Lief App Download

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ?

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ? 

บทสรุป สำหรับคนไม่มีเวลา …

  • เงินที่ต้องใช้เพื่อเกษียณไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจาก “เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ” เพราะค่าใช้จ่ายของแต่ละคนแตกต่างกัน และเป้าหมายเงินลงทุนควรสะท้อนรูปแบบชีวิตที่ต้องการ

  • เวลาในการลงทุนสำคัญกว่าการรอหาจังหวะที่สมบูรณ์แบบ การเริ่มต้นเร็ว เปิดโอกาสให้พลังของผลตอบแทนทบต้นทำงาน และลดความกดดันในการต้องหาผลตอบแทนสูงในอนาคต

  • การลงทุนเพื่อเกษียณไม่ใช่การแข่งขันเพื่อชนะตลาด แต่คือการสร้างเงินให้พอสำหรับชีวิตที่ต้องการ พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเป็นพอร์ตที่เหมาะกับเราและถือได้ในระยะยาว

ช่วงนี้มีคนถามผมค่อนข้างบ่อยว่า ถ้าอยากเกษียณอย่างสบายจริง ๆ ต้องมีเงินสักกี่ล้านบาท บางคนตั้งเป้าไว้ 10 ล้านบาท บางคนคิดว่าต้องมี 30 ล้านบาท ขณะที่บางคนก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองควรตั้งเป้าหมายไว้ที่เท่าไร 

ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจ เพราะแม้การลงทุนเพื่อเกษียณจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยความที่มันไม่ได้เร่งด่วนเหมือนค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายประจำวัน เราจึงมักปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของตัวเองในอนาคต และหวังว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อีกที (ซึ่งส่วนใหญ่สุดท้ายจะไม่ได้กลับมาลงมือ หรือมาเมื่อสายเกินไปแล้ว) 

และบอกได้เลยว่า

ส่วนใหญ่ยังมองในมุมของการ “เก็บเงิน” ให้ได้ตามเป้า ไม่ใช่การลงทุน 

ยิ่งในปัจจุบันที่ลำพังเพียง การเอาตัวให้รอดในยุคการเปลี่ยนแปลง ยากขึ้นทุกที ไหนจะมี AI มา Disrupt แย่งงานอีก การเกษียณจึงดูเป็นเรื่องไกลตัวขึ้นไปอีก 

แต่จริง ๆ แล้ว การวางแผนเกษียณ และเริ่มลงมือทำอาจง่ายกว่าที่หลายคนคิด เพราะคำตอบไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ ?  

คนที่มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย ใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท ย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างจากคนที่ต้องการใช้เงินเดือนละ 200,000 บาท เช่นเดียวกับคนที่อยากท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง ย่อมต้องการเงินไม่เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับครอบครัวอยู่ที่บ้าน 

ดังนั้น ก่อนจะถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันที่ไม่ต้องทำงานแล้ว 

จำนวนเงินที่ต้องมี แบบง่าย ๆ ก็คำนวณจากค่าใช้จ่าย 

คิดแบบรวดเร็ว คือการนำค่าใช้จ่ายรายปีมาคูณด้วย 25 เท่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก 4% Rule 

ถ้าต้องการใช้เงินประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 600,000 บาทต่อปี ก็อาจต้องมีเงินลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท หากต้องการใช้เงินเดือนละ 100,000 บาท ตัวเลขก็อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท 

แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีเงินเท่านี้จึงจะเกษียณได้ เพราะชีวิตจริงมีตัวแปรอีกมาก ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ รายได้อื่น สวัสดิการ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน 

เพราะคนที่ไม่มีเป้าหมาย ย่อมไม่มีทางรู้ว่ากำลังเดินเข้าใกล้หรือห่างออกจากความฝันของตัวเอง 

เวลาที่มากพอ สำคัญกว่าผลตอบแทนที่หวือหวา 

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากนักลงทุนจำนวนมาก คือเรามักให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุด มากกว่าการเริ่มต้นให้เร็วที่สุด 

บางคนใช้เวลาหลายปีศึกษาหุ้น อ่านข่าว ดูคลิป วิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายกลับยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงจังเสียที เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม หรือยังหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ 

แต่ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ 

คนที่เริ่มต้นเร็วด้วยแผนธรรมดา ๆ อย่างเช่นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี อาจมีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนที่ใช้เวลาหลายปีค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสียอีก  

สังเกตจากสถิติจาก JP Morgan ที่ยืนยันชัดเจนว่า ลงทุนก่อน มีโอกาสรวยกว่า โดยผลตอบแทนจากการเริ่มลงทุนและถือได้ 1 5 10 และ 20 ปีใด ๆ (Rolling return ตั้งแต่ปี 1950) ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสูงสุดถึงปีละ 18ถ้าวางเงินที่ลงทุนได้ 20 ปี แถมด้วยการปิดโอกาสขาดทุนไปเลย และต่อให้จังหวะเข้าลงทุนแย่ที่สุด ในรอบ 2 ทศวรรษใด ๆ ยังเติบโตได้ถึง 6ต่อปี ชนะเงินเฟ้อแน่นอน 

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ว่า การได้เริ่ม สำคัญกว่าเริ่มเมื่อพร้อม 

เพราะในความเป็นจริง เราแทบไม่มีวันรู้สึกพร้อมแบบ 100ได้ (เอาจริง ๆ ก็แทบจะทุกเรื่องแหละ)  

หลายคนมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องเลือกหุ้นให้เก่ง ต้องทำนายเศรษฐกิจให้ถูก หรือไม่ก็ต้องติดตามตลาดทุกวัน 

แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกับ Warren Buffett และไม่ได้ต้องการเอาชนะ Hedge Fund ระดับโลก 

สิ่งที่เรากำลังแข่งขันจริง ๆ คือเงินเฟ้อ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณต่างหาก 

การปล่อยให้เงินนอนอยู่เฉย ๆ อาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อจะค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อของเราไปเรื่อย ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลปรับขึ้นอย่างน้อย ๆ ปีละ 6% เทียบกับดอกเบี้ย 0.25เก็บเท่าไหร่ก็ไม่พอ  

ดังนั้น หลายครั้งการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการรวยที่สุด แต่เป็นเรื่องของการไม่เสียโอกาสมากกว่า 

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคนที่ลงทุนเพื่อเกษียณสุข ไม่ใช่การชนะตลาด แต่ต้องการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และไม่เป็นภาระของใครในวันที่หยุดทำงานแล้ว 

การเลือกมากไป ลึกไป อาจไม่ได้ดีที่สุด 

บางครั้งผมรู้สึกว่าโลกการลงทุนทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายเสียจนทำให้หลายคนรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก 

มีทั้งหุ้นรายตัว ธีมการลงทุน กลยุทธ์ต่าง ๆ เครื่องมือใหม่ ๆ และข่าวสารที่เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งเรากลับใช้เวลาไปกับการเลือกมากกว่าการลงมือทำ 

ถ้ามีนักลงทุนเอเลี่ยนจากต่างดาวมาดูโลก เขาอาจสงสัยว่าทำไมมนุษย์ถึงทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก 

เพราะสุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องมีพอร์ตที่ซับซ้อนที่สุด หรือเลือกหุ้นที่ดีที่สุดในโลก 

แต่ต้องมีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง และสามารถอยู่กับมันได้ในระยะยาว 

พอร์ตที่ดีควรทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ใช่ทำให้ตื่นมาตีสามเพื่อดูตลาดฟิวเจอร์ส 

PTTV Takeaway 

การลงทุนเพื่อเกษียณอาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่เพราะมันไม่ได้เร่งด่วนเกินไปนี่แหละ ที่ทำให้หลายคนพลาด 

จริง ๆ แล้ว มันอาจง่ายกว่าที่เราคิด 

เราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำนายตลาด และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร 

แค่เริ่มต้นด้วยพอร์ตที่เหมาะสม ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลาได้ทำงาน 

เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้การไม่ได้เริ่มเสียมากกว่า  

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ? Read More »

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ?

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ? เตรียมเงินไว้ใช้ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

โดยสรุป ถ้าไม่มีเวลา

  • คนเราอายุยืนขึ้น ทำให้เงินหลังเกษียณอาจต้องรองรับค่าใช้จ่ายอีก 20–30 ปี ขณะที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือหยุดไป
  • เงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เงินจำนวนเท่าเดิมจึงซื้อคุณภาพชีวิตได้น้อยลง หากไม่มีแผนให้เงินเติบโต
  • แผนเกษียณช่วยให้เรายังมีทางเลือก ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระคนรอบตัว และยังมีเงินสำหรับชีวิตรูปแบบใหม่หรือการส่งต่อให้คนที่สำคัญ

เวลาพูดถึง “แผนการเงินเพื่อเกษียณ” หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนใกล้ 60 บางคนคิดว่าตัวเองคงทำงานต่อไปเรื่อย ๆ หรือพอถึงวันนั้นก็ค่อยลดค่าใช้จ่ายลง แต่ปัญหาคือ ชีวิตหลังเกษียณในวันนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อ 30–40 ปีก่อน เราอายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดเพิ่มตามอายุ และคำว่าเกษียณก็ไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานแล้วอยู่บ้านเสมอไป

แผนเกษียณจึงไม่ใช่การทำนายว่าเราจะมีชีวิตถึงอายุเท่าไร แต่เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับชีวิตที่อาจยาวและมีต้นทุนมากกว่าที่คิด

1. เราอายุยืนขึ้น เงินจึงต้องอยู่กับเรานานขึ้น

  • ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลกระบุว่า อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 77 ปี ขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า คนไทยที่มีอายุถึง 60 ปีแล้ว มีอายุคาดเฉลี่ยต่อไปอีกราว 21–24 ปี ขึ้นอยู่กับเพศ นั่นหมายความว่าคนที่เกษียณตอน 60 อาจต้องเตรียมเงินไว้ใช้จนถึงอายุ 80 ปลาย ๆ และบางคนอาจอยู่ถึง 90 ปีหรือมากกว่านั้น
  • ลองคิดแบบง่ายที่สุด ถ้าหลังเกษียณใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 25 ปี จะต้องใช้เงินประมาณ 15 ล้านบาท และถ้าใช้ 30 ปี จะเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล เหตุฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ระหว่างทางเลย
  • ความเสี่ยงของชีวิตหลังเกษียณจึงไม่ได้มีแค่ว่าเราจะเก็บเงินได้ไม่ถึงเป้าหมาย แต่อาจเป็นการที่เราใช้ชีวิตยาวกว่าเงินที่เตรียมไว้ด้วย

2. เงินเฟ้อทำให้เงินจำนวนเดิม ซื้อชีวิตแบบเดิมได้น้อยลง

  • ประเทศไทยกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางไว้ที่ 1–3% ต่อปี ตัวเลขดูไม่มาก แต่ผลของเงินเฟ้อสะสมในช่วง 20–30 ปีมีนัยสำคัญมาก
  • ถ้าค่าครองชีพเพิ่มเฉลี่ยปีละ 2% ของที่มีราคา 50,000 บาทในวันนี้ อาจมีราคาเกือบ 74,000 บาทในอีก 20 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า การมีรายได้หลังเกษียณเท่าเดิม ไม่ได้แปลว่าเราจะรักษาคุณภาพชีวิตเดิมไว้ได้
  • ที่ต้องระวังมากกว่าค่าครองชีพทั่วไปคือค่ารักษาพยาบาล รายงานของ WTW ประเมินว่า ต้นทุนการรักษาพยาบาลภาคเอกชนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8% ในปี 2026 สูงกว่ากรอบเงินเฟ้อทั่วไปอย่างชัดเจน ตัวเลขนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มในอัตราเดียวกันทุกปี แต่ก็สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายที่ผู้สูงอายุหลีกเลี่ยงได้ยาก อาจเพิ่มเร็วกว่าราคาสินค้าทั่วไปมาก WTW
  • ดังนั้น การเก็บเงินไว้เฉย ๆ โดยไม่วางแผนให้เงินเติบโต จึงอาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่เสี่ยงต่อกำลังซื้อในระยะยาว

3. การดูแลตัวเองได้ คือการแก่ไปอย่างมีศักดิ์ศรี

  • ผมไม่คิดว่าเป้าหมายของแผนเกษียณคือการทำให้เราเป็นผู้สูงอายุที่รวยที่สุด แต่ควรทำให้เรายังเป็นคนที่มีสิทธิ์เลือกได้ เลือกว่าจะอยู่ที่ไหน รักษาที่ใด ใช้บริการแบบไหน หรือจัดการชีวิตประจำวันอย่างไร โดยไม่ต้องรอให้ลูกหลานเป็นคนตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายทุกครั้ง
  • แน่นอนว่าลูกจำนวนมากยินดีดูแลพ่อแม่ แต่คำว่า “เต็มใจดูแล” กับ “มีกำลังดูแลโดยไม่กระทบครอบครัวตัวเอง” เป็นคนละเรื่องกัน ลูกในอนาคตก็อาจต้องผ่อนบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลสุขภาพ หรือเผชิญความไม่แน่นอนทางอาชีพเช่นเดียวกัน
  • ข้อมูลประชากรขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 2024 ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 15.7 ล้านคน หรือประมาณ 22% ของประชากร ตามประมาณการประชากรขององค์การสหประชาชาติ สะท้อนชัดว่าภาระการดูแลผู้สูงอายุจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
  • เงินเกษียณจึงไม่ได้ซื้อแค่สินค้าและบริการ แต่มันซื้อความเป็นอิสระ ความสบายใจ และลดแรงกดดันให้คนในครอบครัว การดูแลตัวเองได้ทางการเงินไม่ได้แปลว่าเราจะไม่รับความช่วยเหลือจากใครเลย แต่หมายถึงเรายังมีส่วนกำหนดชีวิตของตัวเองได้

4. เกษียณยุคใหม่ไม่ได้แปลว่าหยุดทำงาน

  • ภาพเกษียณแบบเดิมคือทำงานถึงอายุ 60 แล้วหยุดทำงานอย่างถาวร แต่ผมเชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันจำนวนมากไม่ได้อยากใช้ชีวิตแบบนั้น บางคนอยากเป็นที่ปรึกษา เปิดร้านเล็ก ๆ ทำงานอิสระ เดินทาง เขียนหนังสือ ทำงานเพื่อสังคม หรือเริ่มทำสิ่งที่เคยอยากทำแต่ไม่มีเวลา
  • คำว่าเกษียณจึงอาจไม่ได้หมายถึง “ไม่มีงานทำ” แต่หมายถึง ไม่จำเป็นต้องทำงานที่ไม่อยากทำ เพียงเพราะต้องใช้เงิน
  • แต่ชีวิตรูปแบบนี้ก็ยังมีต้นทุน การเดินทางต้องใช้เงิน งานอดิเรกต้องใช้เงิน การเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ต้องใช้ทุน และเมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น เราอาจใช้เงินมากขึ้นกว่าช่วงที่ทำงานหนักด้วยซ้ำ
  • แผนเกษียณที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากสมมติฐานว่า หลังอายุ 60 เราจะอยู่บ้านและใช้เงินน้อยลงครึ่งหนึ่ง แต่ควรเริ่มจากการถามว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน แล้วชีวิตแบบนั้นต้องใช้เงินเท่าไร

5. เพราะเราอาจยังอยากดูแลและส่งต่อให้คนรอบตัว

  • แผนเกษียณไม่จำเป็นต้องจบแค่การมีเงินพอสำหรับตัวเอง หลายคนอยากช่วยคู่สมรส เตรียมทุนการศึกษาให้ลูกหลาน ดูแลพี่น้อง เก็บเงินไว้เผื่อคนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือส่งต่อทรัพย์สินให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
  • แต่การส่งต่อที่ดีควรเกิดขึ้นหลังจากวางฐานชีวิตของตัวเองให้มั่นคงก่อน เราควรแยกให้ชัดว่าเงินส่วนใดมีไว้ใช้ดำรงชีวิต เงินส่วนใดสำรองสำหรับสุขภาพและเหตุฉุกเฉิน และเงินส่วนใดตั้งใจส่งต่อ เพราะหากรีบให้มากเกินไป สุดท้ายเราอาจต้องกลับไปพึ่งพาคนที่ตั้งใจจะช่วยเสียเอง

แล้วแผนการเงินเพื่อเกษียณจำเป็นจริงไหม?
ผมคิดว่าจำเป็น แต่ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องเกษียณตอนอายุ 60 หรือทุกคนต้องมีเงินสิบล้าน ยี่สิบล้านเท่ากัน มันจำเป็นเพราะเรากำลังวางแผนกับช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งอายุที่ยืนขึ้น เงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่อาจลดลง และภาระของคนในครอบครัว

ไม่มีแผนใดแม่นยำได้ทุกบาท เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตถึงอายุเท่าไร การลงทุนจะให้ผลตอบแทนแค่ไหน หรืออีก 20 ปีค่ารักษาจะสูงเพียงใด แต่แผนที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ยังดีกว่าไม่มีแผนเลย อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า วันนี้มีเงินอยู่เท่าไร ยังขาดอีกเท่าไร ต้องออมและลงทุนอย่างไร และควรปรับอะไรตั้งแต่ยังมีเวลา

สุดท้ายแล้ว แผนเกษียณไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราหยุดใช้ชีวิต แต่มีไว้เพื่อให้เราใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ต้องลดความฝัน ลดศักดิ์ศรี หรือผลักภาระทั้งหมดไปให้คนที่เรารัก เป้าหมายอาจไม่ใช่การเกษียณเร็วที่สุดหรือมีเงินมากที่สุด แค่วันหนึ่งเราสามารถพูดได้ว่า “จากนี้ไป เราทำงานเพราะอยากทำ ไม่ใช่เพราะหยุดทำไม่ได้” นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการเริ่มวางแผนแล้วครับ

 

แหล่งข้อมูล
World Bank — Life expectancy at birth, Thailand
https://data.worldbank.org/indicator/SP.DYN.LE00.IN?locations=TH

World Bank — Thailand Data
https://data.worldbank.org/country/thailand

WHO — Thailand Facts and Figures: Healthy Ageing
https://cdn.who.int/media/docs/default-source/searo/ageing-and-health/fact-sheets-2024/thailand—facts-and-figures—healthy-ageing.pdf

ธนาคารแห่งประเทศไทย — เป้าหมายนโยบายการเงิน
https://www.bot.or.th/th/our-roles/monetary-policy/monetary-policy-target.html

WTW — Asia Pacific Medical Inflation 2026
https://www.wtwco.com/en-th/insights/2025/12/asia-pacific-medical-inflation-continues-to-soar-in-2026

 

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ? Read More »

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม

เคล็ดลับจัดพอร์ตเกษียณด้วย “กลยุทธ์ 3 ตะกร้า”: ให้เงินทำงาน พร้อมรับมือทุกสภาวะตลาด

การเกษียณอายุไม่ใช่จุดจบของการทำงานของเงิน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการบริหารจัดการ “เงินก้อนสุดท้าย” ให้เพียงพอใช้ไปตลอดอายุขัย ท่ามกลางภาวะตลาดปัจจุบันที่มีทั้งข่าวร้ายอย่างความผันผวนสูงจากปัจจัยการเมืองและราคาหุ้น แต่ก็ยังมีข่าวดีจากการเติบโตของนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI และเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลายขึ้น

หัวใจสำคัญของการเกษียณอย่างเป็นสุขไม่ใช่การหาผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่คือ “โอกาสในการรอด” และการอยู่กับตลาดให้ได้นานที่สุด โดยใช้กลยุทธ์แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน (3 Baskets) ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาการใช้งานดังนี้ครับ

ตะกร้าที่ 1: สภาพคล่องเพื่อการใช้จ่าย (5% ของเงินทั้งหมด)

ส่วนนี้คือเงินที่ต้องอยู่ใกล้ตัวที่สุดเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากินอยู่ ค่าสาธารณูปโภค หรือการท่องเที่ยวพักผ่อนเล็กน้อย

  • เป้าหมาย: ความเสี่ยงต่ำมาก สภาพคล่องสูง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: เงินฝากออมทรัพย์ หรือ Money Market Fund (กองทุนรวมตลาดเงิน) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่สุดและถอนมาใช้ได้รวดเร็ว (T+1)
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 1 – 2.5%

ตะกร้าที่ 2: สร้างกระแสเงินสดในระยะกลาง (ประมาณ 40% ของเงินทั้งหมด)

เป็นเงินสำหรับวางแผนใช้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เช่น ทริปท่องเที่ยวใหญ่ หรือการขยับขยายธุรกิจส่วนตัว

  • เป้าหมาย: เน้นสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และราคาไม่ผันผวนรุนแรง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นปันผลสูง (High Dividend Stock) ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) รวมถึง ETF อย่าง SCHD
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 4 – 8% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้

ตะกร้าที่ 3: พลังแห่งการเติบโตระยะยาว (ประมาณ 55% ของเงินทั้งหมด)

นี่คือเงินส่วนที่จะไม่แตะต้องเลยในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อปล่อยให้เงินทำงานและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์โลกในอนาคต

  • เป้าหมาย: เน้นการเติบโต (Growth) เพื่อชนะเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech), AI, ICT หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง รวมถึงการลงทุนในดัชนีอย่าง S&P 500 หรือหุ้นโลก
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 8 – 12% ต่อปี

 

ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 ตะกร้า?

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการแบ่งเงินคือการ “แยกความกังวลออกจากวัตถุประสงค์การใช้เงิน”

  1. ลดความกลัวเมื่อตลาดตก: หากตลาดหุ้นร่วงหนัก 30% คุณจะไม่ต้องตกใจขายหุ้นในตะกร้าที่ 3 (Cut loss) เพราะคุณยังมีเงินในตะกร้าที่ 1 และ 2 ไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ
  2. เพิ่มโอกาสในการลงทุน: ในยามวิกฤต คุณอาจนำเงินบางส่วนจากตะกร้าที่ 2 มาช้อนซื้อหุ้นราคาถูกในตะกร้าที่ 3 เพื่อเพิ่มการเติบโตในอนาคตได้
  3. พลังของเวลา: สถิติยืนยันว่าการอยู่ในตลาด (Time in the market) นานกว่า 20 ปีในดัชนีหลัก จะช่วยลดโอกาสขาดทุนจนแทบเป็นศูนย์

สรุป: อย่ากลัวที่จะลงทุนในวัยเกษียณ เพียงแค่ต้องวางเงินให้ถูกจุดและถูกวัตถุประสงค์ เริ่มต้นจากพื้นฐานที่มั่นคงแล้วค่อยปรับเปลี่ยนตามสไตล์การใช้ชีวิต เพื่อให้เงินก้อนสุดท้ายนี้ดูแลคุณไปได้อย่างสบายใจตลอดเส้นทางครับ

 

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม Read More »

ทยอยลงทุน แต่กลัวดอย ต้อง Dynamic DCA

เจาะลึกกลยุทธ์ Dynamic DCA: เปลี่ยนความกลัวหุ้นแพง ให้เป็นโอกาสสร้างความมั่งคั่ง

หลายคนมักติดกับดักความคิดที่ว่า “ต้องรอให้หุ้นตกหนักๆ ก่อนค่อยลงทุน” แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลในอดีต (ตั้งแต่ปี 1950) บ่งชี้ว่าการรอให้ตลาดปรับฐาน 10% (Correction) อาจต้องใช้เวลารอนานเฉลี่ยถึง 16 เดือน และหากรอการปรับฐานใหญ่ 20% (Bear Market) อาจต้องรอนานถึง 6 ปี ซึ่งการปล่อยให้เงินสดอยู่เฉยๆ นานขนาดนั้นจะทำให้เราเสียโอกาสในการสร้าง “เครื่องจักรผลิตเงิน” ที่ควรจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้

กลยุทธ์ Dynamic DCA จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยการผสมผสานวินัยการลงทุนเข้ากับการปรับจังหวะตามความถูกแพงของตลาด

1. เป้าหมายระยะยาว: จากเงินหลักพันสู่พอร์ตหลักล้าน

หัวใจของการ DCA ไม่ใช่แค่การซื้อหุ้นไปเรื่อยๆ แต่คือการสร้างพอร์ตเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น:

  • ช่วงสะสมพลัง: เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี เดือนละ 5,000 บาท ใน ETF สายเติบโตของสหรัฐฯ เช่น SCHG
  • เป้าหมาย: เมื่อถึงอายุ 40 ปี พอร์ตนี้มีโอกาสเติบโตเป็น “บ่อน้ำเงินสด” มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท
  • ช่วงถอนใช้: หลังจากนั้นสามารถปรับพอร์ตเข้าสู่หุ้นปันผล (6-8% ต่อปี) เพื่อถอนเงินออกมาใช้ได้เดือนละ 10,000 บาท โดยที่เงินต้นยังคงอยู่และเติบโตต่อไปได้

2. ใช้ P/E Ratio เป็นเข็มทิศนำทาง

แทนที่จะใช้ความรู้สึก กลยุทธ์นี้ใช้ P/E Ratio ของดัชนี S&P 500 เพียงค่าเดียวในการตัดสินใจ:

  • ค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์: อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า
  • จุดที่ต้องระวัง (Overvalued): เมื่อ P/E สูงกว่า 25 เท่า
  • จุดที่ควรช้อนซื้อ (Undervalued): เมื่อ P/E ต่ำกว่า 15 เท่า (ซึ่งมักจะไม่ลงไปถึง 10 เท่า เพราะจะมีแรงซื้อคืนจากนักลงทุนรายอื่นก่อนเสมอ)

3. แผนการเดินหมากเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศ

หากคุณมีงบลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนตามระดับความแพงของตลาด ดังนี้:

  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนปกติ (P/E 15 – 25):
    • ลงทุน 5,000 บาทในหุ้นทั้งหมดตามวินัยปกติ
  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนแพง (P/E > 25):
    • แบ่งเงิน: ลงทุนในหุ้นเพียง 3,000 บาท ส่วนอีก 2,000 บาทให้นำไปพักไว้ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น SGOV (พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น), กองทุนตลาดเงิน หรือถือเงินสด
    • ข้อดี: หากตลาดไปต่อ เราก็ยังมีหุ้นอยู่ส่วนหนึ่ง แต่หากตลาดปรับฐาน เราจะมีเงินสำรองเตรียมไว้
  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนถูก (P/E < 15) หรือเริ่มปรับตัวลง:
    • เพิ่มพลังซื้อ: นำเงิน 5,000 บาทปกติ บวกกับเงินสะสม 2,000 บาทที่พักไว้ (รวมเป็น 7,000 บาท) มาช้อนซื้อหุ้นในราคาที่ได้เปรียบ

4. การประยุกต์ใช้สำหรับคนวัยเกษียณ (Reverse Dynamic)

สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยที่ต้องถอนเงินออกมาใช้ (Income Mode) ก็สามารถใช้หลักการเดียวกันเพื่อถนอมพอร์ต:

  • หุ้นแพง (P/E สูง): เป็นจังหวะที่ดีในการขายทำกำไรออกมาใช้จ่ายมากกว่าปกติเล็กน้อย
  • หุ้นถูก (P/E ต่ำ): ให้ลดจำนวนการถอนเงินลง เพื่อปล่อยให้หุ้นที่มีราคาถูกได้มีโอกาสฟื้นตัวตามกลไกตลาด และไม่เป็นการขายสินทรัพย์ในราคาขาดทุน

วิธีการติดตามข้อมูล

คุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอดูราคาทุกวัน เพียงแค่ตรวจสอบค่า P/E ของตลาดเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี เช่น ดูจากข้อมูล JP Morgan Guide to Market ก็เพียงพอที่จะปรับสัดส่วนการลงทุนตามกลยุทธ์นี้ได้แล้ว

บทสรุป: Dynamic DCA ช่วยให้คุณ “ซื้อตอนถูกและขายตอนแพง” ได้อย่างมีระบบ ลดความกังวลใจในช่วงตลาดผันผวน และช่วยให้คุณยืนระยะในการลงทุนได้นานพอที่จะเห็นดอกผลที่งดงามในระยะยาว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://am.jpmorgan.com/us/en/asset-management/adv/insights/market-insights/guide-to-the-markets/

ทยอยลงทุน แต่กลัวดอย ต้อง Dynamic DCA Read More »

ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ

TL;DR (Too Long; Didn’t Read)

  • อย่าถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน แต่ถามว่าอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไหน แล้วคำนวณเป้าหมายจากค่าใช้จ่ายในอนาคต ไม่ใช่จากตัวเลขที่คนอื่นบอก 
  • เวลาในการลงทุนสำคัญกว่าการรอแผนที่สมบูรณ์แบบ การเริ่มลงทุนเร็วและปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นทำงาน มักสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอจังหวะที่ “ดีที่สุด” 
  • ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ตลาด แต่คือเงินเฟ้อและการไม่เริ่มลงทุน พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่เหมาะกับตัวเอง ลงทุนสม่ำเสมอ และถือได้ในระยะยาวก็เพียงพอ 

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ?

ช่วงนี้มีคนถามผมค่อนข้างบ่อยว่า ถ้าอยากเกษียณอย่างสบายจริง ๆ ต้องมีเงินสักกี่ล้านบาท บางคนตั้งเป้าไว้ 10 ล้านบาท บางคนคิดว่าต้องมี 30 ล้านบาท ขณะที่บางคนก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองควรตั้งเป้าหมายไว้ที่เท่าไร

ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจ เพราะแม้การลงทุนเพื่อเกษียณจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยความที่มันไม่ได้เร่งด่วนเหมือนค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายประจำวัน เราจึงมักปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของตัวเองในอนาคต และหวังว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อีกที (ซึ่งส่วนใหญ่สุดท้ายจะไม่ได้กลับมาลงมือ หรือมาเมื่อสายเกินไปแล้ว)

และบอกได้เลยว่า ส่วนใหญ่ยังมองในมุมของการ “เก็บเงิน” ให้ได้ตามเป้า ไม่ใช่การลงทุน

ยิ่งในปัจจุบันที่ลำพังเพียง การเอาตัวให้รอดในยุคการเปลี่ยนแปลง ยากขึ้นทุกที ไหนจะมี AI มา Disrupt แย่งงานอีก การเกษียณจึงดูเป็นเรื่องไกลตัวขึ้นไปอีก

แต่จริง ๆ แล้ว การวางแผนเกษียณ และเริ่มลงมือทำอาจง่ายกว่าที่หลายคนคิด เพราะคำตอบไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ ?

คนที่มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย ใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท ย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างจากคนที่ต้องการใช้เงินเดือนละ 200,000 บาท เช่นเดียวกับคนที่อยากท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง ย่อมต้องการเงินไม่เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับครอบครัวอยู่ที่บ้าน

ดังนั้น ก่อนจะถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันที่ไม่ต้องทำงานแล้ว

จำนวนเงินที่ต้องมี แบบง่าย ๆ ก็คำนวณจากค่าใช้จ่าย

คิดแบบรวดเร็ว คือการนำค่าใช้จ่ายรายปีมาคูณด้วย 25 เท่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก 4% Rule

ถ้าต้องการใช้เงินประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 600,000 บาทต่อปี ก็อาจต้องมีเงินลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท หากต้องการใช้เงินเดือนละ 100,000 บาท ตัวเลขก็อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท

แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีเงินเท่านี้จึงจะเกษียณได้ เพราะชีวิตจริงมีตัวแปรอีกมาก ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ รายได้อื่น สวัสดิการ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะคนที่ไม่มีเป้าหมาย ย่อมไม่มีทางรู้ว่ากำลังเดินเข้าใกล้หรือห่างออกจากความฝันของตัวเอง

เวลาที่มากพอ สำคัญกว่าผลตอบแทนที่หวือหวา

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากนักลงทุนจำนวนมาก คือเรามักให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุด มากกว่าการเริ่มต้นให้เร็วที่สุด

บางคนใช้เวลาหลายปีศึกษาหุ้น อ่านข่าว ดูคลิป วิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายกลับยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงจังเสียที เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม หรือยังหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

แต่ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ

คนที่เริ่มต้นเร็วด้วยแผนธรรมดา ๆ อย่างเช่นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี อาจมีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนที่ใช้เวลาหลายปีค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสียอีก

สังเกตจากสถิติจาก JP Morgan ที่ยืนยันชัดเจนว่า ลงทุนก่อน มีโอกาสรวยกว่า โดยผลตอบแทนจากการเริ่มลงทุนและถือได้ 1 5 10 และ 20 ปีใด ๆ (Rolling return ตั้งแต่ปี 1950) ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสูงสุดถึงปีละ 18% ถ้าวางเงินที่ลงทุนได้ 20 ปี แถมด้วยการปิดโอกาสขาดทุนไปเลย และต่อให้จังหวะเข้าลงทุนแย่ที่สุด ในรอบ 2 ทศวรรษใด ๆ ยังเติบโตได้ถึง 6% ต่อปี ชนะเงินเฟ้อแน่นอน

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ว่า การได้เริ่ม สำคัญกว่าเริ่มเมื่อพร้อม

เพราะในความเป็นจริง เราแทบไม่มีวันรู้สึกพร้อมแบบ 100% ได้ (เอาจริง ๆ ก็แทบจะทุกเรื่องแหละ)

หลายคนมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องเลือกหุ้นให้เก่ง ต้องทำนายเศรษฐกิจให้ถูก หรือไม่ก็ต้องติดตามตลาดทุกวัน แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกับ Warren Buffett และไม่ได้ต้องการเอาชนะ Hedge Fund ระดับโลก

สิ่งที่เรากำลังแข่งขันจริง ๆ คือเงินเฟ้อ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณต่างหาก

การปล่อยให้เงินนอนอยู่เฉย ๆ อาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อจะค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อของเราไปเรื่อย ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลปรับขึ้นอย่างน้อย ๆ ปีละ 6% เทียบกับดอกเบี้ย 0.25% เก็บเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ดังนั้น หลายครั้งการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการรวยที่สุด แต่เป็นเรื่องของการไม่เสียโอกาสมากกว่า

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคนที่ลงทุนเพื่อเกษียณสุข ไม่ใช่การชนะตลาด แต่ต้องการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และไม่เป็นภาระของใครในวันที่หยุดทำงานแล้ว

การเลือกมากไป ลึกไป อาจไม่ได้ดีที่สุด

บางครั้งผมรู้สึกว่าโลกการลงทุนทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายเสียจนทำให้หลายคนรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก

มีทั้งหุ้นรายตัว ธีมการลงทุน กลยุทธ์ต่าง ๆ เครื่องมือใหม่ ๆ และข่าวสารที่เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งเรากลับใช้เวลาไปกับการเลือกมากกว่าการลงมือทำ

ถ้ามีนักลงทุนเอเลี่ยนจากต่างดาวมาดูโลก เขาอาจสงสัยว่าทำไมมนุษย์ถึงทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก

เพราะสุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องมีพอร์ตที่ซับซ้อนที่สุด หรือเลือกหุ้นที่ดีที่สุดในโลก

แต่ต้องมีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง และสามารถอยู่กับมันได้ในระยะยาว

พอร์ตที่ดีควรทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ใช่ทำให้ตื่นมาตีสามเพื่อดูตลาดฟิวเจอร์ส


PTTV Takeaway

การลงทุนเพื่อเกษียณอาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่เพราะมันไม่ได้เร่งด่วนเกินไปนี่แหละ ที่ทำให้หลายคนพลาด

จริง ๆ แล้ว มันอาจง่ายกว่าที่เราคิด

เราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำนายตลาด และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร

แค่เริ่มต้นด้วยพอร์ตที่เหมาะสม ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลาได้ทำงาน

เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้การไม่ได้เริ่มเสียมากกว่า

ถ้าง่ายสุด เริ่มใช้บริการ เนิ่น ๆ ของเรา บลจ.ลีฟแคปปิตอล ก็ลงมือได้เลย ไม่มีขั้นต่ำ และมีผู้จัดการกองทุนเลือกจัดและปรับพอร์ตให้ตลอดเวลา https://liefcapital.com/2026/06/10/nn-app-download-banner/

พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA

CEO & Founder Lief Capital AM

ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ Read More »

Scroll to Top