Lief App Download

ภาษีหุ้นต่างประเทศสูงสุด 40% จริงไหม? และลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลแล้วจะรอดภาษีหรือเปล่า เรื่องที่หลายคนกลัว อาจไม่ได้น่ากังวลอย่างที่คิด หากรู้วิธีวางแผนเงินต้น กำไร และจังหวะนำเงินกลับไทย อย่าเพิ่งตัดโอกาสลงทุนทั่วโลก เพราะภาษี—รู้ก่อน วางแผนดี ๆ จัดการได้ครับ

ภาษีหุ้นต่างประเทศ เรื่องที่ต้องรู้ แต่ไม่ควรกลัวจนพลาดโอกาสลงทุนทั่วโลก

ทุกวันนี้ การลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป นักลงทุนไทยสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจชั้นนำทั่วโลก รวมถึงกระจายพอร์ตไปยังประเทศและอุตสาหกรรมที่ตลาดหุ้นไทยไม่มีได้ง่ายขึ้นมาก แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ

ภาษีจากการลงทุนต่างประเทศมีอะไรบ้าง?

โดยหลักแล้ว นักลงทุนไทยควรรู้จักภาษี 3 กลุ่มใหญ่

  1. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในประเทศที่เราไปลงทุน

ภาษีประเภทแรกเกิดขึ้นในประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเมื่อเราได้รับเงินปันผล ตัวอย่างเช่น นักลงทุนไทยที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นสหรัฐฯ โดยทั่วไปอาจถูกหักภาษีในสหรัฐฯ 30% แต่หากยื่นแบบฟอร์ม W-8BEN และได้รับสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อัตราภาษีเงินปันผลสำหรับนักลงทุนบุคคลทั่วไปอาจลดเหลือ 15%

 

ส่วนกำไรจากการขายหุ้น หรือ Capital Gain นักลงทุนต่างชาติที่ไม่ได้มีสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของสหรัฐฯ โดยทั่วไปไม่ถูกเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กำไรดังกล่าวอาจยังมีภาระภาษีในประเทศไทยเมื่อนำเงินได้กลับเข้ามา 

กติกาของแต่ละประเทศแตกต่างกัน นักลงทุนจึงควรตรวจสอบประเทศต้นทางของหุ้นหรือกองทุนที่ลงทุนด้วย ไม่ควรใช้เกณฑ์ของสหรัฐฯ ไปเหมารวมกับทุกประเทศ

 

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทย

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นมา หากบุคคลมีเงินได้จากต่างประเทศในปีที่อยู่ในประเทศไทยรวมตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป เมื่อนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะนำกลับในปีเดียวกันหรือปีถัดไป ก็ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่นำเงินเข้ามา (ภ.ง.ด. 90/91) (มาตรา 40(4))

เงินได้จากการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • กำไรที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหลักทรัพย์
  • เงินปันผล
  • ดอกเบี้ย
  • กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในบางกรณี

คำสำคัญคือ ภาษีคิดจาก เงินได้หรือผลตอบแทนที่งอกเงยขึ้นมา ไม่ได้คิดจากเงินทั้งหมดที่โอนกลับ เพราะเงินต้นซึ่งเป็นทรัพย์สินเดิมของเราไม่ใช่เงินได้ใหม่ ตัวอย่างเช่น เรานำเงิน 1 ล้านบาทออกไปลงทุน แล้วขายหลักทรัพย์ได้เงินกลับมา 1.2 ล้านบาท ส่วนที่เป็นเงินได้โดยหลักคือกำไร 200,000 บาท ไม่ใช่เงินทั้งหมด 1.2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องมีหลักฐานแยกเงินต้นและผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน เช่น หลักฐานการโอนเงินออก รายการซื้อขาย รายงานเงินปันผล Statement จากโบรกเกอร์ และหลักฐานการนำเงินกลับเข้าประเทศไทย เพราะผู้เสียภาษีมีหน้าที่ประเมินและพิสูจน์ข้อเท็จจริงของตนเอง

หากเงินปันผลถูกหักภาษีในต่างประเทศมาแล้ว อาจนำภาษีที่จ่ายไว้มาใช้เป็นเครดิตภาษีในประเทศไทยได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายและอนุสัญญาภาษีซ้อน จึงควรเก็บเอกสารรับรองภาษีจากโบรกเกอร์หรือผู้ให้บริการไว้ด้วย

เงินได้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 ยังคงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดิม นักลงทุนจึงควรเก็บ Statement ณ สิ้นปี 2566 ไว้เป็นหลักฐานแยกเงินลงทุนและผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลา

 

  1. ภาษีกองมรดกของต่างประเทศ

ภาษีอีกประเภทที่ถูกพูดถึงมากคือภาษีกองมรดกของสหรัฐฯ หรือ U.S. Estate Tax

สำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นพลเมืองและไม่มีภูมิลำเนาในสหรัฐฯ หากถือทรัพย์สินที่มีแหล่งในสหรัฐฯ ณ วันเสียชีวิต เช่น หุ้นของบริษัทที่จัดตั้งตามกฎหมายสหรัฐฯ อสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ หรือทรัพย์สินบางประเภท อาจเข้าข่ายภาษีกองมรดกของสหรัฐฯ

IRS ระบุว่า หากมูลค่าทรัพย์สินที่มีแหล่งในสหรัฐฯ ณ วันเสียชีวิตเกิน 60,000 ดอลลาร์ ผู้จัดการมรดกอาจมีหน้าที่ยื่นแบบ Form 706-NA ส่วนอัตราภาษีเป็นขั้นบันไดและมีอัตราสูงสุด 40% ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าพอร์ตทั้งหมดจะถูกเก็บทันทีในอัตรา 40%

สิ่งสำคัญคือ ภาษีนี้พิจารณาทรัพย์สิน ณ วันเสียชีวิต ไม่ใช่เรียกเก็บเพราะเราเคยซื้อหรือเคยขายหุ้นสหรัฐฯ มาก่อน และการถือผ่านบัญชีรวมหรือ Omnibus Account ไม่ได้ทำให้ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของนักลงทุนหายไปโดยอัตโนมัติ

 

ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ต้องเสียภาษีหรือไม่?

คำตอบคือ โดยหลักแล้ว “เสียครับ”

กองทุนส่วนบุคคลแตกต่างจากกองทุนรวม เพราะทรัพย์สินในกองทุนส่วนบุคคลยังเป็นของผู้ลงทุนรายนั้น เพียงแต่มอบหมายให้บริษัทจัดการหรือผู้จัดการกองทุนเข้ามาบริหารแทน

ดังนั้น หากกองทุนส่วนบุคคลนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ภาระภาษีของผู้ลงทุนโดยทั่วไปจะใช้หลักใกล้เคียงกับกรณีที่บุคคลนั้นออกไปลงทุนเอง เมื่อมีเงินได้จากต่างประเทศและนำกลับเข้าประเทศไทยตามเงื่อนไข ผู้ลงทุนยังต้องพิจารณานำเงินได้นั้นมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อย่าสับสนระหว่าง “กองทุนส่วนบุคคล” กับ “กองทุนรวมไทย” เพราะโครงสร้างทางกฎหมายและผลทางภาษีอาจแตกต่างกัน

 

แล้วเราต้องกังวลแค่ไหน?

กังวลได้ครับ เพราะภาษีคือต้นทุนอย่างหนึ่งของการลงทุน แต่ไม่จำเป็นต้องกลัวจนไม่กล้าลงทุน ภาษีสามารถบริหารจัดการได้หลายทาง ดังนี้

ทยอยนำเงินกลับหลังเกษียณ

สำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว 15–30 ปี อาจสะสมเงินลงทุนและผลตอบแทนไว้ต่างประเทศก่อน แล้วทยอยนำกลับมาใช้หลังเกษียณ

ในช่วงนั้น รายได้จากเงินเดือนหรือธุรกิจของเราอาจลดลง เงินที่นำกลับมารวมกับรายได้ประเภทอื่นจึงอาจตกอยู่ในฐานภาษีที่ต่ำกว่าช่วงวัยทำงาน

แทนที่จะถอนเงินก้อนใหญ่กลับมาภายในปีเดียว เราอาจทยอยถอนตามค่าใช้จ่ายจริง เช่น ปีละ 4–5% ของพอร์ต วิธีนี้ช่วยกระจายรายได้ออกไปหลายปี และยังเปิดโอกาสให้เงินส่วนที่เหลือเติบโตต่อ

วางแผนนำเงินต้นกลับอย่างมีหลักฐาน

เงินต้นไม่ใช่เงินได้พึงประเมิน แต่การจะระบุว่าเงินที่นำกลับเป็นเงินต้นหรือผลตอบแทน ต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและมีเอกสารพิสูจน์ได้ นักลงทุนจึงควรแยกบัญชี จัดเก็บหลักฐานการโอนเงินออก Statement การซื้อขาย เงินปันผล ภาษีที่ถูกหัก และการโอนเงินกลับอย่างเป็นระบบ ไม่ควรคิดเพียงว่าเราสามารถเลือกเรียกเงินทุกก้อนว่า “เงินต้น” ได้ตามต้องการ

หากมีหลายบัญชี ลงทุนหลายปี หรือซื้อขายจำนวนมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยคำนวณก่อนนำเงินกลับ (ซึ่งทาง บลจ.ลีฟ ยินดีอำนวยความสะดวกในส่วนนึ้ให้กับนักลงทุนครับ)

 

ใช้ค่าลดหย่อนและเครดิตภาษีให้ครบ

เงินได้จากต่างประเทศจะถูกรวมกับเงินได้ประเภทอื่นเพื่อคำนวณตามฐานภาษีบุคคลธรรมดา นักลงทุนยังสามารถใช้สิทธิที่ตนมีอยู่ตามกฎหมาย เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนคู่สมรสและบุตร ประกัน กองทุนเพื่อการเกษียณ การยกเว้นเงินได้สำหรับผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงเครดิตภาษีต่างประเทศที่เข้าเงื่อนไข

ภาษีที่ต้องจ่ายจริงจึงไม่ได้เท่ากับอัตราภาษีสูงสุดคูณด้วยกำไรทั้งหมดเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับรายได้รวม ฐานภาษี สิทธิลดหย่อน และเครดิตภาษีของแต่ละคน

 

แล้ว Estate Tax สูงสุด 40% จัดการได้ไหม?

ความเสี่ยงนี้มีอยู่จริง โดยเฉพาะคนที่ถือหุ้นบริษัทสหรัฐฯ หรือ ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยตรง และมีมูลค่ารวมเกินเกณฑ์ 60,000 ดอลลาร์ ณ วันเสียชีวิต

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบขายหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้

ถ้ายังอยู่ในช่วงสะสมทรัพย์สิน นักลงทุนอาจวางแผนติดตามสัดส่วนทรัพย์สินที่มีแหล่งในสหรัฐฯ เป็นระยะ เมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณหรือพอร์ตมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงค่อยทยอยปรับโครงสร้าง เช่น

  • ทยอยขายและนำเงินกลับมาใช้ตามแผน
  • ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ โดยตรงเมื่ออายุมากขึ้น
  • เปลี่ยนบางส่วนเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะทรัพย์สินแหล่งสหรัฐฯ
  • พิจารณา ETF ที่จดทะเบียนนอกสหรัฐฯ เช่น ไอร์แลนด์ เมื่อเหมาะกับแผนและข้อจำกัดของตนเอง
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย หากต้องการลดภาระการจัดการเอกสารและโครงสร้างภาษีด้วยตนเอง
  • เตรียมข้อมูลพอร์ตและผู้ติดต่อไว้ให้ครอบครัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนหุ้นเป็นเงินสดไม่ได้ทำให้พ้นภาษีกองมรดกโดยอัตโนมัติในทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาว่าเงินสดหรือบัญชีที่ถืออยู่จัดเป็นทรัพย์สินแหล่งใดด้วย หากพอร์ตมีมูลค่าสูง ควรวางแผนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีระหว่างประเทศและมรดก

 

อย่าให้ภาษีทำให้เราตัดโอกาสลงทุนทั่วโลก

ถ้าคุณยังอยู่ในช่วงก่อนเกษียณ ต้องการการเติบโตของพอร์ต และมีเวลาลงทุนมากกว่า 15 ปี การกระจายเงินไปลงทุนในธุรกิจทั่วโลกยังมีประโยชน์มาก

เราไม่ควรพิจารณาเฉพาะภาษี แต่ต้องดูภาพรวมทั้งผลตอบแทนหลังภาษี ความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย สภาพคล่อง การกระจายประเทศ และระยะเวลาลงทุน

หากหลีกเลี่ยงหุ้นต่างประเทศทั้งหมดเพราะกลัวภาษี เราอาจประหยัดต้นทุนบางส่วน แต่ต้องแลกกับการพลาดโอกาสเติบโตและการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นต้นทุนที่ใหญ่กว่า

ที่สำคัญ กฎหมายภาษีไม่ได้หยุดนิ่ง เกณฑ์ในวันนี้อาจได้รับการปรับปรุงในอนาคต เพื่อให้เกิดความชัดเจน ความเท่าเทียม และสอดคล้องกับรูปแบบการลงทุนของคนไทยมากขึ้น แผนภาษีจึงควรได้รับการทบทวนเป็นระยะ ไม่ใช่วางครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดชีวิต

ทางเลือกที่จัดการภาษีง่ายกว่า ก็ต้องดูต้นทุน และทางเลือกอื่น ๆ ให้ครบ

สำหรับคนที่ไม่ต้องการจัดการเรื่องการนำเงินออกไปลงทุน การโอนเงินกลับ และเอกสารภาษีด้วยตนเอง การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยหรือ Depositary Receipt (DR) อาจเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า

ภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน กำไรจากการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมและ DR ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ จึงดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความยุ่งยากด้านภาษีลงทุนต่างประเทศได้

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ประหยัดภาษี” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีต้นทุน”

เรายังต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เช่น

  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ และค่าธรรมเนียมแรกเข้า
  • ค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน
  • ค่าธรรมเนียมกองทุนหลัก
  • ค่าป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Hedging Cost
  • ส่วนต่างราคาซื้อขายและอัตราแลกเปลี่ยน
  • ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามโครงสร้างของผลิตภัณฑ์

ต้นทุนเหล่านี้แตกต่างกันมากในแต่ละผลิตภัณฑ์ และไม่ได้เกิดขึ้นครบทุกประเภท แต่บางกรณีเมื่อรวมค่าธรรมเนียมหลายชั้น ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายบ่อย อาจสูงถึงประมาณ 4–5% ในบางปีได้ โดยเฉพาะนักลงทุนสายเทรดที่ปรับพอร์ตเป็นประจำ ต้นทุนยิ่งมีโอกาสบั่นทอนผลตอบแทนระยะยาว

เรื่องนี้สำคัญ เพราะค่าใช้จ่ายรายปีก็มีผลทบต้น หรือ Compounding Effect เช่นเดียวกับผลตอบแทน

สมมติพอร์ตสร้างผลตอบแทนก่อนค่าใช้จ่ายได้ปีละ 8% แต่มีต้นทุนรวมปีละ 2% ผลตอบแทนสุทธิจะเหลือประมาณ 6% เมื่อเวลาผ่านไป 15–20 ปี ความแตกต่างเพียงปีละ 2% สามารถทำให้มูลค่าปลายทางต่างกันอย่างมีนัยสำคัญได้

ดังนั้น อย่าดูเฉพาะว่าเครื่องมือใด “เสียภาษี” หรือ “ไม่เสียภาษี” แต่ควรเปรียบเทียบผลตอบแทนสุทธิหลังหักทุกอย่าง ทั้งภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าเงิน และต้นทุนการซื้อขาย

การลงทุนโดยตรงอาจมีภาระด้านเอกสารและการวางแผนภาษีมากกว่า ขณะที่กองทุนรวมไทยหรือ DR อาจสะดวกและบริหารจัดการง่ายกว่า แต่ก็อาจมีต้นทุนแฝงระหว่างทางที่แตกต่างกัน

ไม่มีคำตอบเดียวว่าแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพื่อน ๆ ต้องลองชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสีย ระยะเวลาลงทุน และพฤติกรรมการปรับพอร์ตของตัวเองอีกทีครับ

หมายเหตุ: สถานะการยกเว้นภาษีขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติของผู้ลงทุน และหลักเกณฑ์ที่ใช้ในขณะนั้น ส่วนต้นทุน 4–5% ไม่ใช่อัตราที่เกิดกับทุกผลิตภัณฑ์ ควรตรวจหนังสือชี้ชวน Factsheet ตารางค่าธรรมเนียม และนโยบายป้องกันความเสี่ยงก่อนลงทุน

 

สรุปแบบเข้าใจง่าย

ถ้าเน้นความสะดวกและไม่อยากจัดการเอกสารภาษีต่างประเทศด้วยตนเอง กองทุนรวมไทยอาจได้เปรียบ โดยเฉพาะกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทั่วไป ซึ่งบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ภายใต้หลักเกณฑ์ปัจจุบัน

ส่วนกองทุนส่วนบุคคลมีจุดเด่นเรื่องการออกแบบพอร์ตให้ตรงกับเป้าหมายของเจ้าของเงิน แต่ไม่ได้เป็นเกราะที่ทำให้ภาษีจากการลงทุนต่างประเทศหายไป เพราะกองทุนส่วนบุคคลมีสถานะตามเจ้าของทรัพย์สิน หากเจ้าของเป็นบุคคลธรรมดา ผลตอบแทนก็ยังต้องพิจารณาตามหลักภาษีของบุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินจากภาษีเพียงด้านเดียว เพราะกองทุนรวมอาจมีค่าธรรมเนียมหลายชั้น รวมถึง Management Fee และ Hedging Cost ขณะที่กองทุนส่วนบุคคลก็มีค่าบริหาร ค่าผู้รับฝากทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายในการซื้อขายเช่นกัน

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปรียบเทียบ “ผลตอบแทนสุทธิหลังภาษีและค่าใช้จ่ายทั้งหมด” ไม่ใช่ดูเพียงว่าทางเลือกใดได้รับยกเว้นภาษีครับ

 

อ้างอิง: คู่มือภาษีกองทุนรวมของกรมสรรพากร, ข้อหารือเรื่องสถานะทางภาษีของกองทุนส่วนบุคคล และ หลักเกณฑ์สัญญาจัดการกองทุนส่วนบุคคลของ ก.ล.ต.

บทความเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ๆ 

https://dime.co.th/th/articles/offshore-annual-summary

https://www.liberator.co.th/article/view/us-stock-tax-guide-2026

https://www.wealththink.co/15890

https://jittawealth.com/blog/foreign-investment-tax-guide/

 

บลจ.ลีฟ มีกลยุทธ์การลงทุนอะไรบ้าง ?

กองทุนที่เราบริหาร มีผลตอบแทนที่ทำได้จริง ดีแค่ไหน ? มีการนำนวัตกรรม AI มาช่วยอย่างไร ?ระหว่างรอวันสัมมนา สามารถเลือกชมรายละเอียด กองทุนที่เราบริหาร เหมาะกับใคร เลือกหุ้นแบบไหน สรุปเข้าใจง่าย คลิกตรงนี้ได้เลย

ดูรายละเอียดกองทุน

หมายเหตุ – ข้อมูล บทวิเคราะห์ ความคิดเห็น หรือมุมมองที่ปรากฏในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นการชักชวน เสนอขาย หรือแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ทางการเงินใดเป็นการเฉพาะ / ข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำไม่สามารถรับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลได้ และข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า / การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุน ฐานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง

Share:

More Posts

ทองช่วยพอร์ต? / อินเดีย–BRICS สำคัญไหม | TSL 04 September  26

พอร์ต 60/40 ยังไม่ตาย แต่โลกใหม่อาจต้องมีทองช่วยเสริมความทนทาน ขณะที่ BRICS+ ภายใต้อินเดียยังมีโอกาสเพิ่มบทบาทของ Global South แต่ยังติดข้อจำกัดด้านความเป็นเอกภาพ

VIX 15 ตลาดไม่กลัว S&P 8,000 / ทองแตะ $4,900 ปีนี้  | TSL 03 September  26

กำไรบริษัททั่วโลกยังโตแรงพอหนุนหุ้นไปต่อ แต่ตลาดเริ่มกระจุกตัวในธีม AI มากขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องมองทั้ง Earnings, Bond Yield และความเสี่ยงของพอร์ตไปพร้อมกัน

AI กด Cash Flow Tech ยั่งยืนได้ไหม / จีน Tech ที่คนมองข้าม โต 145%  | TSL 01 September  26

ตลาดเริ่มกลับมาเผชิญความเสี่ยงจาก Fed, น้ำมัน, หนี้สหรัฐฯ และ Bond Yield ขณะที่หุ้นเทคจีนมีโอกาสมากกว่าแค่แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตเดิม

Join Shortlister

อัพเดทภาวะการลงทุน พร้อมแนวโน้มตลาด คัดเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้

The Shortlister

Example Subtitle

Example Title

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Mauris tempus nisl vitae magna pulvinar laoreet. Nullam erat ipsum, mattis nec mollis ac, accumsan a enim. Nunc at euismod arcu. Aliquam ullamcorper eros justo, vel mollis neque facilisis vel.

Scroll to Top