loader image

Lief US Selective สร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี !

เริ่มเติบโตไปกับหุ้นสหรัฐวันนี้ เพราะเทคโนโลยีและตลาดหุ้น ไม่มีคำว่า “รอ” 
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะ “รอให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือความกังวลว่า AI จะเป็นฟองสบู่หรือไม่ แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การลงทุน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน มักไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างชัดเจนแล้ว 
 
เพราะเมื่อความเสี่ยงหายไป ราคาหุ้นก็มักปรับขึ้นไปก่อนแล้วเช่นกัน ซึ่งตลาดก็จะมองไปที่ความเสี่ยงเรื่องต่อไปอยู่ดี ขึ้นชื่อว่าการลงทุน ความเสี่ยงเป็นของที่มาคู่กันเสมอ 
 
วันนี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับการตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสายเติบโต และหุ้นสหรัฐ ก่อนที่ภาพเศรษฐกิจและตลาดจะกลับมาสดใสจนทุกคนเห็นตรงกัน 

1. สงครามกำลังคลี่คลาย และตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง 

หนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา คือความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูเหตุการณ์สำคัญในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก หรือวิกฤตความขัดแย้งระดับภูมิภาคหลายครั้ง จะพบว่าตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่สามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย ตามข้อมูลจากทาง Capital Group ที่ชี้ชัดว่าหลังสงครามตลาดหุ้นสามารถปรับขึ้นได้เฉลี่ย 32.3% ใน 2 ปีหลังจากเหตุการณ์ 

เหตุผลสำคัญคือ ตลาดไม่ชอบ ความไม่แน่นอน มากกว่าตัวเหตุการณ์เอง เมื่อเส้นทางข้างหน้าเริ่มมองเห็นได้ชัด นักลงทุนก็พร้อมกลับมารับความเสี่ยงอีกครั้ง 

  • หุ้นหลังสงคราม ถ้าถือได้ยาวนานพอ ผลตอบแทนคุ้มค่าเสมอ (2ปี เฉลี่ยไม่ขาดทุน) 
  • ตลาดหุ้น ถ้าวางเงินถูกที่ แทบไม่ต้องกลัววิกฤต เพราะตลาดหุ้นปรับตัวรับมือได้เสมอ 

2. เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรงกว่าที่หลายคนคิด 

แม้จะมีการพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหลายปี แต่จนถึงวันนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 

การจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง การบริโภคภาคเอกชนยังเติบโต ภาคบริการยังขยายตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ได้ส่งสัญญาณอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับลดโอกาสเกิด Recession ลง โดย Goldman Sachs ลดความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจถดถอยเหลือเพียง 15%

  • ล่าสุด Goldman ปรับลดโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Recession) ลงจาก 25% เป็น 15% 

นั่นหมายความว่า ตลาดกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเตรียมรับมือเศรษฐกิจแย่ ไปสู่การประเมินว่าเศรษฐกิจอาจ ลงจอดอย่างนุ่มนวล มากกว่าและหากเศรษฐกิจไม่ถดถอยจริง ราคาหุ้นในปัจจุบันอาจยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตทั้งหมด 

3. กำไรบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดในรอบหลายปี 

ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามกำไรของบริษัทข่าวดีคือ หลายสำนักวิจัยเริ่มมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุดรอบหลายปี แรงสนับสนุนสำคัญมาจาก การลงทุนด้าน AI และ Data Center และผลิตภาพแรงงานที่ดีขึ้นจากเทคโนโลยี ที่ผ่านมา ตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว 

ในมุมมองเปรียบเทียบหุ้นในและนอกสหรัฐ สาเหตุหลักที่ยังทำให้ หุ้น US มีความโดดเด่น น่าสนใจลงทุนตลอดมาคืออัตรากำไรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งขยาย กำไรยิ่งเยอะขึ้น (ตามภาพ) ปัจจัยหลักมาจาก ความเป็นเจ้าเทคโนโลยีที่สามารถเรียกราคาขายได้สูงและประสิทธิภาพที่ดี ขยายได้เร็ว ลดต้นทุนต่อหน่วยไปพร้อมกัน ซึ่งช่องว่างตรงนี้นับวันยิ่งห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะนักลงทุนจึงไม่แปลกที่จะเลือกอยู่ข้างที่มีอำนาจต่อรองได้มากกว่า 

  • อัตรากำไรหุ้นสหรัฐ โดดเด่นกว่าหุ้นยุโรปเรื่อยมา ตั้งแต่หลัง Global Financial Crisis  

แต่ในระยะถัดไป หากกำไรเติบโตกระจายตัวมากขึ้น ก็มีโอกาสเห็นหุ้นกลุ่มอื่นเข้ามารับช่วงต่อ และสร้างโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้นกว่าที่เคย โดยในช่วงปี 2026 ที่เหลือการเติบโตของกำไรจะกระจายตัวไปยังกลุ่ม Communication service, Industrial, Materials และ Energy มากขึ้น ถึงแม้ว่าความคาดหวังของนักวิเคราะห์ในตลาดจะถูกปรับขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น การเลือกลงทุนรายตัวแบบ Selective จึงยิ่งมีความสำคัญชัดเจนมากขึ้น 

  • การเติบโตของกำไรที่กระจายตัวดีและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายกลุ่ม ทำให้ระดับ Valuation ไม่สูงจนเกินไป 
4. AI ยังไม่จบ และกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า AI ไปไกลเกินไปหรือไม่ แต่หากพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุนจริงของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จะพบว่าการลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเร่งตัวที่สำคัญ โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปอีกต่อไป เราเริ่มเห็นผู้ชนะกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น  

  • Data Centerและโครงสร้างพื้นฐาน 
  • Softwareและ Automation 
  • Cybersecurity
  • Cloud Computing
  • Power & Utilities
  • Industrial Technology

นั่นหมายความว่า AI กำลังเปลี่ยนจาก “ธีมของหุ้นไม่กี่ตัว” ไปสู่ “ธีมของเศรษฐกิจทั้งระบบ” และยิ่งเทคโนโลยีแพร่หลายมากขึ้น โอกาสการลงทุนก็ยิ่งกระจายตัวมากขึ้นตามไปด้วย ไม่นับรวมความคึกคักของหุ้นที่น่าสนใจกำลังเดินหน้าเข้า IPO กันตลอดทั้งปี ตั้งแต่ AI Platform อย่าง SpaceX ไปจนถึง Pureplay เช่น Anthropic และ OpenAI จะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ตลาดกำลังเลือกทาง AI ให้ไปต่อได้ในอีกหลายปี 

  • โอกาสลงทุนธีม AI ยังมีโอกาสขยายตัวและเปิดให้มีบริษัทที่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นในทางกว้างและลึก 

5. ความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มลดลง ขณะที่ตลาดรับข่าวร้ายเรื่องดอกเบี้ยไปมากแล้ว 

อีกหนึ่งความกังวลสำคัญของนักลงทุน คือท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตลาดกังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูง หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย กำลังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในอนาคต 

ขณะที่ตลาดการเงินเองก็ได้สะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ยไปมากพอสมควรแล้ว (ณ 24 มิ.ย. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026) ดังนั้น หากข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงต่อจากนี้เริ่มแสดงหลักฐานชัดเจนว่ากำลังชะลอตัวลง สิ่งที่ตลาดจะเริ่มมองต่อ ไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นโอกาสที่นโยบายการเงินจะกลับมาผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต 

ซึ่งโดยปกติแล้ว เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น 

  • ตลาดมองเห็นการขึ้นดอกเบี้ยแต่เริ่มปรับโอกาสลดลง และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นหลังกการประชุม FED รอบต่อไป​ 
6. หุ้นสหรัฐแพงไปหรือยัง ? คำตอบคือ อาจแพงแต่ไม่เหมือนปี 2000 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังลังเล คือการมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นมามากจนดูแพง ซึ่งหากมองเฉพาะระดับราคา ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นหลายตัวไม่ได้อยู่ในโซนราคาถูกอีกต่อไป 

แต่คำถามสำคัญกว่าคือ แพงเมื่อเทียบกับอะไร ?” 

หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าทั้งสองยุคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคดอทคอม นักลงทุนจำนวนมากซื้อความหวังของธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้ ไม่มีผลกำไร และยังไม่สามารถพิสูจน์โมเดลธุรกิจได้จริง 

แต่ในรอบนี้ ผู้นำของการลงทุน AI กลับเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง มีฐานลูกค้าจริง และสร้างกระแสเงินสดมหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Nvidia, Alphabet, Amazon หรือ Meta ต่างมีความสามารถในการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีจากกระแสเงินสดของตนเอง 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนไม่ได้กำลังเดิมพันกับ ความฝัน (ที่ยังไม่มีแม้แต่รายได้)แต่กำลังลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอยู่แล้ว 

  • แนวโน้มกำไรของบริษัทวางไฟเบอร์อินเตอร์เนตในยุคดอทคอม (ยิ่งทำยิ่งหด) เทียบกับยุค AU Hyperscaler ยิ่งทำยิ่งขยายเติบโต 
  • ปัจจุบัน แนวโน้มการเติบโตกำไรวิ่งนำราคาหุ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี (มาก) ในการเข้าลงทุน สะท้อนว่าหุ้นยังไม่แพง ถ้าเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่วิ่งนำไปก่อนแล้ว 

นอกจากนี้ บทเรียนจากวิกฤติดอทคอมยังทำให้นักลงทุนในปัจจุบันระมัดระวังมากขึ้น 

ทุกวันนี้ตลาดเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับ Valuation ความคุ้มค่าของ AI การคืนทุนของ Data Center หรือความสามารถในการสร้างรายได้จากการลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ความสงสัยเหล่านี้อาจดูเป็นปัจจัยลบในระยะสั้น 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันสะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะ เชื่อทุกอย่างเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ 

ที่สำคัญที่สุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตตามราคาหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ หลายบริษัทสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องราวที่สวยงามบนกระดาษ 

ดังนั้น แม้ภาพภายนอกจะดูเหมือนตลาดร้อนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากคุณภาพของธุรกิจ ความแข็งแกร่งของงบดุล และศักยภาพการเติบโตของกำไร นี่อาจไม่ใช่ภาพของฟองสบู่ที่กำลังแตกแต่อาจเป็นภาพของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ที่ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากในอนาคต 

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความท้าทายจึงไม่ใช่การมองหาหุ้นที่ ถูกที่สุดแต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ Noise ระยะสั้น และอะไรคือปัจจัยพื้นฐานที่จะกำหนดผลตอบแทนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และบ่อยครั้ง โอกาสที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยเหมือนตอนนี้เลยครับ 

บทสรุป : นักลงทุนมักรอให้มั่นใจก่อน แต่ตลาดไม่เคยรอใคร 

ทุกครั้งที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุนมักตั้งคำถามว่า รออีกหน่อยดีไหม 

แต่ปัญหาคือ เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว ราคาหุ้นก็มักจะไม่อยู่ที่เดิม วันนี้เรากำลังเห็น 

ความเสี่ยงสงครามลดลง 

เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง 

กำไรบริษัทมีแนวโน้มเติบโต 

AI ยังสร้างโอกาสใหม่จำนวนมาก 

ความกังวลเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย 

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นทันทีในวันพรุ่งนี้หรือไม่  

แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว คำถามที่สำคัญกว่าคือถ้าสมมติทุกอย่างเป็นไปตามที่ตลาดคาด เศรษฐกิจไม่ถดถอยแรง AI เดินหน้า ดันตลาดหุ้นขึ้นได้ต่อเนื่อง เราจะเสียดายที่ไม่ได้ลงทุนในโอกาสนี้แค่ไหน ?” 

แค่หลักการอาจจะฟังดูง่าย แต่ทำจริงได้ไหม ? ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราลงมือทำจริง โดยประเมินสภาวะ ปัจจัยการลงทุน โอกาสและความเสี่ยง จากนั้นจึงเข้าลงทุนให้กับลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นรายตัวสหรัฐฯ Lief US Selective ที่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 25.22% (ตั้งแต่ต้นปี – 19 มิ.ย. เทียบดัชนีชี้วัดที่ 15.38%) จึงเรียกได้ว่า ถ้ามัวแต่รอให้ปัจจัยเสี่ยงอย่างความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านคลี่คลาย แนวโน้มดอกเบี้ยหลังเปลี่ยนประธาน FED ชัดเจน อาจจะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย 

Lief US Selective สร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ! Read More »

 UBS ค้าน Fed Hike / ถอดสูตร Active Manager ที่รอด | สรุป TSL 25 Jun 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพตลาดที่กำลังอยู่ระหว่าง “ความกังวลดอกเบี้ย” กับ “บทเรียนการลงทุนระยะยาว” ฝั่ง UBS มองว่าตลาดอาจตีความความเข้มงวดของ Fed มากเกินไป แม้ Bond Yield ปรับขึ้นและตลาดเริ่มเชื่อว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่เงื่อนไขเศรษฐกิจยังไม่สนับสนุนการขึ้นดอกแบบเร่งด่วน ขณะเดียวกัน Morningstar ถอดบทเรียนจาก Will Danoff ผู้จัดการกองทุนระดับตำนานของ Contrafund ซึ่งชี้ว่า การสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีในระยะยาวไม่ได้มาจากการจับจังหวะตลาดระยะสั้น แต่มาจากกระบวนการลงทุนที่มีวินัย เข้าใจธุรกิจจริง และกล้าถือหุ้นคุณภาพให้นานพอ

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มรีบาวด์ หลังหุ้นเทคและเซมิคอนดักเตอร์ถูกขายหนัก โดยนักลงทุนจับตา Micron เป็นตัววัดสุขภาพของธีม AI Memory และ AI Infrastructure
  • Micron รายงานรายได้และกำไรดีกว่าคาด พร้อม Guidance แข็งแกร่ง ตอกย้ำว่า Demand ของ HBM และ Memory สำหรับ AI Data Center ยังไม่จบ และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในหุ้น Semiconductor
  • JPMorgan ปรับเป้า S&P 500 สิ้นปีขึ้นเป็น 7,800 จุด เพราะกำไรบริษัทถูกปรับประมาณการขึ้นแรง โดยมี AI Investment และเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังแข็งแกร่งเป็นแรงหนุน
  • Stifel ยังแนะนำถือหุ้น AI Infrastructure ต่อ แม้ตลาดเริ่มกังวลฟองสบู่ เพราะมองว่ารอบนี้ต่างจาก Dot-com โดย Hyperscalers ยังมีรายได้และกระแสเงินสดรองรับ Capex
  • ปัจจัยมหภาคเริ่มผสมกันมากขึ้น: น้ำมันถูกกดดันหลัง Hormuz กลับมาเปิดเร็ว, ดอลลาร์แข็งกดดันค่าเงินเอเชีย ขณะที่ AI เริ่มกระทบทั้งตลาดแรงงานและการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรม AI

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: Fed ยังไม่เร่งขึ้นดอก: สัญญาณที่ตลาดต้องจับตา | UBS

WHAT HAPPEN

  • Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้น แม้ราคาน้ำมันลดลง เพราะตลาดเริ่มกังวลว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก
  • ตลาดสะท้อนความเป็นไปได้ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง หลัง Kevin Warsh ส่งสัญญาณ Hawkish
  • UBS มองว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ยังต่ำ และ Fed น่าจะคงดอกเบี้ยก่อนเปลี่ยนไปลดดอกในปี 2027

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดอาจกังวลเรื่อง Fed มากเกินไป เพราะเงินเฟ้อเริ่มมีสัญญาณชะลอ และตลาดแรงงานไม่ได้ร้อนแรงจนบังคับให้ Fed ต้องขึ้นดอกทันที
  • หาก Fed ไม่ขึ้นดอกตามที่ตลาดกลัว Bond Yield ที่อยู่สูงอาจกลายเป็นโอกาสสะสมพันธบัตรคุณภาพ
  • มุมมองว่า Fed จะลดดอกในท้ายที่สุด ยังเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว

WHAT TO DO NEXT

  • จับตา Core PCE, CPI, ตลาดแรงงาน และสัญญาณจากคณะทำงานใหม่ของ Fed
  • ทยอยเพิ่มน้ำหนักพันธบัตรคุณภาพดีอายุสั้นถึงกลาง หาก Yield ยังอยู่ระดับสูง
  • ระวังการตีความ Fed แบบสุดโต่งเกินไป เพราะนโยบายอาจเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าที่ตลาดกลัว

Paper 2: 6 บทเรียนการลงทุนจากผู้จัดการกองทุนระดับตำนาน | Morningstar

WHAT HAPPEN

  • Morningstar ถอดบทเรียนจาก Will Danoff ผู้จัดการ Fidelity Contrafund ที่เอาชนะตลาดได้ยาวนาน
  • Contrafund ชนะดัชนีได้เฉลี่ยราว 2.75% ต่อปี ตั้งแต่ปี 1990 ถึงปี 2026 แม้อุตสาหกรรมกองทุนเปลี่ยนไปสู่ยุค Index Fund
  • ความสำเร็จมาจากวินัยการลงทุน การเข้าใจธุรกิจเชิงลึก และการถือหุ้นคุณภาพระยะยาว

WHY SHOULD I KNOW

  • การชนะตลาดไม่ได้มาจากสูตรลับหรือการเทรดบ่อย แต่มาจากการเข้าใจธุรกิจจริงและให้เวลากับไอเดียที่ดีที่สุด
  • หุ้นผู้ชนะระยะยาวมักต้องถือให้นานพอ ไม่ใช่ขายทันทีเพียงเพราะราคาขึ้นแรง
  • Active Fund ยังมีโอกาสสร้าง Alpha ได้ หากมี Research, Process และวินัยที่แข็งแรงจริง

WHAT TO DO NEXT

  • มองหาบริษัทที่กำไรโตได้ 5–10 ปี มีผู้บริหารคุณภาพ และมีคูเมืองชัดเจน
  • อย่าขายหุ้นผู้ชนะเร็วเกินไป หากพื้นฐานและการเติบโตระยะยาวยังดี
  • ใช้บทเรียนของ Danoff กับพอร์ตจริง: คัดหุ้นให้ลึก ถือให้นาน และไม่ทำให้กลยุทธ์ซับซ้อนเกินจำเป็น

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ ตลาดอาจกลัว Fed มากเกินไป แต่การลงทุนระยะยาวยังต้องยึดพื้นฐานเป็นหลัก UBS มองว่าเงื่อนไขสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยยังไม่ชัดพอ แม้ตลาดจะเริ่มสะท้อนความเสี่ยง Fed Hawkish มากขึ้น ทำให้ Bond Yield ที่สูงอาจเป็นโอกาสในตราสารหนี้คุณภาพ ขณะที่ Morningstar ย้ำผ่านบทเรียนของ Will Danoff ว่าการสร้างผลตอบแทนระยะยาวต้องอาศัยความเข้าใจธุรกิจ วินัย และความอดทนในการถือหุ้นคุณภาพ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือไม่ตื่นตระหนกกับสัญญาณ Fed ระยะสั้นมากเกินไป และยังให้ความสำคัญกับสินทรัพย์คุณภาพที่มีพื้นฐานแข็งแรงในระยะยาว

 UBS ค้าน Fed Hike / ถอดสูตร Active Manager ที่รอด | สรุป TSL 25 Jun 26 Read More »

Scroll to Top