สรุปกลยุทธ์การลงทุนหุ้นรายตัวในสหรัฐฯ ของ Lief Capital ที่นำนวัตกรรม AI โมเดล “ARES” มาทำงานร่วมกับผู้จัดการกองทุนเพื่อคัดกรองหุ้นจาก 5,000 ตัว เหลือเพียง 10 ตัวที่ “ดีที่สุด” ในแต่ละไตรมาส เผยเบื้องหลังผลตอบแทนเกือบ 40% ในรอบ 1 ปี และกลยุทธ์การปรับพอร์ตเชิงรุกที่ช่วยให้ชนะดัชนี Nasdaq ได้ถึง 17% ในช่วงที่ตลาดผันผวน พร้อมมุมมองโอกาสในกลุ่ม Growth ที่ราคาเริ่มน่าสนใจอีกครั้ง
“อยากลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แต่ไม่รู้จะเลือกตัวไหนจาก 5,000 บริษัท? ให้ ‘ARES’ เทพแห่งสงครามการลงทุนจาก Lief Capital เป็นผู้ช่วยตัดสินใจ! พบกับมิติใหม่ของการลงทุนที่ผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและพลังการประมวลผลของ AI ที่แม่นยำ จนสร้าง Alpha (ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม) ชนะตลาดได้อย่างโดดเด่น ทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะที่กลุ่ม Growth กำลังกลับมา? และความลับของ 10 หุ้นที่ AI เลือกคืออะไร? หาคำตอบได้ในโพสต์นี้ครับ”
นโยบาย US Selective คืออะไร? คือกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นรายตัวในสหรัฐอเมริกาแบบเน้นคุณภาพ (Quality) โดยมุ่งเป้าไปที่หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความมั่งคั่งระยะยาวและเป้าหมายการเกษียณ โดยใช้วิธีการคัดเลือกที่ผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และเชิงปริมาณ (Quantitative) ผ่านนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเอง
กลไกเครื่องจักร AI “ARES” ARES เป็นชื่อโมเดล AI ของ Lief Capital ที่ซุ่มพัฒนามานานกว่า 3-4 ปี โดยมี 2 เครื่องมือหลักในการทำงาน:
- Expert System: คัดกรองหุ้นจากจักรวาลหุ้นสหรัฐฯ ประมาณ 4,500 – 5,000 ตัว (ดัชนี VTI) ให้เหลือเพียง 250 ตัวที่เป็น “หัวกะทิ” (Top 5%) โดยดูจากงบการเงินที่แข็งแกร่ง เช่น ROE ต้องสูงและมีความเสถียรย้อนหลังอย่างน้อย 6 ปี
- AI Ranking ARES: นำ 250 ตัวที่ผ่านเข้ารอบมาจัดลำดับความน่าสนใจผ่าน 3 ปัจจัยหลักคือ:
- Fundamental: ดูความสามารถในการทำกำไรและ Profit Margin อีกครั้งในมุมมอง AI
- Momentum: วิเคราะห์รูปแบบราคาเพื่อหาหุ้นที่กำลังฟื้นตัวหรือเติบโตโดดเด่น เพื่อไม่ให้ต้องรอนานเกินไป
- Valuation: พิจารณาความเหมาะสมของราคา เช่น PE และ P/Sales เพื่อหาจุดเข้าที่ได้เปรียบ
กระบวนการคัดเลือกขั้นสุดท้าย หลังจาก AI จัดลำดับหุ้นมาแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะตรวจสอบอีกครั้งเพื่อเลือก 10 ตัวที่ติดอันดับบนสุด โดยพิจารณาจากมุมมองไปข้างหน้า (Forward Looking) และโอกาสการเติบโตที่เป็นจริงได้ในไตรมาสถัดไป โดยจะมีการปรับพอร์ตทุกไตรมาส (Quarterly Rebalance) ตามรอบการประกาศงบการเงิน
ผลการดำเนินงานที่พิสูจน์ได้จริง (Actual Performance)
- ในรอบเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา (17 มี.ค. 2568 – มี.ค. 2569) โมเดล ARES สร้างผลตอบแทนได้ถึง 39.57% (ในหน่วย USD) ชนะดัชนี VTI ประมาณ 12% และชนะ Nasdaq เกือบ 20%
- ในไตรมาสล่าสุด กลยุทธ์นี้สามารถทำผลตอบแทนชนะ Nasdaq ได้ถึง 17% เนื่องจาก AI ตรวจพบสัญญาณ Sector Rotation และแนะนำให้ลงทุนในกลุ่ม Value Industrial เช่น หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน Data Center (เช่น Vertiv และ Sterling) ที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์ AI
มุมมองตลาดและโอกาสการลงทุนในปัจจุบัน ปัจจุบันพบว่าหุ้นกลุ่ม Growth เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาปรับตัวลงมาจน Valuation ต่ำกว่าความคาดหวังของตลาด (จากความกังวลเรื่อง AI Disruption) ขณะที่กำไรยังเติบโตดี ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่ม Value เริ่มมีราคาตึงตัว (Expensive) โมเดล ARES จึงเริ่มกลับมาให้น้ำหนักในหุ้นกลุ่ม Large to Mega Cap มากขึ้นในไตรมาสนี้
เงื่อนไขการลงทุน
- เงินลงทุนเริ่มต้น: 1 ล้านบาท
- ค่าธรรมเนียม: Front-end 1%, Management Fee 1.5% ต่อปี และ Performance Fee 10% (High Water Mark)
- เหมาะสำหรับ: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ต้องการหุ้นสายเติบโตเพื่อเป็นส่วนประกอบหลักในพอร์ตเกษียณ หรือต้องการหา Alpha ให้กับพอร์ตการลงทุนเดิม





