Lief US Selective สร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี !
เริ่มเติบโตไปกับหุ้นสหรัฐวันนี้ เพราะเทคโนโลยีและตลาดหุ้น ไม่มีคำว่า “รอ”
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะ “รอให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือความกังวลว่า AI จะเป็นฟองสบู่หรือไม่ แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การลงทุน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน มักไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างชัดเจนแล้ว
เพราะเมื่อความเสี่ยงหายไป ราคาหุ้นก็มักปรับขึ้นไปก่อนแล้วเช่นกัน ซึ่งตลาดก็จะมองไปที่ความเสี่ยงเรื่องต่อไปอยู่ดี ขึ้นชื่อว่าการลงทุน ความเสี่ยงเป็นของที่มาคู่กันเสมอ
วันนี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับการตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสายเติบโต และหุ้นสหรัฐ ก่อนที่ภาพเศรษฐกิจและตลาดจะกลับมาสดใสจนทุกคนเห็นตรงกัน
1. สงครามกำลังคลี่คลาย และตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง
หนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา คือความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูเหตุการณ์สำคัญในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก หรือวิกฤตความขัดแย้งระดับภูมิภาคหลายครั้ง จะพบว่าตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่สามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย ตามข้อมูลจากทาง Capital Group ที่ชี้ชัดว่าหลังสงครามตลาดหุ้นสามารถปรับขึ้นได้เฉลี่ย 32.3% ใน 2 ปีหลังจากเหตุการณ์
เหตุผลสำคัญคือ ตลาดไม่ชอบ “ความไม่แน่นอน” มากกว่าตัวเหตุการณ์เอง เมื่อเส้นทางข้างหน้าเริ่มมองเห็นได้ชัด นักลงทุนก็พร้อมกลับมารับความเสี่ยงอีกครั้ง

- หุ้นหลังสงคราม ถ้าถือได้ยาวนานพอ ผลตอบแทนคุ้มค่าเสมอ (2ปี เฉลี่ยไม่ขาดทุน)

- ตลาดหุ้น ถ้าวางเงินถูกที่ แทบไม่ต้องกลัววิกฤต เพราะตลาดหุ้นปรับตัวรับมือได้เสมอ
2. เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรงกว่าที่หลายคนคิด
แม้จะมีการพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหลายปี แต่จนถึงวันนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
การจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง การบริโภคภาคเอกชนยังเติบโต ภาคบริการยังขยายตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ได้ส่งสัญญาณอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับลดโอกาสเกิด Recession ลง โดย Goldman Sachs ลดความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจถดถอยเหลือเพียง 15%

- ล่าสุด Goldman ปรับลดโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Recession) ลงจาก 25% เป็น 15%
นั่นหมายความว่า ตลาดกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเตรียมรับมือเศรษฐกิจแย่ ไปสู่การประเมินว่าเศรษฐกิจอาจ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” มากกว่าและหากเศรษฐกิจไม่ถดถอยจริง ราคาหุ้นในปัจจุบันอาจยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตทั้งหมด
3. กำไรบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดในรอบหลายปี
ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามกำไรของบริษัทข่าวดีคือ หลายสำนักวิจัยเริ่มมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุดรอบหลายปี แรงสนับสนุนสำคัญมาจาก การลงทุนด้าน AI และ Data Center และผลิตภาพแรงงานที่ดีขึ้นจากเทคโนโลยี ที่ผ่านมา ตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
ในมุมมองเปรียบเทียบหุ้นในและนอกสหรัฐ สาเหตุหลักที่ยังทำให้ หุ้น US มีความโดดเด่น น่าสนใจลงทุนตลอดมาคืออัตรากำไรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งขยาย กำไรยิ่งเยอะขึ้น (ตามภาพ) ปัจจัยหลักมาจาก ความเป็นเจ้าเทคโนโลยีที่สามารถเรียกราคาขายได้สูงและประสิทธิภาพที่ดี ขยายได้เร็ว ลดต้นทุนต่อหน่วยไปพร้อมกัน ซึ่งช่องว่างตรงนี้นับวันยิ่งห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะนักลงทุนจึงไม่แปลกที่จะเลือกอยู่ข้างที่มีอำนาจต่อรองได้มากกว่า

- อัตรากำไรหุ้นสหรัฐ โดดเด่นกว่าหุ้นยุโรปเรื่อยมา ตั้งแต่หลัง Global Financial Crisis
แต่ในระยะถัดไป หากกำไรเติบโตกระจายตัวมากขึ้น ก็มีโอกาสเห็นหุ้นกลุ่มอื่นเข้ามารับช่วงต่อ และสร้างโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้นกว่าที่เคย โดยในช่วงปี 2026 ที่เหลือการเติบโตของกำไรจะกระจายตัวไปยังกลุ่ม Communication service, Industrial, Materials และ Energy มากขึ้น ถึงแม้ว่าความคาดหวังของนักวิเคราะห์ในตลาดจะถูกปรับขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น การเลือกลงทุนรายตัวแบบ Selective จึงยิ่งมีความสำคัญชัดเจนมากขึ้น


- การเติบโตของกำไรที่กระจายตัวดีและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายกลุ่ม ทำให้ระดับ Valuation ไม่สูงจนเกินไป
นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า AI ไปไกลเกินไปหรือไม่ แต่หากพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุนจริงของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จะพบว่าการลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเร่งตัวที่สำคัญ โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปอีกต่อไป เราเริ่มเห็นผู้ชนะกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น
- Data Centerและโครงสร้างพื้นฐาน
- Softwareและ Automation
- Cybersecurity
- Cloud Computing
- Power & Utilities
- Industrial Technology
นั่นหมายความว่า AI กำลังเปลี่ยนจาก “ธีมของหุ้นไม่กี่ตัว” ไปสู่ “ธีมของเศรษฐกิจทั้งระบบ” และยิ่งเทคโนโลยีแพร่หลายมากขึ้น โอกาสการลงทุนก็ยิ่งกระจายตัวมากขึ้นตามไปด้วย ไม่นับรวมความคึกคักของหุ้นที่น่าสนใจกำลังเดินหน้าเข้า IPO กันตลอดทั้งปี ตั้งแต่ AI Platform อย่าง SpaceX ไปจนถึง Pureplay เช่น Anthropic และ OpenAI จะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ตลาดกำลังเลือกทาง AI ให้ไปต่อได้ในอีกหลายปี

- โอกาสลงทุนธีม AI ยังมีโอกาสขยายตัวและเปิดให้มีบริษัทที่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นในทางกว้างและลึก
5. ความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มลดลง ขณะที่ตลาดรับข่าวร้ายเรื่องดอกเบี้ยไปมากแล้ว
อีกหนึ่งความกังวลสำคัญของนักลงทุน คือท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตลาดกังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูง หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย กำลังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในอนาคต
ขณะที่ตลาดการเงินเองก็ได้สะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ยไปมากพอสมควรแล้ว (ณ 24 มิ.ย. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026) ดังนั้น หากข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงต่อจากนี้เริ่มแสดงหลักฐานชัดเจนว่ากำลังชะลอตัวลง สิ่งที่ตลาดจะเริ่มมองต่อ ไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นโอกาสที่นโยบายการเงินจะกลับมาผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต
ซึ่งโดยปกติแล้ว เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น

- ตลาดมองเห็นการขึ้นดอกเบี้ยแต่เริ่มปรับโอกาสลดลง และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นหลังกการประชุม FED รอบต่อไป
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังลังเล คือการมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นมามากจนดูแพง ซึ่งหากมองเฉพาะระดับราคา ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นหลายตัวไม่ได้อยู่ในโซนราคาถูกอีกต่อไป
แต่คำถามสำคัญกว่าคือ “แพงเมื่อเทียบกับอะไร ?”
หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าทั้งสองยุคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคดอทคอม นักลงทุนจำนวนมากซื้อความหวังของธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้ ไม่มีผลกำไร และยังไม่สามารถพิสูจน์โมเดลธุรกิจได้จริง
แต่ในรอบนี้ ผู้นำของการลงทุน AI กลับเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง มีฐานลูกค้าจริง และสร้างกระแสเงินสดมหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Nvidia, Alphabet, Amazon หรือ Meta ต่างมีความสามารถในการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีจากกระแสเงินสดของตนเอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนไม่ได้กำลังเดิมพันกับ “ความฝัน (ที่ยังไม่มีแม้แต่รายได้)” แต่กำลังลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอยู่แล้ว

- แนวโน้มกำไรของบริษัทวางไฟเบอร์อินเตอร์เนตในยุคดอทคอม (ยิ่งทำยิ่งหด) เทียบกับยุค AU Hyperscaler ยิ่งทำยิ่งขยายเติบโต

- ปัจจุบัน แนวโน้มการเติบโตกำไรวิ่งนำราคาหุ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี (มาก) ในการเข้าลงทุน สะท้อนว่าหุ้นยังไม่แพง ถ้าเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่วิ่งนำไปก่อนแล้ว
นอกจากนี้ บทเรียนจากวิกฤติดอทคอมยังทำให้นักลงทุนในปัจจุบันระมัดระวังมากขึ้น
ทุกวันนี้ตลาดเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับ Valuation ความคุ้มค่าของ AI การคืนทุนของ Data Center หรือความสามารถในการสร้างรายได้จากการลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ความสงสัยเหล่านี้อาจดูเป็นปัจจัยลบในระยะสั้น
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันสะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะ “เชื่อทุกอย่าง” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่
ที่สำคัญที่สุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตตามราคาหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ หลายบริษัทสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องราวที่สวยงามบนกระดาษ
ดังนั้น แม้ภาพภายนอกจะดูเหมือนตลาดร้อนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากคุณภาพของธุรกิจ ความแข็งแกร่งของงบดุล และศักยภาพการเติบโตของกำไร นี่อาจ “ไม่ใช่ภาพของฟองสบู่ที่กำลังแตก” แต่อาจเป็นภาพของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ที่ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากในอนาคต
สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความท้าทายจึงไม่ใช่การมองหาหุ้นที่ “ถูกที่สุด”แต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ Noise ระยะสั้น และอะไรคือปัจจัยพื้นฐานที่จะกำหนดผลตอบแทนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และบ่อยครั้ง โอกาสที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยเหมือนตอนนี้เลยครับ
บทสรุป : นักลงทุนมักรอให้มั่นใจก่อน แต่ตลาดไม่เคยรอใคร
ทุกครั้งที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุนมักตั้งคำถามว่า “รออีกหน่อยดีไหม”
แต่ปัญหาคือ เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว ราคาหุ้นก็มักจะไม่อยู่ที่เดิม วันนี้เรากำลังเห็น
✓ ความเสี่ยงสงครามลดลง
✓ เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง
✓ กำไรบริษัทมีแนวโน้มเติบโต
✓ AI ยังสร้างโอกาสใหม่จำนวนมาก
✓ ความกังวลเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นทันทีในวันพรุ่งนี้หรือไม่
แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว คำถามที่สำคัญกว่าคือ “ถ้าสมมติทุกอย่างเป็นไปตามที่ตลาดคาด เศรษฐกิจไม่ถดถอยแรง AI เดินหน้า ดันตลาดหุ้นขึ้นได้ต่อเนื่อง เราจะเสียดายที่ไม่ได้ลงทุนในโอกาสนี้แค่ไหน ?”
แค่หลักการอาจจะฟังดูง่าย แต่ทำจริงได้ไหม ? ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราลงมือทำจริง โดยประเมินสภาวะ ปัจจัยการลงทุน โอกาสและความเสี่ยง จากนั้นจึงเข้าลงทุนให้กับลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นรายตัวสหรัฐฯ Lief US Selective ที่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 25.22% (ตั้งแต่ต้นปี – 19 มิ.ย. เทียบดัชนีชี้วัดที่ 15.38%) จึงเรียกได้ว่า ถ้ามัวแต่รอให้ปัจจัยเสี่ยงอย่างความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านคลี่คลาย แนวโน้มดอกเบี้ยหลังเปลี่ยนประธาน FED ชัดเจน อาจจะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย





You must be logged in to post a comment.