Lief App Download

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ?

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ? 

บทสรุป สำหรับคนไม่มีเวลา …

  • เงินที่ต้องใช้เพื่อเกษียณไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจาก “เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ” เพราะค่าใช้จ่ายของแต่ละคนแตกต่างกัน และเป้าหมายเงินลงทุนควรสะท้อนรูปแบบชีวิตที่ต้องการ

  • เวลาในการลงทุนสำคัญกว่าการรอหาจังหวะที่สมบูรณ์แบบ การเริ่มต้นเร็ว เปิดโอกาสให้พลังของผลตอบแทนทบต้นทำงาน และลดความกดดันในการต้องหาผลตอบแทนสูงในอนาคต

  • การลงทุนเพื่อเกษียณไม่ใช่การแข่งขันเพื่อชนะตลาด แต่คือการสร้างเงินให้พอสำหรับชีวิตที่ต้องการ พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อนที่สุด แต่ต้องเป็นพอร์ตที่เหมาะกับเราและถือได้ในระยะยาว

ช่วงนี้มีคนถามผมค่อนข้างบ่อยว่า ถ้าอยากเกษียณอย่างสบายจริง ๆ ต้องมีเงินสักกี่ล้านบาท บางคนตั้งเป้าไว้ 10 ล้านบาท บางคนคิดว่าต้องมี 30 ล้านบาท ขณะที่บางคนก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองควรตั้งเป้าหมายไว้ที่เท่าไร 

ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจ เพราะแม้การลงทุนเพื่อเกษียณจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยความที่มันไม่ได้เร่งด่วนเหมือนค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายประจำวัน เราจึงมักปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของตัวเองในอนาคต และหวังว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อีกที (ซึ่งส่วนใหญ่สุดท้ายจะไม่ได้กลับมาลงมือ หรือมาเมื่อสายเกินไปแล้ว) 

และบอกได้เลยว่า

ส่วนใหญ่ยังมองในมุมของการ “เก็บเงิน” ให้ได้ตามเป้า ไม่ใช่การลงทุน 

ยิ่งในปัจจุบันที่ลำพังเพียง การเอาตัวให้รอดในยุคการเปลี่ยนแปลง ยากขึ้นทุกที ไหนจะมี AI มา Disrupt แย่งงานอีก การเกษียณจึงดูเป็นเรื่องไกลตัวขึ้นไปอีก 

แต่จริง ๆ แล้ว การวางแผนเกษียณ และเริ่มลงมือทำอาจง่ายกว่าที่หลายคนคิด เพราะคำตอบไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ ?  

คนที่มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย ใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท ย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างจากคนที่ต้องการใช้เงินเดือนละ 200,000 บาท เช่นเดียวกับคนที่อยากท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง ย่อมต้องการเงินไม่เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับครอบครัวอยู่ที่บ้าน 

ดังนั้น ก่อนจะถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันที่ไม่ต้องทำงานแล้ว 

จำนวนเงินที่ต้องมี แบบง่าย ๆ ก็คำนวณจากค่าใช้จ่าย 

คิดแบบรวดเร็ว คือการนำค่าใช้จ่ายรายปีมาคูณด้วย 25 เท่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก 4% Rule 

ถ้าต้องการใช้เงินประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 600,000 บาทต่อปี ก็อาจต้องมีเงินลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท หากต้องการใช้เงินเดือนละ 100,000 บาท ตัวเลขก็อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท 

แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีเงินเท่านี้จึงจะเกษียณได้ เพราะชีวิตจริงมีตัวแปรอีกมาก ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ รายได้อื่น สวัสดิการ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน 

เพราะคนที่ไม่มีเป้าหมาย ย่อมไม่มีทางรู้ว่ากำลังเดินเข้าใกล้หรือห่างออกจากความฝันของตัวเอง 

เวลาที่มากพอ สำคัญกว่าผลตอบแทนที่หวือหวา 

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากนักลงทุนจำนวนมาก คือเรามักให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุด มากกว่าการเริ่มต้นให้เร็วที่สุด 

บางคนใช้เวลาหลายปีศึกษาหุ้น อ่านข่าว ดูคลิป วิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายกลับยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงจังเสียที เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม หรือยังหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ 

แต่ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ 

คนที่เริ่มต้นเร็วด้วยแผนธรรมดา ๆ อย่างเช่นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี อาจมีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนที่ใช้เวลาหลายปีค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสียอีก  

สังเกตจากสถิติจาก JP Morgan ที่ยืนยันชัดเจนว่า ลงทุนก่อน มีโอกาสรวยกว่า โดยผลตอบแทนจากการเริ่มลงทุนและถือได้ 1 5 10 และ 20 ปีใด ๆ (Rolling return ตั้งแต่ปี 1950) ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสูงสุดถึงปีละ 18ถ้าวางเงินที่ลงทุนได้ 20 ปี แถมด้วยการปิดโอกาสขาดทุนไปเลย และต่อให้จังหวะเข้าลงทุนแย่ที่สุด ในรอบ 2 ทศวรรษใด ๆ ยังเติบโตได้ถึง 6ต่อปี ชนะเงินเฟ้อแน่นอน 

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ว่า การได้เริ่ม สำคัญกว่าเริ่มเมื่อพร้อม 

เพราะในความเป็นจริง เราแทบไม่มีวันรู้สึกพร้อมแบบ 100ได้ (เอาจริง ๆ ก็แทบจะทุกเรื่องแหละ)  

หลายคนมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องเลือกหุ้นให้เก่ง ต้องทำนายเศรษฐกิจให้ถูก หรือไม่ก็ต้องติดตามตลาดทุกวัน 

แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกับ Warren Buffett และไม่ได้ต้องการเอาชนะ Hedge Fund ระดับโลก 

สิ่งที่เรากำลังแข่งขันจริง ๆ คือเงินเฟ้อ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณต่างหาก 

การปล่อยให้เงินนอนอยู่เฉย ๆ อาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อจะค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อของเราไปเรื่อย ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลปรับขึ้นอย่างน้อย ๆ ปีละ 6% เทียบกับดอกเบี้ย 0.25เก็บเท่าไหร่ก็ไม่พอ  

ดังนั้น หลายครั้งการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการรวยที่สุด แต่เป็นเรื่องของการไม่เสียโอกาสมากกว่า 

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคนที่ลงทุนเพื่อเกษียณสุข ไม่ใช่การชนะตลาด แต่ต้องการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และไม่เป็นภาระของใครในวันที่หยุดทำงานแล้ว 

การเลือกมากไป ลึกไป อาจไม่ได้ดีที่สุด 

บางครั้งผมรู้สึกว่าโลกการลงทุนทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายเสียจนทำให้หลายคนรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก 

มีทั้งหุ้นรายตัว ธีมการลงทุน กลยุทธ์ต่าง ๆ เครื่องมือใหม่ ๆ และข่าวสารที่เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งเรากลับใช้เวลาไปกับการเลือกมากกว่าการลงมือทำ 

ถ้ามีนักลงทุนเอเลี่ยนจากต่างดาวมาดูโลก เขาอาจสงสัยว่าทำไมมนุษย์ถึงทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก 

เพราะสุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องมีพอร์ตที่ซับซ้อนที่สุด หรือเลือกหุ้นที่ดีที่สุดในโลก 

แต่ต้องมีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง และสามารถอยู่กับมันได้ในระยะยาว 

พอร์ตที่ดีควรทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ใช่ทำให้ตื่นมาตีสามเพื่อดูตลาดฟิวเจอร์ส 

PTTV Takeaway 

การลงทุนเพื่อเกษียณอาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่เพราะมันไม่ได้เร่งด่วนเกินไปนี่แหละ ที่ทำให้หลายคนพลาด 

จริง ๆ แล้ว มันอาจง่ายกว่าที่เราคิด 

เราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำนายตลาด และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร 

แค่เริ่มต้นด้วยพอร์ตที่เหมาะสม ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลาได้ทำงาน 

เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้การไม่ได้เริ่มเสียมากกว่า  

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ? Read More »

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ?

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ? เตรียมเงินไว้ใช้ ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

โดยสรุป ถ้าไม่มีเวลา

  • คนเราอายุยืนขึ้น ทำให้เงินหลังเกษียณอาจต้องรองรับค่าใช้จ่ายอีก 20–30 ปี ขณะที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือหยุดไป
  • เงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เงินจำนวนเท่าเดิมจึงซื้อคุณภาพชีวิตได้น้อยลง หากไม่มีแผนให้เงินเติบโต
  • แผนเกษียณช่วยให้เรายังมีทางเลือก ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระคนรอบตัว และยังมีเงินสำหรับชีวิตรูปแบบใหม่หรือการส่งต่อให้คนที่สำคัญ

เวลาพูดถึง “แผนการเงินเพื่อเกษียณ” หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนใกล้ 60 บางคนคิดว่าตัวเองคงทำงานต่อไปเรื่อย ๆ หรือพอถึงวันนั้นก็ค่อยลดค่าใช้จ่ายลง แต่ปัญหาคือ ชีวิตหลังเกษียณในวันนี้ไม่ได้เหมือนเมื่อ 30–40 ปีก่อน เราอายุยืนขึ้น ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดเพิ่มตามอายุ และคำว่าเกษียณก็ไม่ได้หมายถึงการหยุดทำงานแล้วอยู่บ้านเสมอไป

แผนเกษียณจึงไม่ใช่การทำนายว่าเราจะมีชีวิตถึงอายุเท่าไร แต่เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับชีวิตที่อาจยาวและมีต้นทุนมากกว่าที่คิด

1. เราอายุยืนขึ้น เงินจึงต้องอยู่กับเรานานขึ้น

  • ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลกระบุว่า อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 77 ปี ขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า คนไทยที่มีอายุถึง 60 ปีแล้ว มีอายุคาดเฉลี่ยต่อไปอีกราว 21–24 ปี ขึ้นอยู่กับเพศ นั่นหมายความว่าคนที่เกษียณตอน 60 อาจต้องเตรียมเงินไว้ใช้จนถึงอายุ 80 ปลาย ๆ และบางคนอาจอยู่ถึง 90 ปีหรือมากกว่านั้น
  • ลองคิดแบบง่ายที่สุด ถ้าหลังเกษียณใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 25 ปี จะต้องใช้เงินประมาณ 15 ล้านบาท และถ้าใช้ 30 ปี จะเพิ่มเป็น 18 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล เหตุฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ระหว่างทางเลย
  • ความเสี่ยงของชีวิตหลังเกษียณจึงไม่ได้มีแค่ว่าเราจะเก็บเงินได้ไม่ถึงเป้าหมาย แต่อาจเป็นการที่เราใช้ชีวิตยาวกว่าเงินที่เตรียมไว้ด้วย

2. เงินเฟ้อทำให้เงินจำนวนเดิม ซื้อชีวิตแบบเดิมได้น้อยลง

  • ประเทศไทยกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อระยะกลางไว้ที่ 1–3% ต่อปี ตัวเลขดูไม่มาก แต่ผลของเงินเฟ้อสะสมในช่วง 20–30 ปีมีนัยสำคัญมาก
  • ถ้าค่าครองชีพเพิ่มเฉลี่ยปีละ 2% ของที่มีราคา 50,000 บาทในวันนี้ อาจมีราคาเกือบ 74,000 บาทในอีก 20 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า การมีรายได้หลังเกษียณเท่าเดิม ไม่ได้แปลว่าเราจะรักษาคุณภาพชีวิตเดิมไว้ได้
  • ที่ต้องระวังมากกว่าค่าครองชีพทั่วไปคือค่ารักษาพยาบาล รายงานของ WTW ประเมินว่า ต้นทุนการรักษาพยาบาลภาคเอกชนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8% ในปี 2026 สูงกว่ากรอบเงินเฟ้อทั่วไปอย่างชัดเจน ตัวเลขนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มในอัตราเดียวกันทุกปี แต่ก็สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายที่ผู้สูงอายุหลีกเลี่ยงได้ยาก อาจเพิ่มเร็วกว่าราคาสินค้าทั่วไปมาก WTW
  • ดังนั้น การเก็บเงินไว้เฉย ๆ โดยไม่วางแผนให้เงินเติบโต จึงอาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่เสี่ยงต่อกำลังซื้อในระยะยาว

3. การดูแลตัวเองได้ คือการแก่ไปอย่างมีศักดิ์ศรี

  • ผมไม่คิดว่าเป้าหมายของแผนเกษียณคือการทำให้เราเป็นผู้สูงอายุที่รวยที่สุด แต่ควรทำให้เรายังเป็นคนที่มีสิทธิ์เลือกได้ เลือกว่าจะอยู่ที่ไหน รักษาที่ใด ใช้บริการแบบไหน หรือจัดการชีวิตประจำวันอย่างไร โดยไม่ต้องรอให้ลูกหลานเป็นคนตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายทุกครั้ง
  • แน่นอนว่าลูกจำนวนมากยินดีดูแลพ่อแม่ แต่คำว่า “เต็มใจดูแล” กับ “มีกำลังดูแลโดยไม่กระทบครอบครัวตัวเอง” เป็นคนละเรื่องกัน ลูกในอนาคตก็อาจต้องผ่อนบ้าน เลี้ยงลูก ดูแลสุขภาพ หรือเผชิญความไม่แน่นอนทางอาชีพเช่นเดียวกัน
  • ข้อมูลประชากรขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 2024 ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 15.7 ล้านคน หรือประมาณ 22% ของประชากร ตามประมาณการประชากรขององค์การสหประชาชาติ สะท้อนชัดว่าภาระการดูแลผู้สูงอายุจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
  • เงินเกษียณจึงไม่ได้ซื้อแค่สินค้าและบริการ แต่มันซื้อความเป็นอิสระ ความสบายใจ และลดแรงกดดันให้คนในครอบครัว การดูแลตัวเองได้ทางการเงินไม่ได้แปลว่าเราจะไม่รับความช่วยเหลือจากใครเลย แต่หมายถึงเรายังมีส่วนกำหนดชีวิตของตัวเองได้

4. เกษียณยุคใหม่ไม่ได้แปลว่าหยุดทำงาน

  • ภาพเกษียณแบบเดิมคือทำงานถึงอายุ 60 แล้วหยุดทำงานอย่างถาวร แต่ผมเชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันจำนวนมากไม่ได้อยากใช้ชีวิตแบบนั้น บางคนอยากเป็นที่ปรึกษา เปิดร้านเล็ก ๆ ทำงานอิสระ เดินทาง เขียนหนังสือ ทำงานเพื่อสังคม หรือเริ่มทำสิ่งที่เคยอยากทำแต่ไม่มีเวลา
  • คำว่าเกษียณจึงอาจไม่ได้หมายถึง “ไม่มีงานทำ” แต่หมายถึง ไม่จำเป็นต้องทำงานที่ไม่อยากทำ เพียงเพราะต้องใช้เงิน
  • แต่ชีวิตรูปแบบนี้ก็ยังมีต้นทุน การเดินทางต้องใช้เงิน งานอดิเรกต้องใช้เงิน การเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ต้องใช้ทุน และเมื่อมีเวลาว่างมากขึ้น เราอาจใช้เงินมากขึ้นกว่าช่วงที่ทำงานหนักด้วยซ้ำ
  • แผนเกษียณที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากสมมติฐานว่า หลังอายุ 60 เราจะอยู่บ้านและใช้เงินน้อยลงครึ่งหนึ่ง แต่ควรเริ่มจากการถามว่า เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน แล้วชีวิตแบบนั้นต้องใช้เงินเท่าไร

5. เพราะเราอาจยังอยากดูแลและส่งต่อให้คนรอบตัว

  • แผนเกษียณไม่จำเป็นต้องจบแค่การมีเงินพอสำหรับตัวเอง หลายคนอยากช่วยคู่สมรส เตรียมทุนการศึกษาให้ลูกหลาน ดูแลพี่น้อง เก็บเงินไว้เผื่อคนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือส่งต่อทรัพย์สินให้กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
  • แต่การส่งต่อที่ดีควรเกิดขึ้นหลังจากวางฐานชีวิตของตัวเองให้มั่นคงก่อน เราควรแยกให้ชัดว่าเงินส่วนใดมีไว้ใช้ดำรงชีวิต เงินส่วนใดสำรองสำหรับสุขภาพและเหตุฉุกเฉิน และเงินส่วนใดตั้งใจส่งต่อ เพราะหากรีบให้มากเกินไป สุดท้ายเราอาจต้องกลับไปพึ่งพาคนที่ตั้งใจจะช่วยเสียเอง

แล้วแผนการเงินเพื่อเกษียณจำเป็นจริงไหม?
ผมคิดว่าจำเป็น แต่ไม่ใช่เพราะทุกคนต้องเกษียณตอนอายุ 60 หรือทุกคนต้องมีเงินสิบล้าน ยี่สิบล้านเท่ากัน มันจำเป็นเพราะเรากำลังวางแผนกับช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งอายุที่ยืนขึ้น เงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล รายได้ที่อาจลดลง และภาระของคนในครอบครัว

ไม่มีแผนใดแม่นยำได้ทุกบาท เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตถึงอายุเท่าไร การลงทุนจะให้ผลตอบแทนแค่ไหน หรืออีก 20 ปีค่ารักษาจะสูงเพียงใด แต่แผนที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ยังดีกว่าไม่มีแผนเลย อย่างน้อยมันทำให้เรารู้ว่า วันนี้มีเงินอยู่เท่าไร ยังขาดอีกเท่าไร ต้องออมและลงทุนอย่างไร และควรปรับอะไรตั้งแต่ยังมีเวลา

สุดท้ายแล้ว แผนเกษียณไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราหยุดใช้ชีวิต แต่มีไว้เพื่อให้เราใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ต้องลดความฝัน ลดศักดิ์ศรี หรือผลักภาระทั้งหมดไปให้คนที่เรารัก เป้าหมายอาจไม่ใช่การเกษียณเร็วที่สุดหรือมีเงินมากที่สุด แค่วันหนึ่งเราสามารถพูดได้ว่า “จากนี้ไป เราทำงานเพราะอยากทำ ไม่ใช่เพราะหยุดทำไม่ได้” นั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการเริ่มวางแผนแล้วครับ

 

แหล่งข้อมูล
World Bank — Life expectancy at birth, Thailand
https://data.worldbank.org/indicator/SP.DYN.LE00.IN?locations=TH

World Bank — Thailand Data
https://data.worldbank.org/country/thailand

WHO — Thailand Facts and Figures: Healthy Ageing
https://cdn.who.int/media/docs/default-source/searo/ageing-and-health/fact-sheets-2024/thailand—facts-and-figures—healthy-ageing.pdf

ธนาคารแห่งประเทศไทย — เป้าหมายนโยบายการเงิน
https://www.bot.or.th/th/our-roles/monetary-policy/monetary-policy-target.html

WTW — Asia Pacific Medical Inflation 2026
https://www.wtwco.com/en-th/insights/2025/12/asia-pacific-medical-inflation-continues-to-soar-in-2026

 

แผนการเงินเพื่อเกษียณ มันจำเป็นจริง ๆ หรือ? Read More »

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม

เคล็ดลับจัดพอร์ตเกษียณด้วย “กลยุทธ์ 3 ตะกร้า”: ให้เงินทำงาน พร้อมรับมือทุกสภาวะตลาด

การเกษียณอายุไม่ใช่จุดจบของการทำงานของเงิน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการบริหารจัดการ “เงินก้อนสุดท้าย” ให้เพียงพอใช้ไปตลอดอายุขัย ท่ามกลางภาวะตลาดปัจจุบันที่มีทั้งข่าวร้ายอย่างความผันผวนสูงจากปัจจัยการเมืองและราคาหุ้น แต่ก็ยังมีข่าวดีจากการเติบโตของนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI และเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลายขึ้น

หัวใจสำคัญของการเกษียณอย่างเป็นสุขไม่ใช่การหาผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่คือ “โอกาสในการรอด” และการอยู่กับตลาดให้ได้นานที่สุด โดยใช้กลยุทธ์แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน (3 Baskets) ตามวัตถุประสงค์และระยะเวลาการใช้งานดังนี้ครับ

ตะกร้าที่ 1: สภาพคล่องเพื่อการใช้จ่าย (5% ของเงินทั้งหมด)

ส่วนนี้คือเงินที่ต้องอยู่ใกล้ตัวที่สุดเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากินอยู่ ค่าสาธารณูปโภค หรือการท่องเที่ยวพักผ่อนเล็กน้อย

  • เป้าหมาย: ความเสี่ยงต่ำมาก สภาพคล่องสูง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: เงินฝากออมทรัพย์ หรือ Money Market Fund (กองทุนรวมตลาดเงิน) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่สุดและถอนมาใช้ได้รวดเร็ว (T+1)
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 1 – 2.5%

ตะกร้าที่ 2: สร้างกระแสเงินสดในระยะกลาง (ประมาณ 40% ของเงินทั้งหมด)

เป็นเงินสำหรับวางแผนใช้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เช่น ทริปท่องเที่ยวใหญ่ หรือการขยับขยายธุรกิจส่วนตัว

  • เป้าหมาย: เน้นสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และราคาไม่ผันผวนรุนแรง
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นปันผลสูง (High Dividend Stock) ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) รวมถึง ETF อย่าง SCHD
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 4 – 8% ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้

ตะกร้าที่ 3: พลังแห่งการเติบโตระยะยาว (ประมาณ 55% ของเงินทั้งหมด)

นี่คือเงินส่วนที่จะไม่แตะต้องเลยในอีก 20 ปีข้างหน้า เพื่อปล่อยให้เงินทำงานและเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์โลกในอนาคต

  • เป้าหมาย: เน้นการเติบโต (Growth) เพื่อชนะเงินเฟ้อและสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • สินทรัพย์ที่แนะนำ: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech), AI, ICT หรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง รวมถึงการลงทุนในดัชนีอย่าง S&P 500 หรือหุ้นโลก
  • ผลตอบแทนคาดหวัง: ประมาณ 8 – 12% ต่อปี

 

ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 ตะกร้า?

เคล็ดลับที่สำคัญที่สุดของการแบ่งเงินคือการ “แยกความกังวลออกจากวัตถุประสงค์การใช้เงิน”

  1. ลดความกลัวเมื่อตลาดตก: หากตลาดหุ้นร่วงหนัก 30% คุณจะไม่ต้องตกใจขายหุ้นในตะกร้าที่ 3 (Cut loss) เพราะคุณยังมีเงินในตะกร้าที่ 1 และ 2 ไว้ใช้จ่ายอย่างเพียงพอ
  2. เพิ่มโอกาสในการลงทุน: ในยามวิกฤต คุณอาจนำเงินบางส่วนจากตะกร้าที่ 2 มาช้อนซื้อหุ้นราคาถูกในตะกร้าที่ 3 เพื่อเพิ่มการเติบโตในอนาคตได้
  3. พลังของเวลา: สถิติยืนยันว่าการอยู่ในตลาด (Time in the market) นานกว่า 20 ปีในดัชนีหลัก จะช่วยลดโอกาสขาดทุนจนแทบเป็นศูนย์

สรุป: อย่ากลัวที่จะลงทุนในวัยเกษียณ เพียงแค่ต้องวางเงินให้ถูกจุดและถูกวัตถุประสงค์ เริ่มต้นจากพื้นฐานที่มั่นคงแล้วค่อยปรับเปลี่ยนตามสไตล์การใช้ชีวิต เพื่อให้เงินก้อนสุดท้ายนี้ดูแลคุณไปได้อย่างสบายใจตลอดเส้นทางครับ

 

ถ้าเกษียณวันนี้ นี่คือวิธีการลงทุนของผม Read More »

ทยอยลงทุน แต่กลัวดอย ต้อง Dynamic DCA

เจาะลึกกลยุทธ์ Dynamic DCA: เปลี่ยนความกลัวหุ้นแพง ให้เป็นโอกาสสร้างความมั่งคั่ง

หลายคนมักติดกับดักความคิดที่ว่า “ต้องรอให้หุ้นตกหนักๆ ก่อนค่อยลงทุน” แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลในอดีต (ตั้งแต่ปี 1950) บ่งชี้ว่าการรอให้ตลาดปรับฐาน 10% (Correction) อาจต้องใช้เวลารอนานเฉลี่ยถึง 16 เดือน และหากรอการปรับฐานใหญ่ 20% (Bear Market) อาจต้องรอนานถึง 6 ปี ซึ่งการปล่อยให้เงินสดอยู่เฉยๆ นานขนาดนั้นจะทำให้เราเสียโอกาสในการสร้าง “เครื่องจักรผลิตเงิน” ที่ควรจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้

กลยุทธ์ Dynamic DCA จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยการผสมผสานวินัยการลงทุนเข้ากับการปรับจังหวะตามความถูกแพงของตลาด

1. เป้าหมายระยะยาว: จากเงินหลักพันสู่พอร์ตหลักล้าน

หัวใจของการ DCA ไม่ใช่แค่การซื้อหุ้นไปเรื่อยๆ แต่คือการสร้างพอร์ตเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น:

  • ช่วงสะสมพลัง: เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 ปี เดือนละ 5,000 บาท ใน ETF สายเติบโตของสหรัฐฯ เช่น SCHG
  • เป้าหมาย: เมื่อถึงอายุ 40 ปี พอร์ตนี้มีโอกาสเติบโตเป็น “บ่อน้ำเงินสด” มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท
  • ช่วงถอนใช้: หลังจากนั้นสามารถปรับพอร์ตเข้าสู่หุ้นปันผล (6-8% ต่อปี) เพื่อถอนเงินออกมาใช้ได้เดือนละ 10,000 บาท โดยที่เงินต้นยังคงอยู่และเติบโตต่อไปได้

2. ใช้ P/E Ratio เป็นเข็มทิศนำทาง

แทนที่จะใช้ความรู้สึก กลยุทธ์นี้ใช้ P/E Ratio ของดัชนี S&P 500 เพียงค่าเดียวในการตัดสินใจ:

  • ค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์: อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า
  • จุดที่ต้องระวัง (Overvalued): เมื่อ P/E สูงกว่า 25 เท่า
  • จุดที่ควรช้อนซื้อ (Undervalued): เมื่อ P/E ต่ำกว่า 15 เท่า (ซึ่งมักจะไม่ลงไปถึง 10 เท่า เพราะจะมีแรงซื้อคืนจากนักลงทุนรายอื่นก่อนเสมอ)

3. แผนการเดินหมากเมื่อตลาดเปลี่ยนทิศ

หากคุณมีงบลงทุนเดือนละ 5,000 บาท ให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนตามระดับความแพงของตลาด ดังนี้:

  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนปกติ (P/E 15 – 25):
    • ลงทุน 5,000 บาทในหุ้นทั้งหมดตามวินัยปกติ
  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนแพง (P/E > 25):
    • แบ่งเงิน: ลงทุนในหุ้นเพียง 3,000 บาท ส่วนอีก 2,000 บาทให้นำไปพักไว้ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น SGOV (พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น), กองทุนตลาดเงิน หรือถือเงินสด
    • ข้อดี: หากตลาดไปต่อ เราก็ยังมีหุ้นอยู่ส่วนหนึ่ง แต่หากตลาดปรับฐาน เราจะมีเงินสำรองเตรียมไว้
  • เมื่อตลาดอยู่ในโซนถูก (P/E < 15) หรือเริ่มปรับตัวลง:
    • เพิ่มพลังซื้อ: นำเงิน 5,000 บาทปกติ บวกกับเงินสะสม 2,000 บาทที่พักไว้ (รวมเป็น 7,000 บาท) มาช้อนซื้อหุ้นในราคาที่ได้เปรียบ

4. การประยุกต์ใช้สำหรับคนวัยเกษียณ (Reverse Dynamic)

สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยที่ต้องถอนเงินออกมาใช้ (Income Mode) ก็สามารถใช้หลักการเดียวกันเพื่อถนอมพอร์ต:

  • หุ้นแพง (P/E สูง): เป็นจังหวะที่ดีในการขายทำกำไรออกมาใช้จ่ายมากกว่าปกติเล็กน้อย
  • หุ้นถูก (P/E ต่ำ): ให้ลดจำนวนการถอนเงินลง เพื่อปล่อยให้หุ้นที่มีราคาถูกได้มีโอกาสฟื้นตัวตามกลไกตลาด และไม่เป็นการขายสินทรัพย์ในราคาขาดทุน

วิธีการติดตามข้อมูล

คุณไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอดูราคาทุกวัน เพียงแค่ตรวจสอบค่า P/E ของตลาดเป็นรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี เช่น ดูจากข้อมูล JP Morgan Guide to Market ก็เพียงพอที่จะปรับสัดส่วนการลงทุนตามกลยุทธ์นี้ได้แล้ว

บทสรุป: Dynamic DCA ช่วยให้คุณ “ซื้อตอนถูกและขายตอนแพง” ได้อย่างมีระบบ ลดความกังวลใจในช่วงตลาดผันผวน และช่วยให้คุณยืนระยะในการลงทุนได้นานพอที่จะเห็นดอกผลที่งดงามในระยะยาว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง https://am.jpmorgan.com/us/en/asset-management/adv/insights/market-insights/guide-to-the-markets/

ทยอยลงทุน แต่กลัวดอย ต้อง Dynamic DCA Read More »

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด

“หุ้นมีโมเมนตัม” เคยได้ยิน แต่เค้าเลือกกันยังไง ? ทำไมถึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนชนะตลาด

Momentum Factor คือแนวคิดการลงทุนที่มองว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะรักษาความแข็งแกร่งนั้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เหตุผลข้างใต้แนวคิด ไม่ได้อยู่ที่ราคาหุ้น “ขึ้นแล้วต้องขึ้นต่อ” เสมอไป แต่อาศัยพฤติกรรมตลาด ที่มักใช้เวลาระยะหนึ่ง ปรับตัวต่อข้อมูลใหม่ นักลงทุนจำนวนมากตอบสนองต่อผลประกอบการ แนวโน้มธุรกิจ หรือข่าวสำคัญแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้หุ้นที่เริ่มมีแนวโน้มแข็งแรงอาจเคลื่อนไหวต่อเนื่องได้

ตัวอย่างเช่น งบการเงินที่ออกมาดีกว่าคาด หุ้นพุ่งหนักมาก แต่แรงส่งจากปัจจัยธุรกิจ มักจะไม่จบแค่ตัวเลขทางบัญชี ยังมีมูลค่าที่รอเปิดเผย เช่น โครงการความร่วมมือ หรือการนำจุดแข็งนั้นไปต่อยอดในอนาคต เป็นความหวังให้กับนักลงทุน ดันราคาหุ้นไปต่อได้อีกหลายเดือน

เรียกง่าย ๆ ว่า หุ้นดี มักไม่ได้เล่นกัน วันเดียวจบ เพียงแต่เราต้องเล็งให้ดีและเข้าให้ได้ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ รอบ

แล้วหุ้น Momentum คัดเลือกอย่างไร

 

โดยทั่วไป ดูที่ “ราคา” นักลงทุนจะเริ่มจากหุ้นในตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุน แล้ววัดผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละบริษัท เช่น 6 เดือน หรือ 12 เดือน

หุ้นที่ถูกคัดเลือกมักมีลักษณะ 5 อย่างดังนี้

  • ชนะเพื่อน – ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มเดียวกัน
  • ชนะต่อเนื่อง – ราคาหุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่ปรับขึ้นแรงเพียงไม่กี่วัน
  • ชนะตลาด – ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับดัชนีตลาด หรือหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน อยู่ในระดับโดดเด่น
  • ตัดความฟลุค หรือกระแสช่วงสั้น – บางกลยุทธ์จะตัดผลตอบแทนของเดือนล่าสุดออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากแรงซื้อขายระยะสั้น
  • เข้าได้ ต้องออกได้ – เลือกเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อให้ซื้อขายและปรับพอร์ตได้จริง

ตัวอย่างง่าย ๆ หากมีหุ้น 100 ตัวในตลาด นักลงทุนอาจจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน และเลือกลงทุนใน 20–30 ตัวที่ผลตอบแทนสูงสุด จากนั้นปรับพอร์ตทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน เพื่อให้พอร์ตยังถือหุ้นที่มีโมเมนตัมแข็งแรง

อย่าเข้าใจผิด Momentum ไม่ได้ดู ราคาเพียงอย่างเดียว

แม้ Momentum จะใช้ข้อมูลราคาหุ้นเป็นแกนหลัก แต่การนำไปใช้จริงควรมองคุณภาพของแนวโน้มร่วมด้วย

หุ้นที่ราคาปรับขึ้นเพราะกำไรเติบโตต่อเนื่อง แนวโน้มรายได้ดีขึ้น หรืออุตสาหกรรมกำลังได้แรงสนับสนุน มักมีโมเมนตัมที่แข็งแรงกว่าหุ้นที่ขึ้นจากข่าวเฉพาะหน้า หรือแรงเก็งกำไร

ดังนั้น นักลงทุนบางรายจึงผสม Momentum เข้ากับปัจจัยอื่น เช่น Quality เพื่อคัดบริษัทที่กำไรและฐานะการเงินดี หรือ Value เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นที่ราคาแพงเกินไป

อย่างนโยบาย Lief US Momentum ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล นำเสนอ เราคัดหุ้นกว่า 5,000 ตัวทั่วตลาดสหรัฐฯ ให้เหลือเพียง 250 บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จากนั้นจึงคัดกรองด้วยปัจจัยเชิง Momentum เรียกว่า คุณภาพมาก่อน ราคาตามมาเสริม

จุดแข็งและความเสี่ยงที่ควรเข้าใจ

จุดแข็งของ Momentum คือช่วยให้พอร์ตมีวินัย เพราะตัดสินใจจากกฎที่กำหนดไว้ ลดการยึดติดกับหุ้นที่ราคาปรับลงต่อเนื่อง (เลี่ยงถัวขาลง ซึ่งอันตรายมาก) และเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเลือกธีม กลุ่มหุ้นที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาด

แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ ช่วงที่ตลาดกลับทิศอย่างรวดเร็ว หุ้นที่เคยขึ้นแรงอาจถูกขายทำกำไรพร้อมกัน ทำให้กลยุทธ์ Momentum ขาดทุนได้มากกว่าตลาดในระยะสั้น

ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า “Momentum Crash” อย่างเช่น หุ้นเกาหลี หรือกลุ่ม Memory chip ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมาก หากแนวโน้ม ความคาดหวัง เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้เกิดแรงขายมหาศาลได้ ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

อีกประเด็นคือการปรับพอร์ตบ่อยเกินไปอาจทำให้ต้นทุนซื้อขายสูง โดยเฉพาะในตลาดที่สภาพคล่องต่ำหรือมีค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งตรงนี้ทาง Lief US Momentum ได้คัดกรองสภาพคล่องมาก่อนแล้วชั้นหนึ่ง รวมถึงการทดสอบการปรับพอร์ตในระดับความถี่ต่าง ๆ จนออกมาเป็นระดับรายเดือน เพื่อให้พอร์ตเคลื่อนไหวได้เรว ทันสถานการณ์

กล่าวโดยสรุป

หัวใจของ Momentum Factor ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดในวันนี้ แต่คือการใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างมีระบบ แล้วบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตและปรับพอร์ตตามรอบที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว Momentum จึงเหมาะจะเป็น “ส่วนหนึ่งของพอร์ต” มากกว่าคำตอบทั้งหมดของการลงทุน เพราะแนวโน้มราคาช่วยบอกว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับอะไร ขณะที่คุณภาพธุรกิจและมูลค่าหุ้นยังเป็นสิ่งที่กำหนดผลตอบแทนในระยะยาว

ในบทความหน้า เราจะมาตีแผ่ดัชะนีหุ้น Momentum อย่าง SPMO ว่ามีการคัดเลือกหุ้นอย่างไร เหมือนหรือต่างกับ บลจ.ลีฟแคปปิตอล แค่ไหนครับ

หากสนใจลงทุน Lief US momentum สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

นอกจาก Momentum Factor แล้ว กลยุทธ์การลงทุนอื่น ๆ มีอะไรอีกบ้าง ที่ช่วยให้ขนะตลาดได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในวันที่หุ้นเทควิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 4 ปี มาหาคำตอบกันได้ที่

งานสัมมนา Online Exclusive Seminar “Factor Investing Masterclass” วันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม เวลา 14.00 – 16.00 ลงทะเบียนฟรี ถามตอบกันได้สด  ๆ หน้างาน

 

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด Read More »

ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ

TL;DR (Too Long; Didn’t Read)

  • อย่าถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน แต่ถามว่าอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไหน แล้วคำนวณเป้าหมายจากค่าใช้จ่ายในอนาคต ไม่ใช่จากตัวเลขที่คนอื่นบอก 
  • เวลาในการลงทุนสำคัญกว่าการรอแผนที่สมบูรณ์แบบ การเริ่มลงทุนเร็วและปล่อยให้ผลตอบแทนทบต้นทำงาน มักสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอจังหวะที่ “ดีที่สุด” 
  • ศัตรูตัวจริงไม่ใช่ตลาด แต่คือเงินเฟ้อและการไม่เริ่มลงทุน พอร์ตที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่เหมาะกับตัวเอง ลงทุนสม่ำเสมอ และถือได้ในระยะยาวก็เพียงพอ 

ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะเกษียณได้อย่างสบาย ?

ช่วงนี้มีคนถามผมค่อนข้างบ่อยว่า ถ้าอยากเกษียณอย่างสบายจริง ๆ ต้องมีเงินสักกี่ล้านบาท บางคนตั้งเป้าไว้ 10 ล้านบาท บางคนคิดว่าต้องมี 30 ล้านบาท ขณะที่บางคนก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองควรตั้งเป้าหมายไว้ที่เท่าไร

ผมคิดว่าคำถามนี้น่าสนใจ เพราะแม้การลงทุนเพื่อเกษียณจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่ด้วยความที่มันไม่ได้เร่งด่วนเหมือนค่าผ่อนบ้าน ค่าเทอมลูก หรือค่าใช้จ่ายประจำวัน เราจึงมักปล่อยให้เรื่องนี้เป็นปัญหาของตัวเองในอนาคต และหวังว่าวันหนึ่งเมื่อพร้อมค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อีกที (ซึ่งส่วนใหญ่สุดท้ายจะไม่ได้กลับมาลงมือ หรือมาเมื่อสายเกินไปแล้ว)

และบอกได้เลยว่า ส่วนใหญ่ยังมองในมุมของการ “เก็บเงิน” ให้ได้ตามเป้า ไม่ใช่การลงทุน

ยิ่งในปัจจุบันที่ลำพังเพียง การเอาตัวให้รอดในยุคการเปลี่ยนแปลง ยากขึ้นทุกที ไหนจะมี AI มา Disrupt แย่งงานอีก การเกษียณจึงดูเป็นเรื่องไกลตัวขึ้นไปอีก

แต่จริง ๆ แล้ว การวางแผนเกษียณ และเริ่มลงมือทำอาจง่ายกว่าที่หลายคนคิด เพราะคำตอบไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ต้องมีเงินกี่ล้าน” แต่เริ่มจากคำถามที่ง่ายกว่านั้นมาก นั่นคือ เราอยากใช้ชีวิตแบบไหนหลังเกษียณ ?

คนที่มีความสุขกับชีวิตเรียบง่าย ใช้เงินเดือนละ 50,000 บาท ย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างจากคนที่ต้องการใช้เงินเดือนละ 200,000 บาท เช่นเดียวกับคนที่อยากท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง ย่อมต้องการเงินไม่เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับครอบครัวอยู่ที่บ้าน

ดังนั้น ก่อนจะถามว่าต้องมีเงินกี่ล้าน อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันที่ไม่ต้องทำงานแล้ว

จำนวนเงินที่ต้องมี แบบง่าย ๆ ก็คำนวณจากค่าใช้จ่าย

คิดแบบรวดเร็ว คือการนำค่าใช้จ่ายรายปีมาคูณด้วย 25 เท่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่อยอดมาจาก 4% Rule

ถ้าต้องการใช้เงินประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 600,000 บาทต่อปี ก็อาจต้องมีเงินลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท หากต้องการใช้เงินเดือนละ 100,000 บาท ตัวเลขก็อาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท

แน่นอนว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีเงินเท่านี้จึงจะเกษียณได้ เพราะชีวิตจริงมีตัวแปรอีกมาก ทั้งเรื่องเงินเฟ้อ รายได้อื่น สวัสดิการ หรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะคนที่ไม่มีเป้าหมาย ย่อมไม่มีทางรู้ว่ากำลังเดินเข้าใกล้หรือห่างออกจากความฝันของตัวเอง

เวลาที่มากพอ สำคัญกว่าผลตอบแทนที่หวือหวา

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากนักลงทุนจำนวนมาก คือเรามักให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นตัวที่ดีที่สุด มากกว่าการเริ่มต้นให้เร็วที่สุด

บางคนใช้เวลาหลายปีศึกษาหุ้น อ่านข่าว ดูคลิป วิเคราะห์เศรษฐกิจ แต่สุดท้ายกลับยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงจังเสียที เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม หรือยังหาวิธีที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

แต่ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ

คนที่เริ่มต้นเร็วด้วยแผนธรรมดา ๆ อย่างเช่นการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี อาจมีโอกาสไปได้ไกลกว่าคนที่ใช้เวลาหลายปีค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุดเสียอีก

สังเกตจากสถิติจาก JP Morgan ที่ยืนยันชัดเจนว่า ลงทุนก่อน มีโอกาสรวยกว่า โดยผลตอบแทนจากการเริ่มลงทุนและถือได้ 1 5 10 และ 20 ปีใด ๆ (Rolling return ตั้งแต่ปี 1950) ผลตอบแทน ต่อความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยสูงสุดถึงปีละ 18% ถ้าวางเงินที่ลงทุนได้ 20 ปี แถมด้วยการปิดโอกาสขาดทุนไปเลย และต่อให้จังหวะเข้าลงทุนแย่ที่สุด ในรอบ 2 ทศวรรษใด ๆ ยังเติบโตได้ถึง 6% ต่อปี ชนะเงินเฟ้อแน่นอน

ผมชอบประโยคหนึ่งที่ว่า การได้เริ่ม สำคัญกว่าเริ่มเมื่อพร้อม

เพราะในความเป็นจริง เราแทบไม่มีวันรู้สึกพร้อมแบบ 100% ได้ (เอาจริง ๆ ก็แทบจะทุกเรื่องแหละ)

หลายคนมองว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องเลือกหุ้นให้เก่ง ต้องทำนายเศรษฐกิจให้ถูก หรือไม่ก็ต้องติดตามตลาดทุกวัน แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกับ Warren Buffett และไม่ได้ต้องการเอาชนะ Hedge Fund ระดับโลก

สิ่งที่เรากำลังแข่งขันจริง ๆ คือเงินเฟ้อ และเวลาที่เหลืออยู่ก่อนเกษียณต่างหาก

การปล่อยให้เงินนอนอยู่เฉย ๆ อาจดูปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อจะค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อของเราไปเรื่อย ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลปรับขึ้นอย่างน้อย ๆ ปีละ 6% เทียบกับดอกเบี้ย 0.25% เก็บเท่าไหร่ก็ไม่พอ

ดังนั้น หลายครั้งการลงทุนไม่ใช่เรื่องของการรวยที่สุด แต่เป็นเรื่องของการไม่เสียโอกาสมากกว่า

เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคนที่ลงทุนเพื่อเกษียณสุข ไม่ใช่การชนะตลาด แต่ต้องการมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ และไม่เป็นภาระของใครในวันที่หยุดทำงานแล้ว

การเลือกมากไป ลึกไป อาจไม่ได้ดีที่สุด

บางครั้งผมรู้สึกว่าโลกการลงทุนทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายเสียจนทำให้หลายคนรู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก

มีทั้งหุ้นรายตัว ธีมการลงทุน กลยุทธ์ต่าง ๆ เครื่องมือใหม่ ๆ และข่าวสารที่เข้ามาตลอดเวลา จนบางครั้งเรากลับใช้เวลาไปกับการเลือกมากกว่าการลงมือทำ

ถ้ามีนักลงทุนเอเลี่ยนจากต่างดาวมาดูโลก เขาอาจสงสัยว่าทำไมมนุษย์ถึงทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก

เพราะสุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้จำเป็นต้องมีพอร์ตที่ซับซ้อนที่สุด หรือเลือกหุ้นที่ดีที่สุดในโลก

แต่ต้องมีพอร์ตที่เหมาะกับตัวเอง และสามารถอยู่กับมันได้ในระยะยาว

พอร์ตที่ดีควรทำให้เรานอนหลับสบาย ไม่ใช่ทำให้ตื่นมาตีสามเพื่อดูตลาดฟิวเจอร์ส


PTTV Takeaway

การลงทุนเพื่อเกษียณอาจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่เพราะมันไม่ได้เร่งด่วนเกินไปนี่แหละ ที่ทำให้หลายคนพลาด

จริง ๆ แล้ว มันอาจง่ายกว่าที่เราคิด

เราไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องทำนายตลาด และไม่จำเป็นต้องเอาชนะใคร

แค่เริ่มต้นด้วยพอร์ตที่เหมาะสม ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลาได้ทำงาน

เพราะสุดท้ายแล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ตลาด แต่แพ้การไม่ได้เริ่มเสียมากกว่า

ถ้าง่ายสุด เริ่มใช้บริการ เนิ่น ๆ ของเรา บลจ.ลีฟแคปปิตอล ก็ลงมือได้เลย ไม่มีขั้นต่ำ และมีผู้จัดการกองทุนเลือกจัดและปรับพอร์ตให้ตลอดเวลา https://liefcapital.com/2026/06/10/nn-app-download-banner/

พงษ์ธร ถาวรธนากุล, CFA

CEO & Founder Lief Capital AM

ในโลกของการลงทุน เวลาอาจมีค่ามากกว่าความสมบูรณ์แบบ Read More »

PF Request Form

เริ่มสนใจกองทุนส่วนบุคคล Lief Capital

ท่านสามารถแจ้งรายละเอียด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้แนะนำการลงทุนของเราติดต่อกลับ พูดคุยกันเพื่อวางแผนการลงทุน เลือกนโยบายที่เหมาะสม รวมถึงการตั้งเป้าหมายระยะยาวไปด้วยกันได้เลยค่ะ

Private Fund Hot Leads

นโยบายการลงทุนของเรา

นโยบายเป้าหมายลงทุนในอะไร ?เริ่มต้นลงทุน
Lief Kasian Systemเกษียณสุข (ช่วงเตรียมตัว และหลังเกษียณจัดพอร์ต 3 ตะกร้าเพื่อการเกษียณ (สภาพคล่อง/ปันผล/เติบโต) ด้วยหุ้นรายตัวและ ETF ต่างประเทศ5 ล้านบาท
Lief Secular Fundเป้ากลาง เติบโตเงินลงทุนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้ากลยุทธ์ Core-Satellite ผสมหลายสินทรัพย์ผ่านหุ้นรายตัวและ ETF3 ล้านบาท
Lief US Selectiveเป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี เน้นเสี่ยงสูงลงทุนหุ้นรายตัวสหรัฐ 10 บริษัท ปรับพอร์ตทุก 3 เดือน กรองพื้นฐานด้วย AI คัดเลือกอีกครั้งโดยผู้จัดการกองทุน1 ล้านบาท
Lief Twin Turboเป้าหมายระยะสั้น 1-3 ปี เน้นเสี่ยงสูงลงทุนหุ้นรายตัวทั้งไทยและหุ้นทั่วโลก ผ่าน DR ในตลาดหลักทรัพย์ไทย1 ล้านบาท
Nern Nern (เนิ่นๆ)ทยอยลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินกลยุทธ์ 3 กระปุก (สำรองฉุกเฉิน/เป้ากลาง/เป้าไกล) จัดพอร์ตกองทุนรวมในไทย โอกาสเติบโตทั่วโลกไม่มีขั้นต่ำ (เน้น DCA)
คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม ตารางเปรียบเทียบนโยบาย และผลตอบแทนจริง ช่วยตัดสินใจได้เลย

PF Request Form Read More »

สรุปสัมมนา : Lief x Liberators Global Market (April 26)

ตลาดโลกปี 2026: สงครามอาจทำให้ตลาดชะงัก แต่ธีม AI, Tech และ EM ยังเป็นโอกาสสำคัญ

สรุปงานสัมมนา Lief x Lib ในหัวข้อ Global Market โดยพูดเรื่อง “ภาพการลงทุนปี 2026”
โดยแกนหลักของเรื่องคือ ตลาดโลกยังมีโอกาสลงทุนต่อ แม้มีความเสี่ยงสงคราม เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย แต่ควรเลือกธีมที่ชัดเจน เช่น AI Infrastructure, Space & Defense, Energy Security และ EM บางประเทศ

  1. การลงทุนระยะยาวยังต้องยึด 3 ปัจจัยหลัก: เงินทุน เวลา และผลตอบแทน
    สไลด์อธิบายว่า “เวลาในตลาด” สำคัญมาก เพราะเป็นตัวเปิดทางให้พลังทบต้นทำงาน ส่วนผลตอบแทนเป็นสิ่งควบคุมยากที่สุด จึงต้องเตรียมเงินทุนและวินัยการลงทุนให้ดี

  2. สงคราม/ความขัดแย้งมีผลระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมระยะยาว
    มุมมองหลักคือ ความเสี่ยงสงครามอาจทำให้ตลาดชะงัก แต่หากไม่ลุกลามจนเกิด Recession ตลาดหุ้นยังมีโอกาสไปต่อได้ โดยมีการยกตัวอย่างว่าตลาดโลกเคยผ่านหลายวิกฤตและยังสร้างผลตอบแทนสะสมระยะยาวได้

  3. AI ยังเป็นธีมใหญ่ ไม่ใช่แค่กระแสสั้น ๆ
    สไลด์เน้นว่า AI CAPEX ยังถูกปรับขึ้น เพราะ Demand โตเร็วมาก โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีแค่ชิป แต่รวมถึง Data Center, Networking, Power, Cooling, Construction และ Energy Infrastructure

  4. กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก AI ต้องเลือกให้ถูกจุด
    กลุ่ม “ต้นน้ำ” ที่มี Demand มากกว่า Supply และเกิดคอขวด เช่น ชิป การเชื่อมต่อ พลังงาน และระบบระบายความร้อน ถูกมองว่าน่าสนใจ ขณะที่ Consumer Software บางส่วนมีความเสี่ยงถูก AI Disrupt

  5. ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ และ EM เริ่มน่าสนใจขึ้น
    มีการตั้งคำถามว่าตลาด EM ควรมีบทบาทใหญ่กว่านี้หรือไม่ เพราะจำนวนหุ้นนอกสหรัฐฯ ในดัชนีโลกมีมาก แต่ Market Cap สหรัฐฯ ยังครองน้ำหนักสูงมาก ทำให้หุ้นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะเอเชีย จีน เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น และ Latam มีโอกาสเฉพาะตัว

  6. กำไรบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยบวก
    แนวโน้มกำไรของหุ้นทั่วโลก ทั้งในและนอกสหรัฐฯ ยังถูกปรับขึ้น แม้เจอแรงกดดันจากสงคราม โดยมีการชี้ว่ากำไรยังเติบโตสองหลักต่อเนื่องหลายไตรมาส

  7. หุ้นเทคสหรัฐฯ ยังมีจังหวะลงทุน แต่ต้องระวัง Valuation และขนาดหุ้น
    สไลด์มองว่าโอกาสในหุ้นเทคสหรัฐฯ ยังมี เพราะ PEG และ Tech Premium เริ่มดูสมเหตุสมผลขึ้น แต่หุ้นเล็กอาจต้องรอให้สงครามและทิศทางดอกเบี้ยชัดเจนก่อน

มุมมองรวม

โดยรวมเป็นมุมมอง เชิงบวกแบบ Selective Risk-on คือยังมองว่าตลาดมีโอกาส แต่ไม่ใช่ซื้อทั้งตลาดแบบไม่เลือก กลยุทธ์ที่เหมาะคือเลือกลงทุนในธีมที่มีโครงสร้างเติบโตจริง เช่น AI Infra, Space & Defense, Energy Security และ EM ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีหรือซัพพลายเชนสำคัญ

กลยุทธ์ที่แนะนำ

ควรตัด “เสียงรบกวนระยะสั้น” ออกจากแผนลงทุนระยะยาว เพราะตลาดโลกเจอ Market Disruption เป็นระยะ แต่ระยะยาวยังเดินหน้าต่อได้ ขณะเดียวกันควรใช้การลงทุนแบบ Active มากขึ้น เพราะโอกาสไม่ได้กระจายเท่ากันทุกอุตสาหกรรม การถือดัชนีทั้งก้อนอาจมีบางส่วนถ่วงผลตอบแทน

สิ่งที่ควรระวัง

ปัจจัยลบหลักคือ เงินเฟ้อที่อาจไม่ชะลอลงตามคาด ราคาน้ำมันจากสงคราม ภาระหนี้สหรัฐฯ และสัญญาณการก่อหนี้ของหุ้นเทค แม้ยังไม่ถึงขั้นอันตราย แต่ต้องติดตามว่ารายได้จาก AI จะเข้ามาทัน CAPEX หรือไม่

One-line Summary

ปี 2026 ยังลงทุนต่อได้ แต่ต้องเลือกธีมที่ชนะจริงในโลกหลังสงครามและยุค AI เช่น AI Infrastructure, Energy, Space/Defense และ EM ที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี มากกว่าซื้อทั้งตลาดแบบกว้าง ๆ

สรุปสัมมนา : Lief x Liberators Global Market (April 26) Read More »

Lief App Download – Banner

Lief App เครื่องมือลงทุนเกษียณ โดย บลจ.ลีฟแคปปิตอล

 

บลจ.ลีฟแคปปิตอลคือใคร ? รู้จักกันมากขึ้น Click
นโยบายการลงทุนทั้งหมดของเราตารางสรุปรายนโยบาย
Lief App Download (App store- iPhone)App store Download
Lief App Download (Playtstore – Android)Playstore  Download 
อัพเดทภาวะการลงทุนล่าสุด

บทความล่าสุด (Website)

Live : The Shortlist (Youtube)

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมLine Official : @liefcapital

Lief App Download – Banner Read More »

หลังเกษียณมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะเพียงพอจริงหรือ?

INSIGHT

Lief capital Asset Management

หลังเกษียณมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะเพียงพอจริงหรือ?

Debt Ceiling Debate: Examining Risks Around the X Date

สรุปค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

การที่จะทราบได้ว่าเราต้องมีเงินหลังเกษียณจำนวนเท่าไร เราต้องทราบก่อนว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ใช้ในช่วงหลังเกษียณ ซึ่งโดยพื้นฐานหลัก ๆ ทุกคนก็จะมีค่าใช้จ่ายคล้าย ๆ กัน และมีสิ่งที่แตกต่างตามกิจกรรมที่ทำ

ค่าใช้จ่ายแบ่งได้หลัก ๆ 5 กลุ่ม คือ
1. ค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ของใช้ภายในบ้าน
2. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ อินเทอร์เน็ต การซ่อมแซม
3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าโดยสารรถสาธารณะ ทางด่วน ค่าบำรุงรักษารถยนต์
4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ค่ารักษาพยาบาล เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ อาหารเสริม การตรวจสุขภาพ
5. ค่าใช้จ่ายเพื่อนันทนาการ เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อน การท่องเที่ยว สังสรรค์ เงินบริจาคต่าง ๆ

และจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจจะไม่ได้ต้องใช้ทุกคน คือ ค่าใช้จ่ายดูแลผู้อยู่ในอุปการะ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตรหลานหรือค่าใช้จ่ายดูแลผู้ปกครองในแต่ละเดือน เป็นต้น และค่าจ้างคนดูแล เนื่องจากบางคนไม่มีบุตรหลานดูแลหรือต้องการที่จะอยู่คนเดียว เมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือดูแลตัวเองไม่ไหว ก็อาจจะต้องจ้างคนเพื่อมาดูแลตนเอง

ในช่วงหลังเกษียณ ค่าใช้จ่ายแต่ละกลุ่มจะมีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง แต่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หลัก ๆ เลย คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เนื่องจากเมื่อเราเกษียณอายุ เราก็จะอยู่บ้านมากขึ้น ออกไปข้างนอกน้อยลง ค่าไฟ ค่าน้ำก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ เมื่อเราอายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพก็จะมากขึ้น การเจ็บป่วย โรคภัยต่าง ๆ เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพก็จะเพิ่มสูงขึ้น

โดยหลักในการคำนวณค่าใช้จ่าย ที่เรียกว่า Replacement Ratio คือ ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณน่าจะมีประมาณ 50-80% ของค่าใช้จ่ายช่วงก่อนเกษียณ* เช่น ถ้าเราคาดว่าค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่ที่ 80% ของค่าใช้จ่ายช่วงก่อนเกษียณ คือ ค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณอยู่ที่ประมาณ 240,000 บาทต่อปี ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่ที่ประมาณ 240,000×80% = 192,000 บาท/ปี เป็นต้น

ตัวอย่างปริมาณค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณและหลังเกษียณ

ซึ่งถึงแม้ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณโดยประมาณจะน้อยลงกว่าค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณก็ตาม แต่ที่จำเป็นต้องคิดเข้าไปเพิ่มนั่นคือ เงินเฟ้อ เพราะในอนาคตเราไม่อาจประมาณการได้อย่างแน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นหรือลดลง ซึ่งถ้าหากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น จะส่งผลให้จำนวนเงินที่วางแผน ณ ปัจจุบันอาจจะไม่เพียงพอกับเงินที่ต้องใช้ในอนาคต


โดยสรุป : ดังนั้นเราควรออมเงินให้สูงกว่าที่คาดการณ์รายจ่ายหลังเกษียณเท่าที่เป็นไปได้ เพราะในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน และรายได้ของเราก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ และจะทำให้เรามั่นใจได้ว่าหลังเกษียณจะมีเงินไว้ใช้จ่ายตามที่ต้องการหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมนั่นเอง

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/331-10-checklists-of-retirement-expenses

*บทความสรุปเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน หรือคำเสนอสินค้าและบริการทางการเงินการลงทุน นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

หลังเกษียณมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และจะเพียงพอจริงหรือ? Read More »

Scroll to Top