loader image

ชิปเอเชีย กำไรสหรัฐฯ โลกไม่ได้วิ่งแค่ AI ? สรุป TSL 8 Jun 26

SSGA ชี้ว่าเอเชียคือ hardware backbone ของ AI โลก valuation ยังต่ำกว่าสหรัฐฯ มาก / Capital Group บอกว่าโอกาสครึ่งหลังปี 2026 ไม่ได้อยู่แค่ใน Mag-7 อีกแล้ว มี 3 ธีมใหม่ให้ไล่ตาม / BNY ปิดท้ายด้วยข้อมูลว่ากำไรตลาดกระจายตัวแล้วจริงๆ — 85% ของบริษัทใน S&P 500 รายงานผลดีกว่าคาด และกลุ่ม non-AI ก็โตแข็งแกร่งด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีกว่าตลาดที่วิ่งตามหุ้นแค่ไม่กี่ตัว

Paper 1:  เอเชีย ผู้ชนะในยุค  AI โลก? | SSGA

WHAT HAPPENED

  • เอเชียผลิตชิป 72% ของโลก และ 95% ของชิปขั้นสูง AI (GPU) — ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ครองห่วงโซ่
  • Hyperscaler สหรัฐฯ ลงทุน $697B ในปี 2026 แต่ทุกบาทต้องซื้อฮาร์ดแวร์จากเอเชีย
  • ต้นทุน AI ลดเร็ว (DeepSeek ลด 75%) → Jevons paradox: ใช้ถูกลง → ใช้มากขึ้น → demand ฮาร์ดแวร์พุ่ง

WHY SHOULD I KNOW

  • หุ้น Tech เอเชียมี valuation ต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมีนัย — ตลาดยัง fully price in ศักยภาพไม่ครบ
  • AI สร้างผลิตภาพจริงในเอเชีย: ญี่ปุ่นโปรแกรมเครื่องจักรจาก 16 ชม. → 15 นาที, สิงคโปร์ +40–70%
  • นโยบายภาษีเอเชียสนับสนุน AI เข้มแข็งกว่าสหรัฐฯ (อินเดียยกเว้นภาษี 21 ปี, เกาหลีให้ R&D credit สูง)

WHAT TO WATCH

  • ญี่ปุ่น/เกาหลี: AI ช่วยแก้ขาดแคลนแรงงาน — ได้ประโยชน์ชัด vs จีน/อินเดีย: คนหนุ่มสาวล้นตลาด เสี่ยงว่างงาน
  • ต้นทุนพลังงานและ logistics จากสงครามอิหร่านกำลังกดดัน margin ก่อนส่งผ่านราคา
  • การกระจายตัวของเทคโนโลยีจาก “โรงงาน” ไปสู่ทั้งเศรษฐกิจ — ว่าจะกว้างแค่ไหน ยังต้องติดตาม

HOW TO RESPOND

  • เพิ่ม exposure หุ้น Semiconductor + Electronics เอเชีย — เป็น “อุปกรณ์ขุดทอง” ที่ยัง undervalued
  • Overweight ญี่ปุ่น/เกาหลี/ไต้หวัน ที่ได้ประโยชน์ทั้งส่งออกและผลิตภาพ vs ระวัง labour-heavy EM
  • ติดตามนโยบาย reskill แรงงานในจีน/อินเดีย — ถ้าทำได้ดีจะเปลี่ยน risk เป็น opportunity ได้

Paper 2:  โอกาสลงทุนกับ 3 ธีมใหญ่ 2026 | Capital Group

WHAT HAPPENED

  • กำไร S&P 500 โต 29% ใน Q1, EM คาดโต 49.2% สิ้นปี — กระจายไปทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ AI
  • Hyperscaler 5 ราย (Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft, Oracle) ทุ่ม $650B สร้าง data center ปีนี้
  • “Emergent Seven” (TSMC, Samsung, Tencent ฯลฯ) ครอง 33% ของ MSCI EM — valuation ต่ำกว่า Mag 7 มาก

WHY SHOULD I KNOW

  • การลงทุน AI โลกอาจแตะ $30T ในทศวรรษหน้า — ใหญ่กว่า industrial boom จีนช่วงต้น 2000s
  • Caterpillar ยอดขาย construction +38% Q1 และ backlog พลังงาน $62.7B — AI ต้องการเหล็ก ทองแดง ก่อสร้าง
  • กำไรที่ขับเคลื่อนโดย earnings จริงมีความยั่งยืนกว่า sentiment — ช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่ noise

WHAT TO WATCH

  • เงินเฟ้อและ bond yield สูงเป็นความเสี่ยงระยะสั้น — โดยเฉพาะถ้าราคาพลังงานยังไม่ลด
  • ความไม่แน่นอนเรื่องประธาน Fed คนใหม่ อาจสร้าง volatility ในช่วงครึ่งหลังปี
  • ศูนย์กลาง demand ฮาร์ดแวร์ AI อาจเปลี่ยนผู้ชนะในหมู่ผู้ผลิต — ต้องเลือกรอบคอบ ไม่ใช่ลงทั้งกลุ่ม

HOW TO RESPOND

  • เพิ่ม non-US: EM (Emergent Seven) + DM นอกสหรัฐฯ (Airbus, ASML, AstraZeneca) valuation ดีกว่า
  • เพิ่ม “pick-and-shovel” real economy: infra, construction, defence, pharma (cash flow แข็ง + ปันผลดี)
  • รักษาพอร์ต balance — อย่า overconcentrate AI หุ้นไม่กี่ตัว เตรียมรับ volatility ระยะสั้นจาก macro

Paper 3:  กำไรทั้งตลาดเริ่มมาพร้อมกัน | BNY

WHAT HAPPENED

  • S&P 500 EPS โต ~29% ใน Q1, คาดโต 22% ทั้งปี 2026 และ 15% ในปี 2027
  • 85% ของบริษัทรายงานผลดีกว่าคาด — กว้างที่สุดในรอบหลายปี ไม่ใช่แค่กลุ่ม AI
  • กลุ่ม non-AI คาดโต 15% ปีนี้ และ 11% ปีหน้า — สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ ~10%/ปี

WHY SHOULD I KNOW

  • ถ้ากำไรกระจายไปหลายกลุ่ม แปลว่า downside จากหุ้น AI ไม่กี่ตัวดิ่งลง ส่งผลรวมน้อยลง
  • ธนาคาร สุขภาพ พลังงาน กำลังเติบโตด้วยเหตุผลของตัวเอง ไม่ได้พึ่ง AI เป็นตัวหลัก
  • แนวโน้มกำไรกว้างขึ้นหมายความว่า mid-year pullback จะมี sector อื่นรองรับแรงกระแทก

WHAT TO WATCH

  • เงินเฟ้อที่ยังสูงและ bond yield ที่พุ่ง — ถ้ายืดเยื้อจะกด P/E และ discount rate ขึ้น
  • ความไม่แน่นอนเรื่องประธาน Fed คนใหม่ สร้าง policy risk โดยเฉพาะถ้าตลาดคาด hawkish
  • ดูว่า EPS Q2 จะยืนยัน broad-based growth ได้จริงไหม — ถ้าใช่ momentum จะแข็งแกร่งมาก

HOW TO RESPOND

  • ยังคง hold หรือเพิ่มหุ้นได้ — กำไรกว้างและแข็งแกร่งยังสนับสนุน bull case ระยะกลาง
  • กระจายไปกลุ่ม financials, healthcare, energy ที่กำไรดีด้วยเหตุผลของตัวเอง ไม่ใช่แค่ AI
  • เตรียม buffer สำหรับ volatility ระยะสั้น: เงินเฟ้อ / Fed / geopolitics ยังไม่หายไป

ชิปเอเชีย กำไรสหรัฐฯ โลกไม่ได้วิ่งแค่ AI ? สรุป TSL 8 Jun 26 Read More »

เปิดแนวรับหุ้น US แถวไหนดี ? หุ้นเทค AI จะเป็นฟองสบู่แตกหรือไม่ ?

“ตื่นมาเจอพอร์ตแดงเถือกแบบนี้ หลายคนคงเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ ว่าตลาดกระทิงที่เราเอนจอยกันมานานมันจบลงแล้วหรือยัง? วันนี้ Phongthorn TV จะพาไปแกะรอย ‘คืนวันศุกร์สยองขวัญ’ ว่าอะไรคือตัวจุดฉนวนให้หุ้นเทคโนโลยีโดนเทกระจาดรุนแรงขนาดนี้ แล้วถ้าอยากจะถัวเพิ่มหรือช้อนใหม่ จุดไหนถึงจะเรียกว่า ‘ปลอดภัย’ และ ‘ได้เปรียบ’ ในเชิงพื้นฐาน? ใครที่กำลังถือหุ้นกลุ่ม AI, Semiconductor หรือมองหาโอกาสใน Emerging Market 7 นางฟ้า ต้องอ่านสรุปนี้ให้จบก่อนตัดสินใจครับ!”

1. เจาะลึก 6 ความเสี่ยงครึ่งปีหลัง (Mid-year Outlook)

นอกเหนือจากเรื่องเงินเฟ้อแล้ว ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล:

  • กำลังซื้อที่แท้จริงถดถอย: แม้เศรษฐกิจจะดูโต (GDP 2.5%) แต่ “ค่าจ้างจริง” เริ่มติดลบ เพราะเงินเฟ้อโตเร็วกว่าเงินเดือน ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึก “จนไม่ไหวแล้ว” และเงินออมลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่หลังโควิด.
  • AI เป็นตัวเร่งเงินเฟ้อระยะสั้น: แม้ระยะยาว AI จะช่วยลดต้นทุน แต่ระยะสั้นการแห่ลงทุน (AI Capex) ทำให้เกิดการแย่งทรัพยากรและบุคคลากร จนเกิด Demand Pull Inflation หรือเงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการที่ล้นเกิน.
  • ความเปราะบางของ Supply Chain: ยังมีความเสี่ยงเรื่องการห้ามส่งออกทรัพยากรหรือเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศ AI Supply Chain ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้ตลอดเวลา.
  • สัญญาณอันตรายจากบอนด์ยีลด์: หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ เข้าใกล้ 5% จะเป็นจุดอันตรายที่จะดึงเงินจากหุ้นไหลกลับไปสู่ตราสารหนี้.

2. ตรวจสุขภาพ “ฟองสบู่” ผ่าน 4 สัญญาณอันตราย (The 4 Overs)

คุณพงธรใช้เกณฑ์จาก Rockefeller มาประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อดูว่าใกล้จุดระเบิดหรือยัง:

  • Over Valuation (ราคาแพงเกินไป): ปัจจุบัน PE อยู่ที่ 20 ต้นๆ ยังไม่ถึงขั้นเดือดพล่านเหมือนอดีต (ที่เคยไปถึง 24 เท่า) จึงถือว่ายังอยู่ในระดับที่พอรับได้.
  • Over Investment (ลงทุนเกินตัว): เริ่มมีสัญญาณเตือนในกลุ่ม AI Capex ที่คนเริ่มตั้งคำถามว่าลงทุนมหาศาลแล้วจะคุ้มค่าหรือได้กำไรกลับมาเมื่อไหร่.
  • Over Ownership (ถือครองกระจุกตัว): เริ่มเป็นสีแดง เพราะหุ้น Tech เบียดเข้าไปครองสัดส่วนถึง 40% ของดัชนี และมีหุ้นเพียง 17% เท่านั้นที่ชนะตลาดในเดือนที่ผ่านมา.
  • Over Leverage (หนี้สินท่วม): ยังปลอดภัย เพราะบริษัทกลุ่ม Hyper Scaler ปัจจุบันมีกระแสเงินสดดีมากและหนี้ต่ำกว่าสมัยวิกฤต Dotcom อย่างชัดเจน.
  • สรุป: ฟองสบู่รอบนี้เพิ่งเดินทางมาได้แค่ “ครึ่งทาง” เท่านั้น ยังไม่ถึงจุดที่ต้องล้างพอร์ตหนีตาย.

3. รายละเอียดแนวรับ S&P 500 (เชิงพื้นฐาน)

หากคุณต้องการรอ “จังหวะช้อน” ที่ปลอดภัย คุณพงธรคำนวณจาก PE เฉลี่ย 18 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับยุคที่มีหุ้น Tech:

  • แนวรับแรก (6,570 จุด): คำนวณจากกำไรที่คาดหวังปีนี้และปีหน้าผสมกัน เหมาะสำหรับคนถือยาว 1 ปีขึ้นไป.
  • แนวรับแย่ที่สุด (6,120 จุด): ในกรณีที่งบการเงินโดนกดดันจากสงครามหรือ AI ไม่ทำเงินตามเป้า จนกำไรโตเหลือเพียง 15%.
  • สายเก็งกำไรระยะสั้น (5,600 จุด): หากต้องการส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) สูงๆ เพราะตลาดช่วงสั้นจะผันผวนรุนแรงกว่าปกติ.

4. กลุ่มที่ยังเป็น “ความหวัง” และไปต่อได้

  • AI Super Cycle: ยังไปต่อได้ยาวๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น Physical Infrastructure เช่น Data Center, ระบบระบายความร้อน, และ Networking ที่ต้องโตตามชิป Nvidia ไปด้วยกัน.
  • Emerging Market 7 นางฟ้า: หุ้นนอกสหรัฐฯ เริ่มน่าสนใจเพราะราคาถูกกว่า เช่น TSMC, Samsung, SK Hynix รวมถึง Delta Electronic ของไทยที่ถูกจัดเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของตลาดเกิดใหม่ในธีม AI ด้วย.

สรุปสั้นๆ: ตลาดตอนนี้คือการ “ตกใจแรง” จากปัจจัยแมโคร (ดอกเบี้ย/เงินเฟ้อ) แต่พื้นฐานบริษัทยังแน่น กลยุทธ์คือ “ลงมาให้ช้อน แต่ต้องเลือกกลุ่มที่ได้เปรียบในราคาที่เหมาะสม” ครับ

เปิดแนวรับหุ้น US แถวไหนดี ? หุ้นเทค AI จะเป็นฟองสบู่แตกหรือไม่ ? Read More »

Scroll to Top