ถือเงินสดตอนนี้ คือความเสี่ยง ?
คำถามที่เจอบ่อยมากตอนนี้ คือ กำไรอ่ะมี แต่ขายแล้วจะหมูไหม ?
ก่อนหน้านี้มียุค FOMO (fear of missing out) กลัวตกรถ แต่หลังจากตลาดหุ้นกระทิงวิ่งขึ้นต่อเนื่องหลายปี ตอนนี้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะ “FOGO” — Fear of getting out แทน คือ กลัวขายแล้วหุ้นขึ้นต่อ กลัวพลาดขาขึ้นรอบถัดไป
ก็ไม่ได้ผิดที่คิดอย่างงั้น เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Buy the dip คือกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด
จากที่ผมทยอยแนะนำมาตลอดว่า ถ้ากลุ่มไหนหรือหุ้นตัวใด กำไรขึ้นมามาก 50–80% ภายในระยะเวลาไม่นาน โดยเฉพาะหุ้นที่ถูก rerating จาก AI narrative อย่างรวดเร็ว ก็ควรเริ่มทยอยลดความร้อนแรงลงบ้าง กระจายไปสินทรัพย์หรือกลุ่มที่ valuation ยังพอรับได้ เพราะเวลาตลาด reprice ความคาดหวังกลับลงมา มักจะลงเร็วพอ ๆ กับตอนขึ้น
ช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นภาพนี้ชัดขึ้นแล้ว
บางคนกำไรจาก +20% เหลือ +2% ภายในไม่กี่วัน ทั้งที่พื้นฐานธุรกิจหุ้นที่ถืออาจไม่ได้เปลี่ยนเลย
คำถามสำคัญคือ:
ขายออกมาแล้วควรถือเงินสดเลยไหม?
คำตอบคือ: ได้ และ
ไม่ใช่แค่ “ทำได้” แต่ในภาวะแบบนี้ นักลงทุนควรมี “cash management plan” ล่วงหน้าด้วยซ้ำ
เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดในตลาดช่วงนี้ อาจไม่ใช่ความผันผวน แต่คือ “การไม่มีแผนที่ยืดหยุ่นพอ”
ล่าสุด T. Rowe Price ออกบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจมาก โดยชี้ว่า ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกถือเงินสดในระดับสูง หลังจากกังวลทั้งเรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ ราคาหุ้นที่อยู่ในโซนแพง และทิศทางดอกเบี้ยจะกลับไปขาขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง เงินสดที่รออยู่ข้างสนามจำนวนมหาศาล อาจกลายเป็น “เชื้อเพลิง” ของตลาดรอบถัดไปได้เช่นกัน
ปัญหาคือ นักลงทุนส่วนใหญ่มักทำ 2 อย่างผิดพร้อมกัน:
- ไม่ขายเลย ถือหุ้นจนกำไรหาย
- หรือขายแล้วไม่กล้ากลับเข้าไปลงทุนอีก
สุดท้ายเลยกลายเป็น “พลาดทั้งขาขึ้น และขาลง” เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเป็นผู้ชนะในตลาดตอนนี้ ต้องแก้ 2 ข้อข้างบนให้ได้
แก้ข้อ 2 ด้วยสถิติก่อน
จากข้อมูลหุ้นสหรัฐ S&P500 ตอนตลาดปรับฐานจากภาพ จะช่วยให้วางแผนและเห็นผลลัพธ์การถัวได้ดีมาก สรุป ๆ สั้นได้ว่า ยิ่งตลาดปรับตัวลงแรงเท่าไหร่ หลังจากนั้น 6 และ 12 เดือน ภาพของการฟื้นตัวและความเสี่ยง จะดีกว่าการถือลงทุนช่วงเวลาปกติในทุกกรณี และยิ่งลงลึก ยิ่งคุ้มค่าการรอคอย โอกาสขาดทุนลดลง เช่น ถ้ารอจนหุ้นลงได้ -20% ผลตอบแทน 12 เดือนเฉลี่ยคือ 17.3% และโอกาสจบด้วยการขาดทุนอยู่ที่ 10.8% เทียบกับ ภาวะตลาดปกติที่ กำไร 12.8% และโอกาส 21.6% จบที่ขาดทุน
เพราะฉะนั้น การรอก็ถือว่าคุ้มค่าเลย

ส่วนข้อ 1 “แก้คัน”ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
นั่นคือ กองทุนตลาดเงิน + ขาย Put option คือ หลังจากขายกำไรบางส่วนออกมาแล้ว เอาไปหากำไรต่อด้วยดอกเบี้ย 2-3% จากตราสารหนี้สั้น ๆ และกินพรีเมี่ยมจาก options ระหว่างรอหุ้นลง ถ้าตามตัวอย่างจะอยู่ที่ 4-5% ต่อปี และค่อยกลับเข้าตลาดหุ้นหลังจากปรับฐานมาถึงจุดที่ต้องการ (จิ้มเอาจากตารางได้เลย)

สิ่งที่ผมมองว่าสำคัญมากในช่วงนี้ คือการแยกให้ออกระหว่าง:
“การขายเพราะกลัว” กับ “การลดความเสี่ยงอย่างมีระบบ”
สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวต่างกันมาก
ตลาดตอนนี้อยู่ในช่วงที่:
- งบหุ้น earnings ยังแข็งแรง
- แต่ valuation หลายกลุ่มเริ่มเต็ม
- การเคลื่อนไหวของผลตอบแทนจะกว้างมากขึ้น
- หุ้นดีเชิงพื้นฐาน (Semi) กับ หุ้นที่ขึ้นเพราะ narrative (อวกาศ AI) จะเริ่มแยกจากกันชัดขึ้น
นั่นแปลว่า การขายกำไร take profit มาถือเงินสดบางส่วน ไม่ใช่การ “มองลบ” แต่คือการซื้อ “โอกาส” เพิ่มให้พอร์ตเราสามารถเลือก ทางเลือกของการเติบโตได้กว้างขึ้น (ไปเลือกตัวอื่นบ้าง) หรือราคาเหมาะสมมากขึ้น (ตัวเดิมแต่รอราคาลงกว่านี้)
เพราะในภาวะที่ตลาดผันผวนสูง คนที่มี cash และมีแผน มักได้เปรียบกว่าคนที่ fully invested ตลอดเวลา
โดยเฉพาะถ้าเรากำลังเข้าสู่ช่วง ตลาดยังขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะขึ้นเหมือนกัน เพราะปัจจัย Macro ยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดในไตรมาส 2 – 3 นี่ ได้ก่อนที่งบรอบหน้าจะออก
วางแผนลงทุนครึ่งปีหลังยังไงดี ? มาพบกันที่งานสัมมนา In Outlook we trust 26 มิ.ย.26 เวลา 14.00 ที่เราจะสรุปทุกมุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก และ บลจ.ลีฟแคปปิตอล มาไว้ใน 2 ชั่วโมง รับรองว่าได้ข้อมูลนำไปปรับพอร์ตครึ่งปีหลังกันแน่นอน
ลงทะเบียนเลย







