอยู่ประมาณ 17.5%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Demand จาก AI Infrastructure ยังแข็งแกร่ง และบริษัทสามารถเปลี่ยน Demand ดังกล่าวให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้จริง
เมื่อพื้นฐานดีขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่มี Momentum อยู่แล้ว แรงซื้อจึงยิ่งเร่งตัวขึ้น
RCMT: ผู้ชนะที่ซ่อนอยู่หลัง Data Center Boom
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ RCM Technologies หรือ RCMT ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กลยุทธ์ประมาณ 25.28%
RCMT ไม่ใช่หุ้น AI โดยตรง แต่ธุรกิจ Engineering ของบริษัทได้รับประโยชน์จากโครงการพลังงานและ Data Center ที่เพิ่มขึ้น โดยเติบโตประมาณ 49% YoY
เมื่อรายได้และกำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ Valuation ยังไม่สูง ราคาหุ้นจึงถูก Re-rate อย่างรวดเร็วหลังประกาศงบ
นี่คือจุดสำคัญของกลยุทธ์ Momentum
ผู้ชนะจาก AI ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ Nvidia หรือหุ้น Big Tech
แต่สามารถเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง Data Center, Power Infrastructure และ AI Ecosystem ได้เช่นกัน
สูตรสำเร็จของ US Momentum Season 1

ความสำเร็จของ Season 1 จึงเกิดจากการประกอบกันของ 3 เรื่อง
ตลาดเริ่มผ่อนคลาย
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยลดลง
Fundamental แข็งแกร่ง
Earnings ของบริษัทสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด
เลือกหุ้นที่ Momentum นำตลาด
เมื่อเงินกลับเข้าสู่ Growth หุ้นผู้ชนะเดิมจึงยิ่งมีแรงส่งมากขึ้น
หัวใจของกลยุทธ์ US Momentum จึงไม่ใช่การพยายามทายว่า S&P 500 พรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง
แต่คือการค้นหาว่า
“ถ้าตลาดกำลังขึ้น หุ้นตัวไหนจะวิ่งได้แรงกว่าตลาด?”
โดยคัดหุ้นจากจักรวาลหุ้นสหรัฐฯ หลายพันบริษัท ก่อนผสมการวิเคราะห์เชิง Quantitative เข้ากับการประเมิน Forward-looking ของผู้จัดการกองทุน แล้วเลือกหุ้นประมาณ 10 ตัวเข้าพอร์ต
Season 1 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเลือกถูกทั้ง จังหวะ + หุ้น + ปัจจัยพื้นฐาน ผลตอบแทนของพอร์ตสามารถแตกต่างจากตลาดได้อย่างชัดเจน
แล้ว Momentum ยังไปต่อได้หรือไม่?

ภาพข้างหน้ายังมีปัจจัยสนับสนุนอยู่
AI CAPEX ยังแข็งแกร่ง Earnings ยังเติบโต ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเริ่มลดลง
หากสถานการณ์ราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่กลับมารุนแรง ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับ Earnings มากขึ้น และหุ้นที่มีทั้ง Quality + Growth + Momentum มีโอกาสเป็นกลุ่มที่ได้รับเม็ดเงินก่อน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Season 1 ที่บรรลุเป้าหมายภายใน 14 วัน ไม่ได้หมายความว่า Season 2 จะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกัน
Momentum สามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงตลาดมีทิศทางชัด แต่ก็มีความผันผวนและสามารถกลับทิศได้รวดเร็วเช่นกัน
สิ่งที่ Season 1 พิสูจน์จึงไม่ใช่ว่า Momentum จะชนะทุกครั้ง
แต่คือ
เมื่อราคาหุ้นกำลังขึ้น กำไรกำลังโต และเงินกำลังไหลเข้าหาผู้ชนะในเวลาเดียวกัน การเลือกหุ้นให้ถูกตัว สามารถสร้างความแตกต่างจากตลาดได้อย่างมาก
และนั่นคือเรื่องราวเบื้องหลัง 14 วันที่พา US Momentum Season 1 ไปถึงเป้าหมาย 8%
จากความสำเร็จของ US Momentum Season 1 ที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างโดดเด่น วันนี้กลยุทธ์ดังกล่าวกำลังเดินหน้าสู่บทใหม่กับ Lief US Momentum Season 2 ที่ยังคงมุ่งค้นหาหุ้นผู้ชนะในตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางโอกาสจาก Earnings, AI และกระแสเงินที่ยังไหลเข้าสู่หุ้น Momentum




