Lief App Download

AI ย้ายจาก Training สู่ Inference / AI ขยายจาก Chip สู่ทุก Infrastructure | สรุป TSL 21 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนว่า AI กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ จากเดิมที่ตลาดโฟกัสการสร้างโมเดลและการลงทุน Training ไปสู่การใช้งานจริง หรือ Inference ในองค์กร ซึ่งจะทำให้ความต้องการประมวลผล Token, Data Center, Memory, Network และพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ฝั่ง Goldman Sachs มองว่าผู้ชนะรอบต่อไปอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปหลัก แต่รวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ขณะที่ Columbia Threadneedle ชี้ว่าเม็ดเงินลงทุน AI กำลังไหลจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ ไปสู่ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักร และบริษัทที่สามารถเปลี่ยนความต้องการ AI ให้เป็นกระแสเงินสดและกำไรจริง

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • Wall Street อ่อนตัวเล็กน้อย ก่อนงบ Alphabet–Tesla โดยตลาดกำลังทดสอบว่าเงินลงทุน AI Capex / Data Center จะเริ่มสร้างรายได้และผลตอบแทนจริงได้หรือยัง หุ้นที่ตอบโจทย์ได้จะมีโอกาสถูกให้รางวัล ส่วนหุ้นที่ยังเผาเงินอาจถูกลงโทษแรง
  • ความเสี่ยงสหรัฐฯ–อิหร่านยังสูง หลังยิงกันต่อเนื่องวันที่ 9 และมีเหตุเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่เสี่ยง นักลงทุนจึงจับตาช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อ แต่ตลาดยังไม่ Panic เพราะทั้งสองฝ่ายยังเปิดช่องเจรจา
  • Google ทดลองฝังโครงสร้าง Gemini ลงชิป เพื่อลดการใช้พลังงานต่อ Token ได้มากกว่า TPU รุ่นปัจจุบัน 6–10 เท่า สะท้อนว่าคอขวด AI กำลังย้ายจาก “มีชิปพอไหม” ไปสู่ “ประมวลผลได้คุ้มพลังงานแค่ไหน”
  • โมเดล Kimi K3 ของจีนอาจกด Premium หุ้น GPU บางส่วน แต่กลับเพิ่มความต้องการ Memory / Networking / Computing เพราะโมเดลที่ใหญ่ขึ้นและ Context Window ยาวขึ้นต้องใช้หน่วยความจำสูงมาก
  • โอกาสลงทุนเริ่มกระจายออกจาก Magnificent 7 ไปยังหุ้นเกาหลี Valuation ต่ำ, หุ้น Memory ที่ Supply ยังตึงตัว และธีมนอก AI เช่น Consumer Experience, Compounder และ M&A ขณะที่ Morgan Stanley มองหุ้น Memory ถูกขายแรงเกินพื้นฐาน เพราะของยังขาดและราคายังขึ้นอยู่

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: AI เปลี่ยนเฟส จากสร้างโมเดล สู่ใช้งานจริง – Goldman Sachs

WHAT HAPPEN

  • AI กำลังเปลี่ยนจากเฟส Training ไปสู่ Inference หรือการนำโมเดลมาใช้งานจริงในองค์กร
  • การใช้ Token เพิ่มขึ้นเร็ว โดยองค์กรที่ใช้ AI หนักเริ่มขยายการใช้งานจากแชตบอตไปสู่งานหลักของธุรกิจ
  • ความต้องการประมวลผลไม่ได้จบที่ GPU แต่ขยายไปยัง ASIC, Memory, Networking, Storage และ Data Center

WHY SHOULD I KNOW

  • Inference เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการใช้งาน AI จึงอาจสร้าง Demand ต่อเนื่องกว่าการ Training โมเดลเป็นรอบ ๆ
  • คอขวดของ AI กำลังขยายจาก “ชิป” ไปสู่ระบบทั้งห่วงโซ่ เช่น Fiber Optics, Optical Networking, Memory และพลังงาน
  • AI Agent และ Agentic Commerce อาจเปลี่ยนทั้งวิธีทำงาน การค้นหาข้อมูล การซื้อขาย และโมเดลโฆษณาออนไลน์

WHAT TO DO NEXT

  • มองหาโอกาสในบริษัทที่รองรับ Inference เช่น Memory, ASIC, Networking, Fiber Optics และ Data Center Infrastructure
  • ไม่ควรซื้อหุ้น AI แบบเหมารวม แต่ต้องดูว่าบริษัทใดแก้คอขวดและสร้างกำไรจากการใช้งานจริงได้
  • จับตาการใช้ Token, การนำ AI Agent ไปใช้ในองค์กร และการ Monetize AI ในแพลตฟอร์มโฆษณา / Software

Paper 2: เมื่อโลกทุ่มเงินสร้าง AI โอกาสกำลังเกิดที่ไหน? – Columbia Threadneedle

WHAT HAPPEN

  • AI กำลังกลายเป็นวัฏจักรลงทุนขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่ชิป ศูนย์ข้อมูล ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์เครือข่าย
  • Columbia Threadneedle มองว่าโลกยังอยู่ในระลอกแรกของ AI คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงที่สุด
  • โอกาสเริ่มขยายจากผู้ผลิตชิปและ Cloud ไปยัง Utilities, Electrical Equipment, Cooling, Industrial Machinery และ Data Center Real Estate

WHY SHOULD I KNOW

  • ความต้องการ GPU ทำให้ทั้งห่วงโซ่ AI ต้องขยายตาม ตั้งแต่ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงการเชื่อมต่อโครงข่าย
  • คอขวด เช่น แรงงานเฉพาะทาง อุปกรณ์ส่งมอบช้า และกำลังไฟฟ้าจำกัด อาจเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของบริษัทที่มีอำนาจต่อรอง
  • การลงทุน AI ระดับใหญ่สามารถสร้าง Crowding Out แย่งไฟฟ้า วัตถุดิบ แรงงาน และเงินทุนจากอุตสาหกรรมอื่น

WHAT TO DO NEXT

  • เลือกบริษัทที่มีอุปสงค์ระยะยาว อำนาจกำหนดราคา และสินค้าทดแทนยาก
  • ระวังบริษัทที่มี Story AI แต่ไม่มีความสามารถเปลี่ยนยอดขายเป็นกำไรและกระแสเงินสด
  • ติดตามคอขวดของ Data Center เช่น Power, Grid Connection, Cooling, Equipment Lead Time และ Margin ของผู้ส่งมอบ

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ AI ยังไม่จบ แต่เกมกำลังเปลี่ยนจากการสร้างโมเดล ไปสู่การใช้งานจริงและการสร้างระบบรองรับทั้งห่วงโซ่ Goldman Sachs ชี้ว่า Inference, Token Usage และ AI Agent จะทำให้ความต้องการประมวลผลเพิ่มต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นนอกเหนือจาก GPU เช่น Memory, ASIC, Networking และ Fiber Optics ขณะที่ Columbia Threadneedle มองว่าเม็ดเงินลงทุน AI กำลังไหลไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ไฟฟ้า ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ Data Center กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังลงทุนใน AI ได้ แต่ต้องคัดเลือกผู้ชนะในแต่ละชั้นของ Value Chain โดยเน้นบริษัทที่แก้คอขวดได้จริง มีอำนาจต่อรอง และสามารถเปลี่ยน Demand เป็นกำไรกับกระแสเงินสดได้จริง

AI ย้ายจาก Training สู่ Inference / AI ขยายจาก Chip สู่ทุก Infrastructure | สรุป TSL 21 July 26 Read More »

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม

เคล็ดลับจัดพอร์ตเกษียณด้วย “กลยุทธ์ 3 ตะกร้า”: ให้เงินทำงาน พร้อมรับมือทุกสภาวะตลาด

การเกษียณอายุไม่ใช่จุดจบของการทำงานของเงิน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการบริหารจัดการ “เงินก้อนสุดท้าย” ให้เพียงพอใช้ไปตลอดอายุขัย ท่ามกลางภาวะตลาดปัจจุบันที่มีทั้งข่าวร้ายอย่างความผันผวนสูงจากปัจจัยการเมืองและราคาหุ้น แต่ก็ยังมีข่าวดีจากการเติบโตของนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI และเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลายขึ้น

หัวใจสำคัญของการเกษียณอย่างเป็นสุขไม่ใช่การหาผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่คือ “โอกาสในการรอด” และการอยู่กับตลาดให้ได้นานที่สุด โดยใช้กลยุทธ์แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน (3 Baskets) ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาการใช้งานดังนี้ครับ

ตะกร้าที่ 1: สภาพคล่องเพื่อการใช้จ่าย (5% ของเงินทั้งหมด)

ส่วนนี้คือเงินที่ต้องอยู่ใกล้ตัวที่สุดเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากินอยู่ ค่าสาธารณูปโภค หรือการท่องเที่ยวพักผ่อนเล็กน้อย

  • เป้าหมาย: ความเสี่ยงต่ำมาก สภาพคล่องสูง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: เงินฝากออมทรัพย์ หรือ Money Market Fund (กองทุนรวมตลาดเงิน) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่สุดและถอนมาใช้ได้รวดเร็ว (T+1)
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 1 – 2.5%

ตะกร้าที่ 2: สร้างกระแสเงินสดในระยะกลาง (ประมาณ 40% ของเงินทั้งหมด)

เป็นเงินสำหรับวางแผนใช้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เช่น ทริปท่องเที่ยวใหญ่ หรือการขยับขยายธุรกิจส่วนตัว

  • เป้าหมาย: เน้นสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และราคาไม่ผันผวนรุนแรง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นปันผลสูง (High Dividend Stock) ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) รวมถึง ETF อย่าง SCHD
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 4 – 8% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้

ตะกร้าที่ 3: พลังแห่งการเติบโตระยะยาว (ประมาณ 55% ของเงินทั้งหมด)

นี่คือเงินส่วนที่จะไม่แตะต้องเลยในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อปล่อยให้เงินทำงานและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์โลกในอนาคต

  • เป้าหมาย: เน้นการเติบโต (Growth) เพื่อชนะเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech), AI, ICT หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง รวมถึงการลงทุนในดัชนีอย่าง S&P 500 หรือหุ้นโลก
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 8 – 12% ต่อปี

 

ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 ตะกร้า?

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการแบ่งเงินคือการ “แยกความกังวลออกจากวัตถุประสงค์การใช้เงิน”

  1. ลดความกลัวเมื่อตลาดตก: หากตลาดหุ้นร่วงหนัก 30% คุณจะไม่ต้องตกใจขายหุ้นในตะกร้าที่ 3 (Cut loss) เพราะคุณยังมีเงินในตะกร้าที่ 1 และ 2 ไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ
  2. เพิ่มโอกาสในการลงทุน: ในยามวิกฤต คุณอาจนำเงินบางส่วนจากตะกร้าที่ 2 มาช้อนซื้อหุ้นราคาถูกในตะกร้าที่ 3 เพื่อเพิ่มการเติบโตในอนาคตได้
  3. พลังของเวลา: สถิติยืนยันว่าการอยู่ในตลาด (Time in the market) นานกว่า 20 ปีในดัชนีหลัก จะช่วยลดโอกาสขาดทุนจนแทบเป็นศูนย์

สรุป: อย่ากลัวที่จะลงทุนในวัยเกษียณ เพียงแค่ต้องวางเงินให้ถูกจุดและถูกวัตถุประสงค์ เริ่มต้นจากพื้นฐานที่มั่นคงแล้วค่อยปรับเปลี่ยนตามสไตล์การใช้ชีวิต เพื่อให้เงินก้อนสุดท้ายนี้ดูแลคุณไปได้อย่างสบายใจตลอดเส้นทางครับ

 

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม Read More »

Scroll to Top