Retirement

6 ข้อง่ายๆ ช่วยให้มีเป้าหมายหลังเกษียณ


6 ข้อง่ายๆ ช่วยให้มีเป้าหมายหลังเกษียณ

การมีเป้าหมายในการทำอะไรบางอย่าง จะช่วยให้เราจับต้องภาพความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการพิจารณาว่าแท้จริงแล้วตัวคุณนั้นต้องการอะไร อยากได้อะไร อยากมีชีวิตแบบไหน หลังจากนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ คุณจะเริ่มรู้ว่าคุณจะต้องทำอะไรเพื่อให้ไปถึงสิ่งเหล่านั้น

ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย “ที่ยังไม่พบเป้าหมายหลังเกษียณ” ยังไม่ทราบว่าตนเองมีเป้าหมายแบบไหนโดยผมมีคำแนะนำสำหรับการตั้งเป้าหมายเกษียณ 6 ข้อ ที่จะมาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่าน ดังนี้

1.ตั้งเป้าหมายว่าต้องการใช้เงินเท่าไหร่ต่อ เดือน-ปี หลังเกษียณ

 
ถ้าทราบว่าตัวเองต้องการจับจ่ายใช้สอยเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ต่อเดือน คุณจะสามารถกำหนดวิธีการใช้ชีวิตเพื่อนำไปสู่เป้าหมายนั้นได้ เช่น หากต้องการใช้เงินเดือนละ 2 5,000 บาท คุณต้องมีทรัพย์สินเงินทองเตรียมไว้เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ หากไม่พอต้องทำอย่างไร จะปรับเป้าหมายของตัวเองลงไหม หรือจะพยายามหาวิธีที่จะทำให้เป้าหมายมีความเป็นไปได้ยิ่งขึ้น
 
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องมีเงินเท่าไหร่? ผมมีวิธีคำนวณเบื้องต้น คือ
ให้คุณนำเงินที่ต้องการใช้ต่อเดือน x 12 เดือน x อายุขัยหลังเกษียณ x 2 เท่า ดังนั้น หากคุณต้องการเกษียณอายุ 55 ปี คาดว่าอนาคตจะใช้จ่ายเดือนละ 25,000 บาท และคาดว่าจะมีอายุขัยถึง 80 ปี เท่ากับว่าคุณต้องเตรียมเงิน 25,000 x 12 x (80-55) x 2 = 15 ล้านบาท นั่นเอง

2.ตั้งเป้าว่าจะมีชีวิตให้นานที่สุด (จะมีเวลาใช้ชีวิตให้มากที่สุด)

 
อยากจะใช้ชีวิตให้คุ้มที่สุดกับเวลาที่มี เพราะชาติหน้ามีจริงหรือไม่ยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัด ดังนั้นหากคุณตั้งเป้าหมายนี้ สิ่งที่ต้องมีมากกว่าคนอื่นคือ วินัยและความพยายาม เพราะว่าต้องดูแลสุขภาพตนเองอย่างเข้มงวด ควบคุมอาหารการกิน และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่นเอง
 
โดยผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 80.4 ปี ผู้ชายมีอายุเฉลี่ย 73.2 ปี และในปี 2583 อายุเฉลี่ยทั้งเพศหญิง และชายจะเพิ่มขึ้นเป็น 83.2 ปี และ 76.8 ปี ส่งผลให้ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายเนื่องจาก อายุยืนกว่า (อ้างอิงจาก WHO)
 
หลังจากทุกท่านรู้อายุเฉลี่ยโดยทั่วไปแล้ว ขอให้ทุกท่านดูแลตนเองได้ดีจนมีอายุเกินค่าเฉลี่ย ดังที่กล่าวมาครับ แต่อย่าลืมว่าหากคุณต้องการมีชีวิตที่นานขึ้น จำนวนเงินที่คุณต้องเตรียมสำหรับการเกษียณก็จะมากขึ้นตามด้วยหากอ้างอิงจากข้อที่ 1

3.จะสร้างประสบการณ์ชีวิตให้มากที่สุด

 
ข้อนี้ถือเป็นข้อพื้นฐานเลยก็ว่าได้ หากคิดอะไรไม่ออกลองคิดดูสิว่าคุณอยากจะทำอะไร ที่จะมอบความทรงจำดีๆ ให้กับชีวิตบ้าง เช่น
หากคุณใฝ่ฝันว่าอยากออกทริปบนเรือสำราญสุดหรูสักครั้งในชีวิต คุณก็ต้องเริ่มเก็บเงิน ศึกษาข้อมูล ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
 
หากยกตัวอย่างเช่น แพ็คเกจเรือสําราญ 10 วัน 9 คืน ที่พาทัวร์ ฮ่องกง – เชจู – ปูซาน – ฟุกุโอกะ – คําโกชิม่า ซึ่งราคาต่อคนอยู่ที่ 62,400 บาท หากเป็นห้องไม่มีหน้าต่าง หากมีหน้าต่างก็จะเป็น 79,100 บาท ซึ่งราคาต่างกัน แต่นี่ยังไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณต้องเตรียม เพราะราคานี้ยังไม่รวมค่าเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ
 
นอกจากนี้ คุณยังสามารถอัพเกรดประสบการณ์ให้เหนือขั้นไปกว่านั้นได้อีก เช่น แพ็คเกจร่องเรือโซนยุโรปที่สามารถร่องจากมหาสมุทรไปจนถึงขั้วโลก แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายต่อคนสูงถึง 200,000 บาท เลยทีเดียว

4.ใช้เวลาที่เหลือไปกับสิ่งใหม่ (หาความสนใจใหม่ๆ)

 
คุณอาจจะมีสิ่งที่ชอบ “แต่ยังไม่เคยทำ” เราจะรู้สึกว่าชอบบางอย่างได้เพราะได้ใช้เวลากับมัน แต่ติดที่ว่าไม่มีเวลามองหาสิ่งใหม่ๆ เลยนั่นเอง ดังนั้นลองตั้งเป้าใช้ชีวิตที่เหลือหลังเกษียณไปกับการทำสิ่งที่ไม่เคยทำดูไหม เช่น จะ ปั่นจักรยานจากไทยไปอินเดีย หรือการเรียนภาษารัสเซียเพราะอยากมีเพื่อนเป็นคนรัสเซียก็ได้

5.นำตัวเองไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ

 
บางทีการอยู่สถานที่เดิมๆ ก็อาจจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวได้ เจอแต่สิ่งเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ หากคุณมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ คุณสามารถนำเงินเหล่านั้นไปซื้อ หรือเช่าบ้านพักตากอากาศ เพื่อให้ชีวิตให้ดูกระชุ่มกระชวยไม่น่าเบื่อก็ได้ โดยหากเช่าจะมีราคาตั้งแต่หลัก 100 – 10,000 บาท ให้เลือกสรรขึ้นอยู่กับความสวยงามและความพิเศษของสถานที่
 
อย่างบางวันเบื่อเมืองหลวงก็ย้ายไปบ้านติดภูเขา พอเบื่อภูเขาก็ย้ายไปบ้านพักริมทะเลตามใจชอบ เพราะหลังเกษียณเรามีเวลาให้พักผ่อนมากมายจะเดินทางไปพักที่ไหนตอนไหนก็ได้นั่นเอง

6.ปลูกปั้นส่งต่อมรดกให้กับใครสักคน

 
การส่งต่อมรดกก็เหมือนการได้ส่งต่อความพยายาม เรื่องราว และการประสบความสำเร็จให้กับคนอื่น ซึ่งจะดีแค่ไหนหากคนที่ได้รับมรดกไปจะมีคุณภาพชีวิต มีความสุขที่มากขึ้น
 
ถึงคุณไม่มีใครรอบกายเลย ก็ยังมีทางเลือกที่จะบริจาค ทำการกุศลให้กับมูลนิธิต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้เช่นกัน ใครจะรู้ว่าสิ่งที่คุณมอบไปนั้นอาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครอีกหลายคนไปในทางที่ดีก็ได้

สรุป

จะเห็นว่าเป้าหมายส่วนใหญ่จะมีสิ่งหนึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนความสุขนั่นก็คือ “เงิน” นั่นเอง เพราะสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งประสบการณ์ แนวทาง และขีดจำกัดว่าคุณจะสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้เต็มที่แค่ไหน นั้นขึ้นอยู่กับคุณมีเงินมากแแค่ไหน เพราะการมีเงินมากก็เหมือนกับการมีตัวเลือกให้กับชีวิตตนเองมากขึ้นนั่นเอง 

 

ดังนั้นหากทุกท่านพบแล้วว่าเป้าหมายตนเองคืออะไร ก็อย่าลืมหาทาง หาเงินไปให้ถึงเป้านั้นให้ได้ ใครที่คิดว่าตอนนี้ตนก็มีโอกาสทำตามเป้าหมายได้ผมก็ยินดีด้วยอย่างยิ่งครับ แต่หากใครยังห่างไกลก็ขอให้หาเครื่องมือ หรือวิธีการนั้นให้เจอครับ

 

Share On :

10 ข้อผิดพลาด ที่ทำให้ “แผนเกษียณ” ไปไม่ถึงฝัน


10 ข้อผิดพลาด ที่ทำให้ “แผนเกษียณ” ไปไม่ถึงฝัน

การวางแผนที่ดี ควรจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดใหญ่ ที่อาจจะทำให้แผนของเราพังอย่างสิ้นเชิง ลองมาดูกันว่ามีข้อผิดพลาดร้ายแรงอะไรบ้างที่ต้องระวังกันบ้าง

1.ไม่มีกองทุนฉุกเฉิน

1.1) เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต สิ่งที่ไม่คาดฝันก็อาจจะเกิดขึ้นกับเราก็เป็นไปได้ เช่น อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลกระทันหัน พาสัตว์เลี้ยงแสนรักไปหาหมอ อาจจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านครั้งใหญ่ หรือ ไฟไหม้ก็แล้วแต่ 

1.2) คุณไม่มีทางรู้เลยเหตุฉุกเฉินครั้งต่อไปของคุณจะเป็นอย่างไร แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วและคุณไม่มีเงินสดสะสม ก็อาจจะทำให้คุณต้องก่อหนี้บัตรเครดิต หรือว่าต้องถอนเงินจากการลงทุนที่เก็บมาอย่างดี ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เป้าหมายการเกษียณอายุก่อนกำหนดของคุณช้าออกไป
 
1.3) การเตรียมตัวเป็นสิ่งจำเป็น แนะนำให้เปิดบัญชีออมทรัพย์ และแปะป้ายว่า กองทุนฉุกเฉิน เอาไว้ เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น กองทุนฉุกเฉินของคุณควรจะมีสักเป็น 3-6 เท่าของรายได้ต่อเดือนของคุณ

2.ไม่ยอมตัดสินใจลงทุน

2.1) การลงทุนที่ดีที่สุดคือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และเวลาที่ดีที่สุดถัดไปคือ ณ ตอนนี้ การลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก เราสามารถลงทุนผ่าน APP หรือกองทุน เพื่อไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทชั้นนำเช่น แอปเปิ้ล หรือเทสล่าได้ นอกจากนี้ ถึงแม้เงินจะไม่มากก็สามารถกระจายความเสี่ยงเปรียบเสมือนลงหุ้นหลายตัวผ่านกองทุนได้เช่นกัน
 
2.2) ยิ่งเริ่มลงทุนเร็วนั้นจะได้เปรียบ เพราะว่าเงินจำนวนเล็กของคุณนั้นมีโอกาสที่โตแบบทบต้น และหวังว่ามันจะเป็นเท่าตัวก่อนที่วัยเกษียณของคุณจะเริ่มด้วยซ้ำ ในขณะที่ ถ้าคุณยังไม่ตัดสินใจลงทุน คุณก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากผบตอบแทนแบบทบต้น ซึ่งก็จะทำให้คุณจะต้องเก็บออมมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้นเพื่อแผนเกษียณของคุณ

3.ไม่มีแผนที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

3.1) แผนที่ดีจะต้องมีเป้าหมายและรายละเอียดเกี่ยวผู้ลงทุนที่ครบและชัดเจน เพื่อที่จะได้ออกแบบการลงทุนให้เหมาะสมได้ ไม่ว่าเป็นเรื่อง จำนวนเงินที่ต้องการสำหรับการเกษียณ ระยะเวลาการลงทุน จำนวนเงินออมในแต่ละเดือน กลยุทธ์ และความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
 
3.2) แผนที่ดีควรจะเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องมี กราฟ หรือมีคำศัพท์เทคนิค การคำนวนที่ยุ่งยาก ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้คุณไม่ถนัดก็ให้มืออาชีพ อย่างนักวางแผนการเงินเข้ามาช่วยได้
 

4.มุ่งที่ลดรายจ่ายมากกว่าหารายได้

4.1) เป็นเรื่องปกติที่คนจะเน้นลดการใช้จ่ายมากกว่าการหาเงิน เนื่องจากมันง่ายกว่ามาก ใช้เวลาน้อยลงและไม่จำเป็นต้องเจรจา หรือเสนอแนวคิดไอเดียบรรเจิดให้เจ้านายของคุณ
 
4.2) แต่ลดการค่าใช้จ่ายนั้นก็ทำได้อย่างจำกัด เพราะยังไงคุณก็ไม่มีทางลดได้เป็น 0 ในขณะที่มีการสร้างรายได้ผ่านการลงทุนของคุณ นั้นมีเพดานก็สูงกว่ามาก และเมื่อรวมกับพลังของการทบต้นแล้ว ความสามารถของคุณในการหารายได้พิเศษเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตลอดช่วงชีวิตของคุณ

5.กลัวความเสี่ยงมากเกินไป

5.1) ไม่มีใครอยากเสียเงิน แต่นั้นคือความเสี่ยงที่เราต้องเจอในการลงทุน แต่มีพูดว่า ความเสี่ยงที่สุดคือการไม่เทคความเสี่ยงอะไรเลย ซึ่งนั้นทำให้เราเสียโอกาสที่จะให้เงินทำงานอย่างสิ้นเชิง
 
5.2) การกลัวความเสี่ยงถือเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์เรา โดยได้มีบทวิจัยเกี่ยวกับจิตวิทยา ว่ามนุษย์ทั่วไปนั้นจะมีความรู้สึกเกลียดการเสียเงินมากเป็นสองเท่าของความรู้สึกดีใจเวลาเราได้เงิน ซึ่ง อคตินี้ทำให้เรามีแนวโน้มการตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และคิดไปในทางเชิงลบว่าเราน่าจะเสียเงินมากกว่าได้เงิน ทั้งๆโอกาสมันก็อาจจะเท่าๆกัน นอกจากนี้ ประวัติการลงทุนในหุ้นในช่วงหลายหลายปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการลงทุนระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนได้เป็นบวก 8-10% ต่อปี
 
5.3) อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการลงทุน จุดสำคัญคือไม่ใช่ว่าหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เป็นจุดตาย หรือเป็นหายนะซึ่งทำให้การลงทุนของเรานั้นพังอย่างถาวร ซึ่งเราสามารถจำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุนอย่างหนักได้หลายทาง เช่น การกระจายการลงทุนในหุ้นหลายๆตัว หรือหลายสินทรัพย์ที่มีลักษณะความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ซึ่งการปรับการลงทุนให้เหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิตก็มีความจำเป็น ซึ่งจะพูดในข้อถัดไป

6.ไม่ได้ปรับการลงทุนเมื่อมีเหตุการณ์ใหญ่ในชีวิตเข้ามา

6.1) แผนการเงินที่ดีควรจะมีความหยืดหยุ่นได้ ปรับได้ เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตแล้ว แผนเกษียณของเรานั้นยังดำเนินต่อไปได้ เช่น เหตุการณ์ที่ใหญ่ ก็อาจจะเช่น การตัดสินใจซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูก เปลี่ยนงาน หรือเริ่มธุรกิจใหม่
 
6.2) การปรับแผนให้เหมาะในแต่ละช่วงชีวิตก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละช่วงก็รับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน เช่น ตอนเราหนุ่มสาว ยังไม่มีภาระเยอะ ลูกก็ยังไม่มี พ่อแม่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ก็สามารถลงทุนได้เสี่ยงมากหน่อย ในขณะที่คนที่อายุเยอะมีภาระ มีลูก มีพ่อแม่ที่ดูแล เรียกว่าพลาดแล้วไปทั้งครอบครัว ก็อาจจะรับความเสี่ยงได้น้อยหน่อย อาจจะต้องมีกองทุนฉุกเฉินมากขึ้น มีประกันชีวิต การวางแผนมรดก รวมไปถึงแผนเก็บออมเพื่อการศึกษาให้ลูกด้วย
 
6.3) การไม่ได้มารีวิวแผนการเงินของเรา ก็อาจจะทำให้เหตุการณ์เรานี้ส่งผลให้แผนเกษียณของเราไม่ประสบความสำเร็จ

7.ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์วิกฤต หรือกรณีร้ายแรง

7.1) เหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งเราไม่สามารถควบคุม ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่บังคับให้คุณต้องเริ่มต้นแผนเกษียณของคุณใหม่ทั้งหมด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ลำบากทั้งทางเงินและจิตใจ
 
7.2) เหตุการณ์ เช่น ตลาดหุ้นถล่มทลาย บาดเจ็บหนัก ตกงาน หรือ หย่าร้าง
 
7.3) เตรียมตัวรับมือเหตุการณ์หลายนี้ เช่น การกระจายการลงทุน การซื้อประกัน ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการลงทุนเพื่อสร้างให้เงินงอกเงย

8.ไม่มองในระยะยาว

8.1) การมองระยะยาวนั้นเป็นนิสัย และทักษะที่ต้องพัฒนา ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราโฟกัสแต่ในสิ่งที่จะทำให้อนาคตที่เราตั้งเป้าหมายนั้นเป็นจริง
 
8.2) แต่ปัญหาก็คือ สมองคนเรามักจะมองหาความสุขหรือความพึงพอใจในระยะสั้นมากกว่า ซึ่งทำให้เราอาจะถอนเงินออกมาซื้อสิ่งที่เราอยากได้มากกว่าออมเงินเพื่ออิสระภาพหลังเกษียณ ดังนั้นเราจึงต้องมั่นทบทวน และพยายามโฟกัสเป้าหมายที่เราอยากเป็น จากนี้ สิบปี หรือ ยี่สิบปีข้างหน้า เพือ่ให้แผนเราไปตามที่ตั้งเป้าไว้

9.ไม่ให้ยอมรางวัลตัวเองบ้าง

9.1) ถึงแม้ว่าเรามองเป้าหมายในระยะยาวก็จริง แต่ไม่ได้หมายถึงเราจะออมเงินอย่างเข้มข้น และทุ่มทุกอย่างให้กับการลงทุนหมด ความสุขเล็กๆน้อย เช่น การได้กินมือค้ำ การท่องเที่ยว การสังสรรค์กับเพื่อน กาแฟอร่อยตอนเช้า ก็เป็นสิ่งเล็กที่เติมพลังให้คุณได้
 
9.2) ในขณะที่การเสียสละสิ่งพวกนี้มากเกินไป อาจจะทำให้จิตใจห่อเหี่ยวและทำให้คุณไม่อยากออมเงินเพื่อทำตามแผนได้ตลอดชีวิต การนแผนควรจะดำเนินทางสายกลาง ชีวิตก็ควรมีความสุขบ้าง ให้รางวัลตัวเองบ้าง แผนที่ตึงเกินไปก็อาจจะไม่ทำให้คุณยึดติดกับแผนได้ตลอดไป

10.ไม่ได้รับคำปรึกษาจากมืออาชีพ

10.1) การได้รับคำปรึกษาจากผู้ที่ชำนาญ นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราไปสู่เป้าเกษียณได้อย่างเร็ว และสามารถเห็นสัญญาณ หรือสิ่งปกติกับแผน หรือการลงทุนได้ก่อนที่มันจะช้าไป
 
10.2) การยอมรับว่าเราไม่เชี่ยวชาญ หรือการไม่รู้อะไร และเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นด้วยการหาความรู้ ได้รับคำปรึกษา หรือใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ก็ทำให้แผนเรามีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

บทสรุป

จะเห็นว่ามีปัจจัยมากมายที่มาทำให้การเกษียณเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่นั่นเป็นเพราะเราเลือกที่จะนำเสนอข้อผิดพลาดก่อน ซึ่งเราก็ไม่ได้ลืมที่จะหาทางออกด้วยการทำ 10 Tips & Tricks ให้ทุกท่านได้ทราบ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดเหล่านั้น

หากท่านได้ต้องการรับคำปรึกษาเพิ่มเติมสามารถติดต่อผ่าน Line official : @liefcapital หรือ https://lin.ee/9kuD10A

** การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยบทความนี้มิใช่สิ่งชี้นำซื้อขายการลงทุนแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงแค่การให้ความรู้และข้อมูลที่ช่วยให้เพิ่มมุมมองในการลงทุนเท่านั้น **

Share On :

การพยากรณ์ดัชนี S&P500 โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก (ตอนที่ 1)


การพยากรณ์ดัชนี S&P500 โดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก (ตอนที่ 1)

เกริ่นนำ

นปัจจุบันตลาดหุ้นนั้นมีความผันผวนค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องรับมือกับ โรคระบาด COVID-19, อัตราเงินเฟ้อที่ลุกลามทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯที่เป็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญ, ปัญหา Supply Chain ที่ยืดยาว ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่อง และเป็นสาเหตุหลักในตอนต้นที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ, การพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ด้วยนโยบายการเงินแบบเข้มงวด, และภาวะสงครามในยูเครนที่ซ้ำเติมปัญหา ทำให้ตลาดทุนค่อนข้างที่จะคาดการณ์ไม่ได้ จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถสร้างตัวช่วยในการประเมิณดัชนีตลาดหุ้นได้ ทางทีม Investment Research ของทาง Lief ได้มีไอเดียในกาสร้างเครื่องมือในการทำนาย ดัชนีตลาดหุ้น S&P 500 โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการพยากรณ์ตลาดหุ้น

ทำไมทาง Lief ถึงต้องทำโจทย์นี้

หลายๆคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไมทางทีม Investment Research ถึงต้องศึกษาตลาดหุ้นโดยการนำ AI มาใช้ในขณะที่หลายๆที่ก็มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กันอยู่แล้ว หนึ่งในคำตอบนั้นคือเทคนิคการเรียนรู้ของตัว AI, สถาปัตยกรรมของ AI และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือ ข้อมูลที่จะนำไปสอน AI ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จ เปรียบเสมือน ข้อมูลนั้นเป็นวัตถุดิบ และ AI คือพ่อครัว ถึงแม้ว่า พ่อครัวจะเก่งแค่ไหนแต่ถ้าวัตถุดิบไม่มีคุณภาพ รสชาติของอาหารจานนั้นก็จะไม่อร่อย ทางทีมของ Lief ได้มีการเลือกวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน (Input) หรือข้อมูลเป็นอย่างดีเพื่อที่จะสร้างตัวช่วยในการทำนายดัชนีของ S&P 500

ที่มาที่ไปในการสร้าง AI

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดทำให้การสร้างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำได้สะดวกขึ้นแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างทุกอย่างได้ถ้าขาดผู้ที่มีความรู้ทางด้าน AI และตลาดหุ้น อย่างไรก็ตามทางทีม Lief ได้พยายามอย่างหนักในการเลือกข้อมูลและสถาปัตยกรรม AI ที่ตอบโจทย์กับตลาดหุ้นเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าเครื่องมือที่ทาง lief สร้างจะสามารถตอบโจทย์กับนักลงทุน

ก่อนอื่นเลยอยากจะขออธิบายว่าทำไมทางทีมถึงเลือกใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep learning) หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า machine learning บางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า deep learning ซึ่ง ณ ปัจจุบัน สถาปัตยกรรมต่างๆของ AI ถูกสร้างด้วยพื้นฐานของ Deep learning ทั้งสิ้น ทางทีมของ Lief ขอเล่าถึงหลักการทำงานคร่าวๆของ Deep learning model ดังต่อไปนี้ Deep learning หรือ การเรียนรู้เชิงลึกนั้นเป็น subset ของ machine learning ซึ่งประกอบไปด้วย Neural Network ที่มีหลายๆชั้นประกอบกัน จริงๆแล้ว Neural Network นั้น มีที่มาจากสมองของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การสร้างสถาปัตยกรรม AI ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์นั้นจะทำให้ AI มีความฉลาดคล้ายมนุษย์

อย่างไรก็ตาม Neural Network นั้นมีโครงสร้าง 3 ส่วนหลักๆคือ Input Layer, Multiple Hidden Layer, Output Layer. ถ้าให้พูดง่ายๆคือ Input Layer ให้เปรียบเสมือนขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบที่เราได้เตรียมมาจากการหาข้อมูล หลังจากนั้นวัตถุดิบจะเข้าสู่กระบวนการปรุง (AI จะเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนนี้) ซึ่งจะอยู่ใน Multiple Hidden Layer ซึ่งยิ่งมีหลาย Layer AI จะใช้เวลาในการเรียนรู้นานขึ้นแต่ก็แลกมากับความแม่นยำในการใช้งาน และส่วนสุดท้าย Output Layer คือ ผลลัพธ์ที่เราต้องการ (เมนูอาหารนั่นเอง) จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรม AI ที่ใช้ Deep Learing นั่นจะมีความซับซ้อนแล้ะแม่นยำ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางทีมของ Lief ตัดสินใจที่จะใช้ Deep learning model ในการสร้าง AI ขึ้นมานั่นเอง

การเลือกข้อมูลที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนที่จะพูดถึง AI อยากจะให้ทุกคนมาดูว่าปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะส่งผลกับดัชนีหุ้น S&P 500 ทางทีม Investment Research ได้ไปทำการสำรวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งมีข้อมูลดังต่อไปนี้ Index Price, Index EPS, FED Balance Sheet, 2Y Bond Yield, 10Y Bond Yield, Fed Fund Rate, CPI, VIX, USD Index ทางทีม Investment Research เชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบทางตรงต่อดัชนี S&P 500

ทำไมทางทีมของ Lief ถึงคิดว่าปัจจัยเหล่านี้น่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนี S&P500 ขอยกตัวอย่างบางปัจจัย เช่น Index EPS คือปัจจัยที่จะสะท้อนถึงกำไรโดยรวมของตลาดหุ้นนั้นๆ ซึ่งหมายถึงว่าถ้า Index EPS มีค่าที่สูงขึ้นย่อมส่งผลทำให้ มูลค่าของหุ้นแต่ละตัวนั้น มีมูลค่ามากขึ้นหรือน้อยลงด้วยเช่นกัน มากไปกว่านั้น ถ้า Index EPS มีค่ามากขึ้นแต่ในขณะที่ ดัชนี S&P500 ลดลง อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นมากขึ้นนั่นเอง. 

Consumer Price Index หรือ CPI นั่นก็ส่งผลกระทบต่อ S&P500 ด้วยเช่นกัน นั่นเพราะว่า  ยิ่งผู้บริโภคมีความต้องการที่จะซื้อสินค้ามากขึ้น(มี Demand ในความต้องการของสินค้านั้นๆ) ย่อมส่งผลทำให้ เศรษฐกิจดีขึ้นซึ่ง ธุรกิจที่อยู่ในตลาดหุ้น S&P500 ย่อมได้รับผลกระทบทางบวกด้วยเช่นกัน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง คือความต้องการอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ด้วยต้นทุนที่แพงขึ้นทำให้สินค้าหรือบริการแพงขึ้นซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ดัชนี CPI สูงขึ้นได้เช่นกัน

Fed Balance Sheet เองก็มีส่วนสำคัญ นั่นก็เพราะว่า Fed Balance Sheet นั่น บ่งบอกถึง money supply ในระบบเศรษฐกิจจากนโยบายของ FED โดยทั่วไปนั้น money supply เหล่านี้ได้ไหลไปสู่สถาบันการเงินแล้วก็เข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า Fed Balance Sheet ย่อมส่งผลกระทบต่อดัชนี S&P 500 ด้วยเช่นกัน

2 Years และ 10 Years yield rate นั้นสะท้อนมุมมองบางส่วนต่อความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจระยะสั้น และเศรษฐกิจระยะยาวของประเทศนั้น ๆ เนื่องจากเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่ค่อนข้างมีความผันผวนต่ำในภาวะปกติ และเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จะเห็นได้ว่าข้อมูลหรือปัจจัยที่จะนำมาใช้นั้นส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นทั้งสิ้นและทางทีมของ Lief เชื่อมั่นว่า AI จะสามารถเรียนรู้ข่อมูลเหล่านี้เพื่อที่จะทำนายดัชนีหุ้นต่อไป

การสร้าง AI ที่ดีต้องเลือกเทคนิคที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามการเลือกและสร้างสถาปัตยกรรม AI ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับการเลือกวัตถุดิบหรือข้อมูลที่เอาใช้ ทางทีมของเรา ได้เลือกใช้เทคนิค Sample Convolution and Interaction Networks ซึ่งเป็นหนึ่งในการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งถ้าให้พูดกันแบบง่ายๆโดยไม่มีการอ้างอิงสมการทางคณิตศาสตร์ใดๆนั้นคือ เทคนิคนี้จะแบ่งข้อมูลเป็น เลขคู่ กับ เลขคี่ ซึ่ง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกป้อนเข้า AI ให้เรียนรู้แบบคู่ขนานและมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างที่ AI กำลังเรียนรู้ (Interactive Learning) ซึ่งเทคนิคนี้ทำให้สามารถตรวจจับเทรนด์ในอดีตได้แม่นยำกว่าเทคนิคอื่นๆ

สำหรับบทความถัดไปจะพูดถึงการนำข้อมูลที่ทางทีมได้เลือกและสถาปัตยกรรม AI นำไปใช้งานอย่างไรรอติดตามชมกันได้เลยครับ

Lief index lab