Lief App Download

เจาะมุมมอง 5 สถาบันการลงทุน เมื่อ FED ขึ้นดอก !

การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า “เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ตลาดหุ้นยังไปต่อได้หรือไม่?”

ตามทฤษฎีแล้ว ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นย่อมเพิ่มต้นทุนทางการเงิน กดดัน Valuation ของหุ้น และทำให้พันธบัตรกลับมาเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบต่อตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า “ขึ้นดอกเบี้ย” เพียงอย่างเดียว เพราะยังต้องดูทั้ง ความเร็วในการขึ้นดอกเบี้ย ทิศทาง Bond Yield การเติบโตของกำไรบริษัท ความแข็งแรงของเศรษฐกิจ และการลงทุนใน AI ประกอบกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณามุมมองจากสถาบันการลงทุนระดับโลกหลายแห่ง ภาพที่ออกมากลับไม่ได้เป็นลบต่อหุ้นทั้งหมด แต่แต่ละสำนักให้น้ำหนักกับความเสี่ยงและโอกาสแตกต่างกันไป ตั้งแต่การหมุนเงินเข้าสู่หุ้น Value และหุ้นกระแสเงินสดแข็งแรง การเลือก Duration ในตลาดตราสารหนี้ ไปจนถึงความเชื่อว่า Earnings และ AI Capex ยังสามารถพยุงตลาดหุ้นได้ต่อ

ดังนั้น คำถามสำคัญคือ “อะไรจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดรับมือกับดอกเบี้ยสูงได้ และสินทรัพย์หรือหุ้นแบบไหนจะได้เปรียบในสภาพแวดล้อมใหม่นี้?”

บทความนี้ทีมงาน บลจ.ลีฟแคปปิตอล ได้รวบรวมมุมมองจากสถาบันการลงทุนชั้นนำ เพื่อดูว่าแต่ละแห่งมองตลาดหลัง Fed ขึ้นดอกอย่างไร มีจุดไหนที่เห็นตรงกัน จุดไหนที่แตกต่างกัน และนักลงทุนควรจับตาปัจจัยอะไรต่อจากนี้

Goldman Sachs

  • Fed ขึ้นดอก ไม่ได้แปลว่าหุ้นต้องลงยาว — ระยะสั้นตลาดอาจผันผวน แต่หากเศรษฐกิจและกำไรบริษัทยังเติบโต หุ้นยังสามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนบวกได้ในระยะถัดไป
  • ความเสี่ยงสำคัญคือ Bond Yield ขึ้นเร็วเกินไป — โดยเฉพาะ Yield ระยะยาว ซึ่งจะกด Valuation และกระทบหุ้น Long Duration ที่พึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตมากเป็นพิเศษ
  • Earnings คือกุญแจสำคัญของตลาด — แม้ Valuation หุ้นจะลดลง แต่พันธบัตรก็น่าสนใจขึ้นเช่นกัน ดังนั้นกำไรบริษัทต้องโตต่อเพื่อชดเชยแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูง

ภาพรวม: Goldman Sachs ยัง บวกต่อหุ้นแบบระมัดระวัง โดยตลาดยังไปต่อได้ หาก Yield ไม่พุ่งเร็วและ Earnings ยังแข็งแรง

UBS — AI Investment Cycle

  • Frontier AI ชะลอ ไม่ได้หมายความว่า AI Investment Cycle จบ — มาตรการด้านความปลอดภัยอาจจำกัดการพัฒนาโมเดลขั้นสูงบางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้ความต้องการใช้งาน AI ทั้งระบบหายไป
  • ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือ AI Usage และ Inference — ตราบใดที่องค์กรและผู้บริโภคยังนำ AI ไปใช้งานและสร้างรายได้ ความต้องการ Compute, Data Center และ AI Infrastructure ยังมีแนวโน้มเติบโต
  • ควรกระจายลงทุนตลอด AI Value Chain — ตั้งแต่ Semiconductor และ Infrastructure ไปจนถึง Hyperscaler, Platform และ Software ที่สามารถ Monetize AI ได้จริง

ภาพรวม: UBS ยัง บวกต่อธีม AI โดยสิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ความเร็วในการพัฒนาโมเดล แต่คือการใช้งาน AI และความสามารถในการสร้างรายได้ยังขยายตัวต่อหรือไม่

UBS — Fed & Equity Outlook

  • ตลาดอาจ Price-in การขึ้นดอกมากเกินไป — UBS ประเมินจำนวนการขึ้นดอกน้อยกว่าที่ตลาดสะท้อนอยู่ ทำให้ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินอาจไม่ได้รุนแรงเท่าที่ตลาดกังวล
  • เศรษฐกิจและ Earnings ยังเป็นแรงพยุงสำคัญ — เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง กำไรบริษัทยังเติบโต และ AI Capex ยังดำเนินต่อ ช่วยชดเชยผลกระทบจากดอกเบี้ยสูง
  • ตลาดยังมีโอกาสเกิด Broadening — ผลตอบแทนอาจกระจายไปยัง Sector และภูมิภาคอื่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องกระจุกอยู่เพียงหุ้นขนาดใหญ่ แต่ควรระวังกลุ่มที่ Sensitive ต่อดอกเบี้ยมาก

ภาพรวม: UBS มีมุมมอง ค่อนข้างบวกต่อหุ้น โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจและ Earnings ยังแข็งแรงพอที่จะรับมือกับ Fed Hike ที่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

PIMCO

  • Fed จริงจังกับการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย — การขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงRisk Management แต่สะท้อนว่านโยบายการเงินยังต้องเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
  • ดอกเบี้ยมีโอกาสอยู่สูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาด — หากเงินเฟ้อยังลดลงช้า Fed อาจต้องขึ้นดอกเพิ่มเติม ส่งผลให้ Bond Yield มีโอกาสทรงตัวสูงหรือปรับขึ้นต่อ
  • ระวัง Duration ยาว เน้นรับ Carry ระยะสั้น–กลาง — พันธบัตรอายุยาวมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield มากกว่า ทำให้ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลางมี Risk/Reward ที่น่าสนใจกว่า

ภาพรวม: PIMCO เน้นแนวคิด Higher for Longer และมองว่าควรรับผลตอบแทนจาก Carry ของพันธบัตรสั้น–กลาง มากกว่ารับความเสี่ยงจาก Duration ยาว

Invesco

  • Fed ขึ้นดอก แต่ยังไม่ใช่ Fast Hiking Cycle — หากการขึ้นดอกเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เศรษฐกิจและกำไรบริษัทที่แข็งแรงยังสามารถพยุงตลาดหุ้นได้
  • สภาพแวดล้อมนี้เอื้อต่อการ Rotation — Financials, Energy และ Value มีโอกาสได้ประโยชน์มากกว่า ขณะที่ Growth Valuation สูง หุ้นที่มีหนี้มาก และ Small Cap อาจถูกกดดันจากต้นทุนเงินที่สูงขึ้น
  • ตราสารหนี้และดอลลาร์เริ่มน่าสนใจมากขึ้น — พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวสามารถช่วยกระจายความเสี่ยง ขณะที่ดอลลาร์อาจยังได้รับแรงหนุนจาก Fed ที่มีท่าที Hawkish

ภาพรวม: Invesco มองว่า หุ้นยังไปต่อได้ แต่ต้องเลือกมากขึ้น โดยเน้นหุ้นกระแสเงินสดแข็งแรงและ Valuation สมเหตุสมผล มากกว่าการไล่ซื้อ Growth ทุกตัว

Morgan Stanley

  • Earnings และ AI Investment ยังสนับสนุนตลาดหุ้น — การเติบโตของกำไร การลงทุนด้าน AI และ Market Breadth ที่กว้างขึ้นยังเป็นปัจจัยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น
  • Bond Yield สูงเป็นความเสี่ยงต่อ Valuation — เมื่อ Yield สูงขึ้น บริษัทจำเป็นต้องสร้าง Earnings Growth ให้มากพอเพื่อชดเชยแรงกดดันจากอัตราคิดลดที่สูงขึ้น
  • US Consumer เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม — รายได้จริง ภาระหนี้ และ Delinquency โดยเฉพาะในครัวเรือนรายได้ต่ำ อาจเริ่มกดดัน Consumption หากตลาดแรงงานอ่อนตัวลง

ภาพรวม: Morgan Stanley ยัง บวกต่อหุ้นแบบ Selective โดยเน้น Large Cap Quality และบริษัทที่มี Earnings แข็งแรง มากกว่าหุ้นคุณภาพต่ำหรือธุรกิจที่ต้องพึ่งพาดอกเบี้ยขาลง

ถ้าขมวดทั้ง 6 มุมมอง : ไม่มีสำนักไหนมองว่า “Fed ขึ้นดอก = ตลาดหุ้นจบ” แต่ละแห่งกำลังบอกให้เลือกลงทุนมากขึ้น: Goldman Sachs จับตาความเร็วของ Yield และ Earnings, UBS มอง AI Demand และ Earnings ยังช่วยขับเคลื่อนตลาด, Invesco เน้น Rotation, PIMCO เน้น Higher for Longer และ Duration, ส่วน Morgan Stanley เน้น Quality และความแข็งแรงของผู้บริโภคสหรัฐฯ เป็นตัวแปรสำคัญต่อจากนี้

มุมมองของ Lief Capital หลัง Fed ประกาศขึ้นดอก  

แม้ว่าเดิมที เราคาดการณ์ว่า อาจมีโอกาสเห็นการ “คง” ดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา เพราะมองว่าในอดีต FED จะค่อนข้างให้น้ำหนักน้อยกับภาวะเงินเฟ้อที่ร้อนแรงขึ้นในช่วงสั้น และมองไปที่แนวโน้มระยะยาวมากกกว่า แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัจจัยที่ผลักดันเงินเฟ้อในรอบนี้ มาจากหลายด้านและมีทิศทางที่ยังไม่ชัดเจนนัก เช่น ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทางฝ่ายจัดการลงทุน จึงประเมินได้ว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพื่อขจัดเงินเฟ้อส่วนเกินจากระบบที่สะสมมาออกไปในคราวเดียว ซึ่งสุดท้ายแม้ต้นทุนการเงินจะสูงขึ้น แต่กลับส่งผลดีในมุมมองของนักลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากได้รับความมั่นใจ ว่าจะมี FED และธนาคารกลางทั่วโลกที่ พร้อมใจกันปราบเงินเฟ้อ ลดความเสี่ยง Behind the curve (ขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป) โอกาสเงินเฟ้อหลุดกรอบเหมือนช่วงปี 2022 ลดลง

ดังนั้นในช่วงสั้น ทาง บลจ.ลีฟแคปปิตอล จึงมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้จะ ไม่ใช่ขาขึ้นรอบใหญ่ (Non Cycle Hikes) ไม่รุนแรง และใช้เวลาไม่นาน ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มการเติบโต ปัจจัยสนับสนุนคือพื้นฐานของงบการเงินที่เติบโตได้แข็งแกร่ง และตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ ตัวแปรความเสี่ยง Recession คลี่คลายลง แม้จะเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวเล็กน้อย

หากวิเคราะห์จากข้อมูลสถิติย้อนหลัง เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งปัจจัยที่ยังกดดันและอาจมีผลให้บรรยากาศลงทุนดูเปราะบางลงได้ คือ ความยืดเยื้อของสงคราม ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อและดอกเบี้ย ถึงแม้ว่าตอนนี้ แนวโน้มการเติบโตกำไรยังอาศัยแรงส่งจาก AI Capex และ Earnings growth broadening ได้ไปอีกสักระยะ แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายภายในสิ้นปี การเติบโตกำไรอาจทยอยถูกปรับลงและตามมาด้วยการปรับฐานของหุ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

เจาะมุมมอง 5 สถาบันการลงทุน เมื่อ FED ขึ้นดอก ! Read More »

กองหุ้นสหรัฐ ชนะตลาดกว่า 2 เท่า !  ( ในรอบ 3 เดือน ) | Lief US Selective

Lief US Selective: เมื่อ AI ผสานผู้จัดการกองทุน เพื่อค้นหาโอกาสในหุ้นสหรัฐ 

ท่ามกลางตลาดหุ้นสหรัฐที่ยังเผชิญทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย สงคราม และการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยี คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนอาจไม่ใช่เพียงว่า “ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่คือ จะเลือกหุ้นอย่างไร และบริหารพอร์ตอย่างไรให้สามารถอยู่กับการลงทุนได้ในระยะยาว 

Lief Capital จึงพัฒนาแนวทางการลงทุนในหุ้นสหรัฐผ่านนโยบาย Lief US Selective ซึ่งผสานการคัดเลือกหุ้นด้วยข้อมูลเชิงพื้นฐาน ระบบ Expert System และ AI เข้ากับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุน เพื่อค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพ พร้อมบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา 

ลงทุนในหุ้น ความเสี่ยงสูง แต่ “เวลา” ช่วยลดความไม่แน่นอนได้ 

การลงทุนในหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ราคาสามารถปรับขึ้นหรือลงได้มากในระยะสั้น และแม้ลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปี นักลงทุนก็ยังมีโอกาสเผชิญผลขาดทุนได้ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อระยะเวลาการลงทุนยาวขึ้น ความผันผวนและความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดอาจค่อย ๆ ลดลง โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถเริ่มต้นลงทุนได้เร็ว ถือครองได้ยาว และไม่ตื่นตระหนกกับความผันผวนระยะสั้น 

แนวคิดสำคัญของ Lief US Selective จึงไม่ใช่เพียงการพยายามสร้างผลตอบแทนให้สูงในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่คือการค้นหาหุ้นที่มีคุณภาพ และสร้างกระบวนการลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถอยู่กับพอร์ตได้ในระยะยาว 

จากหุ้นสหรัฐหลายพันบริษัท เหลือเพียง 10–15 หุ้นในพอร์ต 

ตลาดหุ้นสหรัฐมีบริษัทจดทะเบียนหลายพันแห่ง การเลือกหุ้นจึงไม่สามารถอาศัยเพียงมุมมองหรือความรู้สึกได้ 

กระบวนการของ Lief US Selective เริ่มต้นจากการคัดกรองหุ้นหลายพันบริษัท โดยพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ขนาดบริษัท และสภาพคล่องในการซื้อขาย ก่อนลดจำนวนหุ้นลงมาเหลือประมาณ 2,000–3,000 บริษัท 

จากนั้นจึงใช้ Expert System ซึ่งพัฒนาจากหลักคิดและประสบการณ์ของผู้จัดการกองทุน เพื่อค้นหาคุณสมบัติของบริษัทที่มีโอกาสเป็นหุ้นคุณภาพ และลดจักรวาลการลงทุนลงเหลือประมาณ 250 บริษัท 

ขั้นต่อมาคือการใช้ AI ที่พัฒนาขึ้นภายใน Lief Capital เพื่อค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพในการเร่งตัวของปัจจัยพื้นฐานและราคาในช่วงประมาณ 3 เดือนข้างหน้า จนเหลือหุ้นที่โดดเด่นประมาณ 10 บริษัท 

แต่กระบวนการไม่ได้จบเพียงแค่การใช้ AI 

เพราะ AI มองอดีตเก่ง แต่ผู้จัดการกองทุนต้องมองอนาคต 

ข้อจำกัดสำคัญของ Machine Learning คือโมเดลส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลในอดีตเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนจริงต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ข้อมูลย้อนหลังอาจยังไม่เคยสะท้อน เช่น 

การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเปลี่ยน Business Model ความเสี่ยงจาก Disruption การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ หรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ 

ผู้จัดการกองทุนจึงเข้ามาทำหน้าที่วิเคราะห์ปัจจัยเชิงอนาคตเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าหุ้นที่โมเดลเลือกมานั้น ยังมี Upside เพียงพอหรือไม่ และมีความเสี่ยงอะไรที่ข้อมูลในอดีตอาจยังมองไม่เห็น 

สุดท้ายจึงได้พอร์ตหุ้นประมาณ 10–15 บริษัท ที่ผ่านทั้งกระบวนการคัดกรองเชิงปริมาณและการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ 

ผลงานช่วงที่ผ่านมา: ผลตอบแทนมาพร้อมการบริหารความเสี่ยง 

ในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา Lief US Selective สร้างผลตอบแทนประมาณ 5.73% หลังหักค่าใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีหุ้นโลกในช่วงเวลาเดียวกันให้ผลตอบแทนประมาณ 2–3% 

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มกองทุนที่มีลักษณะเป็น Active Fund และลงทุนในหุ้นสหรัฐใกล้เคียงกันประมาณ 10 กอง พบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.43% 

หากขยายกรอบเวลาเป็นตั้งแต่ต้นปี 2026 ผลตอบแทนของ Lief US Selective อยู่ที่ประมาณ 30.84% 

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด เพราะการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ต้องเผชิญความผันผวนรุนแรง อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถถือครองพอร์ตได้จนถึงเป้าหมาย 

ทีมลงทุนจึงให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านความเสี่ยง เช่น Standard Deviation และ Maximum Drawdown ควบคู่กันไปด้วย 

แม้พอร์ตจะถือหุ้นเพียงประมาณ 10–15 บริษัท แต่ระดับความผันผวนในช่วงที่วิเคราะห์อยู่ใกล้เคียงกับดัชนีที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้นจำนวนมาก ขณะที่ Maximum Drawdown สามารถควบคุมได้ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ 

ไม่ได้ซื้อแล้วถือเฉย ๆ แต่ปรับพอร์ตตาม Upside และความเสี่ยง 

อีกหนึ่งหัวใจของกลยุทธ์คือการไม่ยึดติดกับหุ้นตัวเดิมตลอดเวลา 

ผู้จัดการกองทุนสามารถทยอย Take Profit เมื่อราคาหุ้นขึ้นถึงระดับที่ Upside เริ่มจำกัด หรือ Cut Loss / ลดน้ำหนัก เมื่อพบว่าปัจจัยพื้นฐานหรือความเสี่ยงของบริษัทเปลี่ยนไป 

ในช่วงที่ผ่านมา ทีมลงทุนได้ทยอยขายทำกำไรในหุ้นบางกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นมาแล้ว และนำเงินไปลงทุนต่อในหุ้นกลุ่ม AI Infrastructure หลังราคาปรับฐานลงจนเริ่มมี Upside มากขึ้น 

แนวคิดคือไม่ได้พยายามไล่ตามหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุด แต่เลือกหมุนเงินจากสินทรัพย์ที่ความคุ้มค่าลดลง ไปยังสินทรัพย์ที่ Risk–Reward เริ่มน่าสนใจมากกว่า 

วิธีดังกล่าวอาจทำให้ผลตอบแทนในบางช่วงต่ำกว่าโมเดล AI เพียงเล็กน้อย แต่แลกกับการลดความผันผวนและ Maximum Drawdown ของพอร์ต ซึ่งช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสถือพอร์ตได้ยาวขึ้น 

มุมมองไตรมาสถัดไป: Technology และ Industrials ยังโดดเด่น 

สำหรับการจัดพอร์ตตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเป็นต้นมา ทีมลงทุนให้น้ำหนักกับ Technology ประมาณ 30% และ Industrials ประมาณ 30% 


ทั้งสองกลุ่มมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก AI CapEx Cycle ที่ยังดำเนินต่อทั้งในปีนี้และปีหน้า 

ขณะเดียวกัน พอร์ตยังมีการกระจายไปยังกลุ่มอื่น เช่น Healthcare, Communication Services และ Materials 

โดยเฉพาะ Communication Services ที่แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงหุ้นเทคโนโลยี แต่ระดับราคาของหุ้นบางบริษัทเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาด Mega Cap ที่พื้นฐานธุรกิจยังแข็งแรง 

หลักการคัดเลือกหุ้นยังคงเหมือนเดิม คือหากต้องเลือกระหว่าง “หุ้นราคาถูก” กับ “บริษัทที่ทำกำไรเก่ง” ทีมลงทุนจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของธุรกิจและความสามารถในการสร้างกำไรก่อน  แต่หากราคาหุ้นแพงจน Upside จำกัด ก็อาจถูกตัดออกจากพอร์ตเช่นกัน 

ทำไม Energy ยังไม่ใช่กลุ่มหลักของพอร์ต 

โมเดลมีสัญญาณบวกต่อหุ้นพลังงานบางส่วน เนื่องจากรายได้และ Profit Margin ของกลุ่มพลังงานปรับตัวดีขึ้นจากราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ 

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้จัดการกองทุนประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งมีแนวโน้มลดความรุนแรงลงในช่วงก่อนสิ้นปี ปัจจัยสนับสนุนต่อราคาพลังงานอาจลดลง 

จึงยังไม่ได้ให้น้ำหนัก Energy เป็นกลุ่มหลักสำหรับไตรมาส 4 

นี่คือตัวอย่างของการทำงานร่วมกันระหว่าง “โมเดล” และ “มุมมองของผู้จัดการกองทุน” ซึ่งโมเดลอาจพบหุ้นที่มี Momentum ดี แต่ผู้จัดการกองทุนยังต้องประเมินว่าปัจจัยนั้นสามารถดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด 

เดือนกันยายนผันผวน แต่ไตรมาส 4 มีสถิติที่น่าจับตา 

หากพิจารณาจากข้อมูลในอดีต เดือนกันยายนมักเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีความผันผวนและผลตอบแทนไม่โดดเด่นนัก 

แต่ช่วงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม โดยเฉพาะในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หรือ Midterm Election ตลาดในอดีตมักมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากผ่านช่วงความผันผวนในเดือนกันยายน 

ข้อมูลในอดีตจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ทีมลงทุนมองว่าการปรับฐานระหว่างทางอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานดี มากกว่าการไล่ซื้อในช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นแรง 

อย่างไรก็ตาม สถิติในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต จึงต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานและสถานการณ์ปัจจุบันด้วย 

รอความชัดเจนจาก Fed ก่อนเพิ่มน้ำหนักการลงทุน 

อีกปัจจัยสำคัญคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ 

ตามปกติ Lief US Selective สามารถลงทุนในหุ้นได้ในระดับสูง แต่ในช่วงก่อนการประชุม Fed ทีมลงทุนชะลอการเพิ่มน้ำหนัก โดยทยอยลงทุนเพียงประมาณ 40% ของพอร์ต เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ย 

สิ่งที่ต้องติดตามคือ หาก Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย จะขึ้นเร็วเพียงใด และเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งจากปัจจัยด้านสงครามและราคาพลังงานจะคลี่คลายเร็วแค่ไหน 

หากแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง Fed อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง จากข้อมูลในอดีต ตลาดหุ้นอาจผันผวนหลังการเริ่มต้นวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะต้องให้ผลตอบแทนติดลบในระยะยาวเสมอไป ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงนี้จึงไม่ใช่การรีบลงทุนเต็มพอร์ต แต่คือ ทยอยเข้าลงทุน และรักษาเงินสดไว้สำหรับใช้เมื่อเกิดโอกาส 

การลงทุนระยะยาวไม่ใช่การ “ถือเฉย ๆ” 

บทเรียนสำคัญจาก Lief US Selective คือ การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายถึงการซื้อหุ้นแล้วปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง แต่หมายถึงการมีระบบที่ชัดเจนในการ 

คัดเลือกหุ้นคุณภาพ ประเมิน Upside บริหารความเสี่ยง Take Profit เมื่อความคุ้มค่าลดลง ลดน้ำหนักเมื่อสมมติฐานเปลี่ยน และหมุนเงินไปยังโอกาสใหม่ที่น่าสนใจกว่า 

AI มีหน้าที่ช่วยค้นหาโอกาสจากข้อมูลจำนวนมหาศาล ขณะที่ผู้จัดการกองทุนทำหน้าที่มองไปข้างหน้าและตัดสินใจในสถานการณ์ที่โมเดลอาจยังไม่เคยพบเจอ การผสานสองส่วนเข้าด้วยกัน จึงเป็นหัวใจของแนวทางการลงทุนใน Lief US Selective 

สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การทายให้ถูกว่าตลาดจะขึ้นหรือลงในวันพรุ่งนี้ แต่คือการมีพอร์ตและกระบวนการลงทุนที่สามารถอยู่กับความผันผวน และเดินหน้าสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง 

หมายเหตุ: ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน 

กองหุ้นสหรัฐ ชนะตลาดกว่า 2 เท่า !  ( ในรอบ 3 เดือน ) | Lief US Selective Read More »

สรุปย้อนหลังงานสัมมนา เก็บเงินผิดที่ รออีกกี่ปี ก็ไม่รวย (09 September 2026)

ความเสี่ยงสูงสุดของการเกษียณในปัจจุบันคือการที่พอร์ตการลงทุนเติบโตไม่ทันค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากนวัตกรรมทางการแพทย์ทำให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม งานสัมมนาโดย บลจ. Lief Capital จึงได้นำเสนอกรอบความคิดเรื่องการ “วางเงินให้ถูกที่”เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลตอบแทน และคืน “เวลา” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดให้แก่นักลงทุน

สรุปงานสัมมนา “ เก็บเงินผิดที่ รออีกกี่ปี ก็ไม่รวย”

6 ปัจจัยที่ใช้คำนวณเงินเกษียณ

การวางแผนควรพิจารณา 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • อายุที่ต้องการเกษียณ
  • อายุขัยที่คาดการณ์
  • ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
  • ผลตอบแทนก่อนเกษียณ
  • ผลตอบแทนหลังเกษียณ
  • อัตราเงินเฟ้อ

ผลตอบแทนต่างกัน เงินที่ต้องออมก็ต่างกัน

ตัวอย่างคนอายุ 35 ปี ต้องการเกษียณตอน 60 ปี ใช้เงิน 50,000 บาทต่อเดือนถึงอายุ 80 ปี

หากผลตอบแทนก่อนเกษียณอยู่ที่ 8% และหลังเกษียณ 4% อาจต้องมีเงินวันเกษียณประมาณ 24 ล้านบาท และ DCA ราว 26,000 บาทต่อเดือน

แต่หากผลตอบแทนก่อนเกษียณเพิ่มเป็น 12% และหลังเกษียณ 7% เงินเป้าหมายอาจลดเหลือประมาณ 19 ล้านบาท และ DCA ลดเหลือประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน

ส่วนต่างนี้ช่วยเพิ่ม Free Cash Flow ให้สามารถนำเงินไปใช้กับเป้าหมายอื่นในชีวิตได้มากขึ้น

จัดพอร์ตด้วย 3 Buckets Strategy

หนึ่งในแนวคิดที่สามารถนำมาใช้สำหรับการวางแผนเกษียณ คือ 3 Buckets Strategy หรือการแบ่งเงินออกเป็น 3 ตะกร้า

Bucket 1: Liquidity — เงินสำหรับสภาพคล่อง

ตะกร้าแรกมีหน้าที่รองรับ ค่าใช้จ่ายระยะสั้น

อาจประกอบด้วยเงินสด กองทุนตลาดเงิน หรือสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ

สำหรับผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณ เงินส่วนนี้อาจถูกออกแบบให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประมาณ 1–2 ปีแรก

เหตุผลสำคัญคือ หากตลาดหุ้นเกิดปรับฐานแรง นักลงทุนจะไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงเวลาที่ราคาไม่เหมาะสมเพื่อนำเงินมาใช้จ่าย

จึงช่วยลดความเสี่ยงที่เรียกว่า Sequence of Returns Risk หรือความเสี่ยงจากการเจอผลตอบแทนติดลบในช่วงต้นของการเกษียณ

Bucket 2: Income — เงินสำหรับสร้างกระแสเงินสด

ตะกร้าที่สองมีหน้าที่สร้าง รายได้ที่สม่ำเสมอ

ตัวอย่างสินทรัพย์ที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่

  • ตราสารหนี้

  • REITs

  • หุ้นปันผลคุณภาพ

  • Dividend ETFs

  • Covered Call ETFs

เช่น SCHD หรือ JEPQ

เป้าหมายของตะกร้านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการสร้างผลตอบแทนสูงที่สุด แต่คือการสร้างกระแสเงินสดและช่วยลดการพึ่งพาการขายสินทรัพย์จากพอร์ต Growth

Bucket 3: Growth — เงินสำหรับการเติบโต

แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้ว นักลงทุนก็ยังต้องเผชิญกับเงินเฟ้ออีกหลายสิบปี

การนำเงินทั้งหมดไปอยู่ในเงินสดหรือตราสารหนี้จึงอาจทำให้กำลังซื้อของพอร์ตลดลงในระยะยาว

ตะกร้า Growth จึงมีหน้าที่สร้างการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น

    • หุ้นต่างประเทศ

    • Developed Markets

    • NASDAQ

    • หุ้นคุณภาพ

    • หุ้น Value หรือ Growth ตามสภาวะตลาด

    • ETF ที่เหมาะสมกับเป้าหมายของพอร์ต

ทำไมการลงทุนระยะยาวจึงสำคัญกับแผนเกษียณ?

หนึ่งในข้อได้เปรียบของคนที่เริ่มวางแผนเกษียณเร็ว คือ “เวลา”

เมื่อมีเวลาลงทุนยาวนาน นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนระยะสั้นของตลาดได้มากกว่า

ข้อมูลในอดีตของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า เมื่อระยะเวลาการลงทุนยาวขึ้น ความน่าจะเป็นที่จะเกิดผลตอบแทนติดลบมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับช่วงการลงทุนประมาณ 15 ปีขึ้นไป โอกาสที่ผลตอบแทนของ S&P 500 ในอดีตจะเป็นบวกอยู่ในระดับสูง

นี่คือเหตุผลที่คนอายุ 30–40 ปี ซึ่งยังเหลือเวลาอีกหลายสิบปีก่อนเกษียณ อาจไม่ควรให้ความสำคัญกับความผันผวนระยะสั้นมากเกินไป จนทำให้พลาดโอกาสในการสร้างการเติบโตระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้รับประกันผลตอบแทนในอนาคต และการจัดสรรสินทรัพย์ต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละราย

ควรเริ่มลดความเสี่ยงเมื่อไร?

คำถามสำคัญอีกข้อคือ

“เมื่อไรควรเริ่มลดหุ้น และเพิ่มตราสารหนี้?”

การลดความเสี่ยงเร็วเกินไป อาจทำให้พอร์ตสูญเสียโอกาสเติบโต

แต่หากลดความเสี่ยงช้าเกินไป นักลงทุนอาจเจอกับตลาดขาลงครั้งใหญ่ในช่วงใกล้เกษียณ ซึ่งเหลือเวลาในการฟื้นตัวไม่มาก

หนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาพิจารณา คือการเริ่มเข้าสู่ช่วง Retirement Transition ประมาณ 7 ปีก่อนเกษียณ

ตัวอย่างเช่น

หากตั้งเป้าเกษียณตอนอายุ 60 ปี อาจเริ่มพิจารณาปรับพอร์ตอย่างจริงจังตั้งแต่อายุประมาณ 53 ปี

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องขายหุ้นทั้งหมด

แต่ควรทยอยเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยลง และสร้าง Bucket สำหรับค่าใช้จ่ายช่วงต้นของการเกษียณให้เพียงพอ

เป้าหมายคือการลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ตลาดปรับฐานแรงในช่วงปีสุดท้ายก่อนเกษียณ

บทสรุปส่งท้าย

การวางแผนเกษียณที่ดีไม่ใช่แค่การออมให้มาก แต่คือการ วางเงินให้ถูกที่ ให้เหมาะกับเป้าหมาย ระยะเวลา และความเสี่ยงเพื่อให้เงินเติบโตทันเงินเฟ้อและเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอนาคต

การเริ่มต้นเร็ว จัดพอร์ตอย่างเป็นระบบ และปรับความเสี่ยงให้เหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิต จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราเกษียณได้อย่างมั่นใจ พร้อมมีทั้ง เงินและเวลา สำหรับชีวิตที่ต้องการ

Lief Capital Asset Management ในฐานะผู้ให้บริการบริหารกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง นำแนวคิดด้านการจัดสรรสินทรัพย์ เทคโนโลยี และการบริหารพอร์ตมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ

เพราะเป้าหมายของการวางแผนเกษียณที่ดี ไม่ใช่เพียงการมีเงินมากที่สุด

แต่คือการมี “เงินที่เพียงพอ ในเวลาที่ต้องการใช้” และมีเวลาเหลือสำหรับชีวิตที่เราอยากใช้จริง ๆ



ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ หวังว่ามุมมองและข้อมูลที่แบ่งปันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2026

สรุปย้อนหลังงานสัมมนา เก็บเงินผิดที่ รออีกกี่ปี ก็ไม่รวย (09 September 2026) Read More »

Q4 Strategy New normal of selection- banner

เข้าสู่ช่วง Q4 2026 ตลาดการลงทุนกำลังเผชิญหลายตัวแปรพร้อมกัน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ยังไม่แน่นอน ความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นและการลงทุนใน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความผันผวนจาก Midterm Election ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลายเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสครั้งสำคัญของตลาด

งานสัมมนานี้จะพาคุณมองให้ไกลกว่าความผันผวนระยะสั้น เพื่อวาง แผนลงทุนสำหรับ Q4 ต่อเนื่องไปถึงปี 2027 ว่าปัจจัยใดควรระวัง กลุ่มหุ้นและธีมการลงทุนใดกำลังมีโอกาส และหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดอาจเปิดโอกาสใหม่ในจุดไหนบ้าง

นอกจากนี้ คุณจะได้รู้จักกับ กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นของ Lief Capital ว่าเราเลือกหุ้นจากอะไร มองหา “ผู้ชนะ” ในตลาดอย่างไร และใช้แนวคิดแบบ US Momentum และ US Selective ต่างกันอย่างไร เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่า ในตลาดที่ไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทุกตัว การ “เลือกให้ถูก” สำคัญแค่ไหน

เป้าหมายของงานนี้ไม่ใช่แค่บอกว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่คือช่วยให้คุณกลับไปพร้อมกับ มุมมอง แผนลงทุน และแนวทางเลือกหุ้นที่นำไปใช้กับพอร์ตได้จริง สำหรับช่วงปลายปีนี้และปีหน้า.

พบกัน วันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ผ่าน Online Seminar
มาร่วมเตรียมแผนลงทุนสำหรับ Q4 และมองหาโอกาสก่อนเข้าสู่ปี 2027 ไปพร้อมกันครับ.

Q4 Strategy New normal of selection- banner Read More »

US Momentum Season 1 : 14 วันถึงเป้าหมาย 8% เพราะอะไร?

US Momentum Season 1 ปิดฉากด้วยผลงานโดดเด่น หลังสามารถบรรลุเป้าหมายผลตอบแทน 8% ได้ภายในเพียง 14 วันสะท้อนจังหวะการลงทุนที่ลงตัว ทั้งการฟื้นตัวของหุ้น Growth กระแส AI ที่ยังแข็งแกร่ง และการคัดเลือกหุ้น Momentum ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเหนือภาพรวมตลาดได้อย่างชัดเจน

US Momentum Season 1: 14 วันถึงเป้าหมาย 8% เพราะอะไร?

     
เพียง 14 วัน หลังเริ่มลงทุน Lief US Momentum Season 1 สามารถบรรลุเป้าหมายผลตอบแทน 8% และปิดรอบการลงทุนแรกได้สำเร็จ

หากนับตั้งแต่เริ่มจัดพอร์ตวันที่ 7 กรกฎาคม พอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนได้ประมาณ 14.8% ในช่วงที่ Benchmark และดัชนี Momentum หลายตัวไม่ได้ปรับขึ้นในระดับเดียวกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “ตลาดขึ้น พอร์ตก็ขึ้น”

แต่เป็นจังหวะที่ ปัจจัยมหภาคเริ่มผ่อนคลาย พร้อมกับหุ้นที่พอร์ตเลือกไว้กำลังเข้าสู่ช่วง Earnings และ Price Momentum ที่แข็งแกร่งพอดี

จากตลาดกลัวดอกเบี้ย สู่เงินไหลกลับเข้าหุ้น Growth

ก่อนหน้านี้ตลาดกังวลทั้งราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่ Fed อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย

แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนเมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดแรงงานเริ่มชะลอ และ Fed เลือกคงดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนกรกฎาคม

ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจึงลดลง และเงินลงทุนเริ่มกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะ Growth Stock และ Technology

นี่คือสภาพแวดล้อมที่หุ้น Momentum ได้ประโยชน์โดยตรง

เพราะเมื่อตลาดกลับมา “กล้ารับความเสี่ยง” เงินมักไหลเข้าสู่หุ้นที่กำไรเติบโตดีและราคากำลังแข็งแกร่งอยู่แล้วก่อน

AI ยังลงทุนจริง ไม่ใช่แค่กระแส

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ AI CAPEX

Alphabet, Microsoft, Meta และ Amazon ยังคงเดินหน้าลงทุน Data Center และ AI Infrastructure ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดกลับมาเชื่อมั่นใน Semiconductor และบริษัทที่อยู่ใน AI Supply Chain

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ ก็แข็งแกร่งกว่าคาด

ประมาณ 85% ของบริษัทใน S&P 500 ที่ประกาศงบ Q2/2026 สามารถทำกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

กำไรเติบโตประมาณ 51.6% YoY และแม้ตัดรายการพิเศษบางส่วนออก การเติบโตยังอยู่ในระดับประมาณ 31.1% YoY

เมื่อกำไรโตเร็วกว่าราคาหุ้น Valuation ก็เริ่มดูสมเหตุสมผลขึ้น

Forward P/E ของตลาดลดลงจากบริเวณ 23–24 เท่า มาอยู่ใกล้ 21 เท่า แม้ตลาดจะทำระดับสูงใหม่

ตลาดจึงเริ่มกลับมาโฟกัสที่คำถามสำคัญที่สุดอีกครั้งว่า

“บริษัทไหนกำลังเติบโตจริง?”

ถอดรหัส หุ้นซุปเปอร์สตาร์จากซีซั่น 1


SMCI: เมื่อ AI Demand กลายเป็นกำไรจริง

หนึ่งในหุ้นที่สร้างความแตกต่างให้ Season 1 คือ Super Micro Computer หรือ SMCI

ณ วันที่ 14 สิงหาคม หุ้นสร้างผลตอบแทนให้กลยุทธ์ประมาณ 38.86%

ตัวเร่งสำคัญมาจากผลประกอบการที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะ AI Backlog ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ และ Gross Margin ที่ขึ้นมาอยู่ประมาณ 17.5%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Demand จาก AI Infrastructure ยังแข็งแกร่ง และบริษัทสามารถเปลี่ยน Demand ดังกล่าวให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้จริง

เมื่อพื้นฐานดีขึ้นพร้อมกับราคาหุ้นที่มี Momentum อยู่แล้ว แรงซื้อจึงยิ่งเร่งตัวขึ้น

RCMT: ผู้ชนะที่ซ่อนอยู่หลัง Data Center Boom

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ RCM Technologies หรือ RCMT ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กลยุทธ์ประมาณ 25.28%

RCMT ไม่ใช่หุ้น AI โดยตรง แต่ธุรกิจ Engineering ของบริษัทได้รับประโยชน์จากโครงการพลังงานและ Data Center ที่เพิ่มขึ้น โดยเติบโตประมาณ 49% YoY

เมื่อรายได้และกำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ Valuation ยังไม่สูง ราคาหุ้นจึงถูก Re-rate อย่างรวดเร็วหลังประกาศงบ

นี่คือจุดสำคัญของกลยุทธ์ Momentum

ผู้ชนะจาก AI ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ Nvidia หรือหุ้น Big Tech

แต่สามารถเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง Data Center, Power Infrastructure และ AI Ecosystem ได้เช่นกัน

สูตรสำเร็จของ US Momentum Season 1

ความสำเร็จของ Season 1 จึงเกิดจากการประกอบกันของ 3 เรื่อง

ตลาดเริ่มผ่อนคลาย
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยลดลง

Fundamental แข็งแกร่ง
Earnings ของบริษัทสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

เลือกหุ้นที่ Momentum นำตลาด
เมื่อเงินกลับเข้าสู่ Growth หุ้นผู้ชนะเดิมจึงยิ่งมีแรงส่งมากขึ้น

หัวใจของกลยุทธ์ US Momentum จึงไม่ใช่การพยายามทายว่า S&P 500 พรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง

แต่คือการค้นหาว่า

“ถ้าตลาดกำลังขึ้น หุ้นตัวไหนจะวิ่งได้แรงกว่าตลาด?”

โดยคัดหุ้นจากจักรวาลหุ้นสหรัฐฯ หลายพันบริษัท ก่อนผสมการวิเคราะห์เชิง Quantitative เข้ากับการประเมิน Forward-looking ของผู้จัดการกองทุน แล้วเลือกหุ้นประมาณ 10 ตัวเข้าพอร์ต

Season 1 แสดงให้เห็นว่า เมื่อเลือกถูกทั้ง จังหวะ + หุ้น + ปัจจัยพื้นฐาน ผลตอบแทนของพอร์ตสามารถแตกต่างจากตลาดได้อย่างชัดเจน

แล้ว Momentum ยังไปต่อได้หรือไม่?

ภาพข้างหน้ายังมีปัจจัยสนับสนุนอยู่

AI CAPEX ยังแข็งแกร่ง Earnings ยังเติบโต ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเริ่มลดลง

หากสถานการณ์ราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่กลับมารุนแรง ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับ Earnings มากขึ้น และหุ้นที่มีทั้ง Quality + Growth + Momentum มีโอกาสเป็นกลุ่มที่ได้รับเม็ดเงินก่อน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Season 1 ที่บรรลุเป้าหมายภายใน 14 วัน ไม่ได้หมายความว่า Season 2 จะเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกัน

Momentum สามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงตลาดมีทิศทางชัด แต่ก็มีความผันผวนและสามารถกลับทิศได้รวดเร็วเช่นกัน

สิ่งที่ Season 1 พิสูจน์จึงไม่ใช่ว่า Momentum จะชนะทุกครั้ง

แต่คือ

เมื่อราคาหุ้นกำลังขึ้น กำไรกำลังโต และเงินกำลังไหลเข้าหาผู้ชนะในเวลาเดียวกัน การเลือกหุ้นให้ถูกตัว สามารถสร้างความแตกต่างจากตลาดได้อย่างมาก

และนั่นคือเรื่องราวเบื้องหลัง  14 วันที่พา US Momentum Season 1 ไปถึงเป้าหมาย 8%

จากความสำเร็จของ US Momentum Season 1 ที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างโดดเด่น วันนี้กลยุทธ์ดังกล่าวกำลังเดินหน้าสู่บทใหม่กับ Lief US Momentum Season 2 ที่ยังคงมุ่งค้นหาหุ้นผู้ชนะในตลาดสหรัฐฯ ท่ามกลางโอกาสจาก Earnings, AI และกระแสเงินที่ยังไหลเข้าสู่หุ้น Momentum

US Momentum Season 1 : 14 วันถึงเป้าหมาย 8% เพราะอะไร? Read More »

สรุปย้อนหลังงานสัมมนา Factor Investing (14 August 2026)

Factor Investing ไม่ได้มีคำตอบเดียวว่า “กลยุทธ์ไหนดีที่สุด” เพราะแต่ละ Factor จะโดดเด่นต่างกันในแต่ละสภาวะตลาด

สัมมนานี้จึงรวบรวม 6 กลยุทธ์สำคัญ พร้อมแนวคิดในการเลือกใช้ให้เหมาะกับจังหวะเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพว่า วันนี้ควรให้น้ำหนักกับ Factor ไหน และควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สมดุลมากขึ้น

สรุปงานสัมมนา “ Factor Investing ”

แก่นหลักของ Factor Investing

  • ความหมาย: คือการเลือกลงทุนโดยเน้นคัดเลือกสินทรัพย์ตามลักษณะเฉพาะตัวหรือปัจจัยเฉพาะ (Factors) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน เปรียบเสมือนการ “ลงทุนแบบเลือกข้าง”
  • ความสำคัญ: จากข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 พิสูจน์แล้วว่าการเลือกข้างให้อยู่ถูกที่ถูกเวลาสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) เอาชนะการลงทุนในดัชนีแบบกว้าง ๆ (Passive/Index Investment) ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือไม่มี Factor ใดที่สามารถชนะตลาดได้ตลอดเวลา
  • Factor ที่โดดเด่นที่สุดในอดีต: สถิติในรอบ 50-60 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลัง 8 ปีล่าสุด บ่งชี้ว่าปัจจัยที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมดีที่สุดคือ Momentum แต่ก็ตามมาด้วยความผันผวนที่สูงที่สุดด้วยเช่นกัน

เจาะลึกคาแรคเตอร์ของ 6 กลยุทธ์การลงทุน (6 Factors)

Size (ขนาดของหุ้น)
     เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap มีมูลค่าตลาดราว 300 – 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีความสามารถในการเติบโตในสัดส่วนที่สูงมาก (Exponential Growth) เพราะฐานรายได้ยังเล็ก แต่มีข้อพึงระวังคือสายป่านสั้นกว่าหุ้นใหญ่ และมีสัดส่วนถึง 43% ที่ยังไม่มีกำไรจริง กลยุทธ์นี้จึงต้องพึ่งพาฝีมือในการคัดเลือกรายตัว (Selection) เป็นหลักและไม่เหมาะกับการซื้อถือเฉย ๆ ตามดัชนี

Value (หุ้นคุณค่า)
     เน้นหาหุ้นราคาถูกที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Price < Intrinsic Value) หากประเมินถูกจุดจะมีอัพไซด์ที่สูงมากเนื่องจากราคาปรับตัวลงจากปัญหาชั่วคราว แต่ต้องระวังกับดักหุ้นถูกที่ไม่มีวันฟื้นกลับมา (Value Trap) จากการถูกดิสรัปต์เทคโนโลยี ตัวอย่างการลงทุนจริงของพอร์ต Lief คือหุ้นร้านค้าปลีก Dollar General (DG) ที่ราคา PE ตกลงมาเฉียบพลันจากประเด็นหน้าร้านระยะสั้นแต่โครงสร้างและการเติบโตพื้นฐานยังดีอยู่

Low Volatility (หุ้นผันผวนต่ำ)
     การคัดสรรหุ้นที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ต่ำ และมีค่าเบต้าต่ำต่อตลาด (Low Beta) เด่นในการป้องกันพอร์ตและจำกัดการขาดทุนยามตลาดเกิดวิกฤต (เช่น ฟองสบู่ดอทคอม หรือวิกฤตปี 2008) แต่จะปรับตัวแพ้ตลาดอย่างราบคาบในช่วงตลาดกระทิงขาขึ้นแรง ๆ บรจ. Lief ไม่ได้นำปัจจัยนี้มาใช้ในพอร์ตหลักเนื่องจากมองว่าผลตอบแทนคาดหวังเพิ่มขึ้นไม่คุ้มค่าความผันผวนเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ในช่วงที่ดอกเบี้ยสูง

Quality (หุ้นคุณภาพดี)
     มุ่งเน้นบริษัทที่มีป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง (Moat), อำนาจต่อรองกำหนดราคาสูง (Pricing Power), มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) เป็นบวก และมีอัตราส่วน ROE/ROIC สูงและมั่นคง (Compounder) ตัวอย่างเช่น TSMC ที่เป็นผู้ผูกขาดตลาดเซมิคอนดักเตอร์ชิปขนาดเล็กขั้นสูงเกือบ 100% หรือ Axon Enterprise ที่เปลี่ยนโมเดลจากการขายอุปกรณ์ปืนไฟฟ้าธรรมดา มาผูกกับระบบสมาชิกซอฟต์แวร์และ AI ทำให้มีสัดส่วนรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ (Recurring Revenue) ถึง 95%

Dividend (หุ้นปันผล)
     แบ่งเป็นกลุ่ม High Dividend (เน้นจ่ายปันผลอัตราส่วนสูง) และ Dividend Growth (เน้นเติบโตของปันผลต่อเนื่องยาวนาน เช่น หุ้นกลุ่ม Aristocrat ที่จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นทุกปีไม่ต่ำกว่า 25 ปี) ช่วยพยุงพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอในสภาวะตลาดที่ไม่มีทิศทางชัดเจน (Sideway) โดยมี ETF ยอดนิยมอย่าง SCHD เป็นแกนนำในการเปรียบเทียบ

Momentum (หุ้นที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง)
     เน้นหุ้นที่กำลังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นอย่างมั่นคง พิจารณาจากราคา อัตราเร่งเชิงเปรียบเทียบ และความยั่งยืนของทิศทางราคา (Persistent) โดยหลีกเลี่ยงแนวคิดการวิ่งกลับไปหาค่าเฉลี่ย (Reversion to Mean) ตัวอย่างเช่นหุ้น Micron ที่ราคาวิ่งตามอุปสงค์ของรอบอุตสาหกรรม

บทสรุปการลงทุน

  • ประเมินสภาวะตลาดผ่าน Investment Map โดยดูปัจจัยเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ GDP เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน เพื่อเลือกกลยุทธ์ Factor Investing ให้เหมาะกับแต่ละช่วงตลาด
  • ช่วง 6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจยังขยายตัว กำไรบริษัทเติบโต เงินเฟ้ออยู่ในระดับสนับสนุนเศรษฐกิจ ทำให้ Momentum น่าสนใจที่สุด รองลงมาคือ Value
  • พอร์ตจะไม่พึ่ง Factor เดียว แต่ใช้แนวทาง Multi-Factor โดยมี Quality เป็นแกนหลัก พร้อมปรับสัดส่วนตามสภาวะตลาด เพื่อสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง

โอกาสในการลงทุนไปกับนโยบาย Lief US Selective

  • ไม่พลาดทุกโอกาส เพราะเลือกหุ้นจากทั้งตลาดสหรัฐกว่า 5,000 ตัว
  • AI เสริมศักยภาพ ระบบ “ARES” ประยุกต์นวัตกรรม AI เข้ากับการคัดเลือกหุ้นเชิงพื้นฐาน คัดเหลือ 250 ตัว
  • TOP 10 Focus หลังจากนั้นเลือกลงทุนเฉพาะหุ้น 10 อันดับแรกที่มีศักยภาพสูงสุด
  • มั่นใจ ไม่มีหลุด ทีมผู้จัดการกองทุน ตัดสินใจในเชิงคุณภาพเป็นขั้นตอนสุดท้าย เชคปัจจัย Forward looking
  • สดใหม่เสมอ ปรับพอร์ตทุก 3 เดือน ให้ได้หน้าหุ้นที่พร้อมเติบโต แต่ไม่แพงจนเกินไป ไม่ตกเทรนด์
  • ผลตอบแทนคาดหวังระยะยาว 12–15% ต่อปี
  • กำลังมองหาโอกาสลงทุน จากหุ้นเติบโต เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลงทุนได้ระยะกลาง – ยาว รับความผันผวนได้สูง จากหุ้นรายตัว หรืออาจจะมีพอร์ตลงทุนอยู่แล้ว แต่ต้องการหา Alpha เพิ่มเติม     
  • เริ่มต้น 1 ล้านบาท
                                        

นโยบาย Lief US Momentum

  • ต่อยอดมาจาก US Selective โดยเพิ่มน้ำหนักในปัจจัย Momentum Score และใช้การวิเคราะห์ความชันของราคา (Slope) เพื่อหาหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง
  • สัดส่วนปัจจัย: เน้น Momentum 60% และ Quality 40%
  • ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ 10 ตัว เช่นกัน แต่มีกรอบระยะเวลาชัดเจน (ประมาณ 6 เดือน)
  • เริ่มต้นลงทุนเพียง 300,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้บริการ
  • ผลตอบแทนคาดหวังสุทธิ 8% ต่อปี ยกเว้นค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) หากถือจนครบกำหนดหรือถึงเป้าหมาย

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ หวังว่ามุมมองและข้อมูลที่แบ่งปันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการลงทุนสำหรับครึ่งปีหลัง 2026

สรุปย้อนหลังงานสัมมนา Factor Investing (14 August 2026) Read More »

How to Retire Rich Seminar – banner

ในงานสัมมนานี้ คุณจะได้เรียนรู้

  • วิธีคำนวณว่า “เงินเกษียณที่ต้องการ” ต้องมีเท่าไร และควรวางแผนอย่างไร
  • ทำความเข้าใจว่าทำไมการฝากเงินหรือถือสินทรัพย์เดิม ๆ อาจไม่เพียงพอในโลกปัจจุบัน
  • แนวคิดการจัดพอร์ตแบบ 3 ตะกร้า เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง
    ความปลอดภัย – รายได้ – การเติบโต

✓ วิธีเลือกกลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะกับช่วงชีวิต และเป้าหมายเกษียณของแต่ละคน

✓ Case Study จากการลงทุนจริง
กลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทน 21% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา*
พร้อมเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิด การบริหารความเสี่ยง และการปรับพอร์ต


เพราะเวลาเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของการลงทุน
เริ่มวางแผนวันนี้ เพื่อให้เงินทำงานแทนคุณในวันที่คุณต้องการใช้ชีวิตมากขึ้น

งานสัมมนา Online (FREE) วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 – 16.00 ถาม ตอบพร้อม Workshop ไปด้วยกันในงานเลย อย่างน้อยทุกท่านจะได้รู้ว่า ตอนนี้ ตัวเองพร้อมเกษียณแค่ไหน ? ลงทะเบียนเลย 

How to Retire Rich Seminar – banner Read More »

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด

“หุ้นมีโมเมนตัม” เคยได้ยิน แต่เค้าเลือกกันยังไง ? ทำไมถึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนชนะตลาด

Momentum Factor คือแนวคิดการลงทุนที่มองว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะรักษาความแข็งแกร่งนั้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เหตุผลข้างใต้แนวคิด ไม่ได้อยู่ที่ราคาหุ้น “ขึ้นแล้วต้องขึ้นต่อ” เสมอไป แต่อาศัยพฤติกรรมตลาด ที่มักใช้เวลาระยะหนึ่ง ปรับตัวต่อข้อมูลใหม่ นักลงทุนจำนวนมากตอบสนองต่อผลประกอบการ แนวโน้มธุรกิจ หรือข่าวสำคัญแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้หุ้นที่เริ่มมีแนวโน้มแข็งแรงอาจเคลื่อนไหวต่อเนื่องได้

ตัวอย่างเช่น งบการเงินที่ออกมาดีกว่าคาด หุ้นพุ่งหนักมาก แต่แรงส่งจากปัจจัยธุรกิจ มักจะไม่จบแค่ตัวเลขทางบัญชี ยังมีมูลค่าที่รอเปิดเผย เช่น โครงการความร่วมมือ หรือการนำจุดแข็งนั้นไปต่อยอดในอนาคต เป็นความหวังให้กับนักลงทุน ดันราคาหุ้นไปต่อได้อีกหลายเดือน

เรียกง่าย ๆ ว่า หุ้นดี มักไม่ได้เล่นกัน วันเดียวจบ เพียงแต่เราต้องเล็งให้ดีและเข้าให้ได้ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ รอบ

แล้วหุ้น Momentum คัดเลือกอย่างไร

 

โดยทั่วไป ดูที่ “ราคา” นักลงทุนจะเริ่มจากหุ้นในตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุน แล้ววัดผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละบริษัท เช่น 6 เดือน หรือ 12 เดือน

หุ้นที่ถูกคัดเลือกมักมีลักษณะ 5 อย่างดังนี้

  • ชนะเพื่อน – ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มเดียวกัน
  • ชนะต่อเนื่อง – ราคาหุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่ปรับขึ้นแรงเพียงไม่กี่วัน
  • ชนะตลาด – ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับดัชนีตลาด หรือหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน อยู่ในระดับโดดเด่น
  • ตัดความฟลุค หรือกระแสช่วงสั้น – บางกลยุทธ์จะตัดผลตอบแทนของเดือนล่าสุดออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากแรงซื้อขายระยะสั้น
  • เข้าได้ ต้องออกได้ – เลือกเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อให้ซื้อขายและปรับพอร์ตได้จริง

ตัวอย่างง่าย ๆ หากมีหุ้น 100 ตัวในตลาด นักลงทุนอาจจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน และเลือกลงทุนใน 20–30 ตัวที่ผลตอบแทนสูงสุด จากนั้นปรับพอร์ตทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน เพื่อให้พอร์ตยังถือหุ้นที่มีโมเมนตัมแข็งแรง

อย่าเข้าใจผิด Momentum ไม่ได้ดู “ราคา” เพียงอย่างเดียว

แม้ Momentum จะใช้ข้อมูลราคาหุ้นเป็นแกนหลัก แต่การนำไปใช้จริงควรมองคุณภาพของแนวโน้มร่วมด้วย

หุ้นที่ราคาปรับขึ้นเพราะกำไรเติบโตต่อเนื่อง แนวโน้มรายได้ดีขึ้น หรืออุตสาหกรรมกำลังได้แรงสนับสนุน มักมีโมเมนตัมที่แข็งแรงกว่าหุ้นที่ขึ้นจากข่าวเฉพาะหน้า หรือแรงเก็งกำไร

ดังนั้น นักลงทุนบางรายจึงผสม Momentum เข้ากับปัจจัยอื่น เช่น Quality เพื่อคัดบริษัทที่กำไรและฐานะการเงินดี หรือ Value เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นที่ราคาแพงเกินไป

อย่างนโยบาย Lief US Momentum ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล นำเสนอ เราคัดหุ้นกว่า 5,000 ตัวทั่วตลาดสหรัฐฯ ให้เหลือเพียง 250 บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จากนั้นจึงคัดกรองด้วยปัจจัยเชิง Momentum เรียกว่า คุณภาพมาก่อน ราคาตามมาเสริม

จุดแข็งและความเสี่ยงที่ควรเข้าใจ

จุดแข็งของ Momentum คือช่วยให้พอร์ตมีวินัย เพราะตัดสินใจจากกฎที่กำหนดไว้ ลดการยึดติดกับหุ้นที่ราคาปรับลงต่อเนื่อง (เลี่ยงถัวขาลง ซึ่งอันตรายมาก) และเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเลือกธีม กลุ่มหุ้นที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาด

แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ ช่วงที่ตลาดกลับทิศอย่างรวดเร็ว หุ้นที่เคยขึ้นแรงอาจถูกขายทำกำไรพร้อมกัน ทำให้กลยุทธ์ Momentum ขาดทุนได้มากกว่าตลาดในระยะสั้น

ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า “Momentum Crash” อย่างเช่น หุ้นเกาหลี หรือกลุ่ม Memory chip ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมาก หากแนวโน้ม ความคาดหวัง เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้เกิดแรงขายมหาศาลได้ ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

อีกประเด็นคือการปรับพอร์ตบ่อยเกินไปอาจทำให้ต้นทุนซื้อขายสูง โดยเฉพาะในตลาดที่สภาพคล่องต่ำหรือมีค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งตรงนี้ทาง Lief US Momentum ได้คัดกรองสภาพคล่องมาก่อนแล้วชั้นหนึ่ง รวมถึงการทดสอบการปรับพอร์ตในระดับความถี่ต่าง ๆ จนออกมาเป็นระดับรายเดือน เพื่อให้พอร์ตเคลื่อนไหวได้เรว ทันสถานการณ์

กล่าวโดยสรุป

หัวใจของ Momentum Factor ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดในวันนี้ แต่คือการใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างมีระบบ แล้วบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตและปรับพอร์ตตามรอบที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว Momentum จึงเหมาะจะเป็น “ส่วนหนึ่งของพอร์ต” มากกว่าคำตอบทั้งหมดของการลงทุน เพราะแนวโน้มราคาช่วยบอกว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับอะไร ขณะที่คุณภาพธุรกิจและมูลค่าหุ้นยังเป็นสิ่งที่กำหนดผลตอบแทนในระยะยาว

ในบทความหน้า เราจะมาตีแผ่ดัชะนีหุ้น Momentum อย่าง SPMO ว่ามีการคัดเลือกหุ้นอย่างไร เหมือนหรือต่างกับ บลจ.ลีฟแคปปิตอล แค่ไหนครับ

หากสนใจลงทุน Lief US momentum สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

นอกจาก Momentum Factor แล้ว กลยุทธ์การลงทุนอื่น ๆ มีอะไรอีกบ้าง ที่ช่วยให้ขนะตลาดได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในวันที่หุ้นเทควิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 4 ปี มาหาคำตอบกันได้ที่

งานสัมมนา Online Exclusive Seminar “Factor Investing Masterclass” วันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม เวลา 14.00 – 16.00 ลงทะเบียนฟรี ถามตอบกันได้สด  ๆ หน้างาน

 

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด Read More »

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (10 Jul 2026)

งานสัมมนา “In Outlook We Trust” โดยทีมผู้จัดการกองทุน Lief Capital นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจ ทิศทางตลาด และกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตจริง

สรุปงานสัมมนา “In Outlook We Trust”

ทบทวนมุมมองต้นปี: คาดการณ์ถูกต้องแล้ว 77%

ทีมผู้จัดการกองทุนเริ่มต้นด้วยการทบทวนมุมมองที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้นปี โดยพบว่าประเด็นสำคัญเกิดขึ้นตามคาดแล้วประมาณ 77%

ปัจจัยที่เป็นไปตามคาด ได้แก่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นผู้นำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

อย่างไรก็ตาม บางประเด็นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ยังไม่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี IGV ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI

4 มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก


Lief Capital ได้นำมุมมองจาก 4 สถาบันการเงินชั้นนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

PIMCO: โลกเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก

PIMCO มองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลังเข้าสู่ยุค Rupture หรือการแตกออกจากระเบียบเศรษฐกิจเดิมอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจ

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว PIMCO แนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และลดความผันผวน พร้อมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระดับมหภาค ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวได้กับบริษัทที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน

Fidelity: Risk-on แต่ต้องกระจายความเสี่ยง

Fidelity ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนด้าน AI

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้น Value หุ้น Defensive และ REITs เพื่อไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

Charles Schwab: เศรษฐกิจโตแบบไม่ทั่วถึง

Charles Schwab มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในลักษณะ K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญแรงกดดัน

ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มเปราะบางจากค่าครองชีพและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการเลือกลงทุนในหุ้น Quality Growth หรือบริษัทที่มีการเติบโตสูงควบคู่กับกำไรและกระแสเงินสดที่ชัดเจน โดยไม่ควรไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นแรง

T. Rowe Price: เงินทุนเริ่มหมุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง

T. Rowe Price มองว่าตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ Big Tech เป็นผู้นำเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การลงทุนใน
Real Economy เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจริง

ภายใต้ภาพดังกล่าว การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะมีความสำคัญมากขึ้น โดย T. Rowe Price ให้น้ำหนักกับกลุ่ม AI Hardware และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าซอฟต์แวร์ที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน

5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดตลาดครึ่งหลังปี 2026


Lief Capital สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ 5 ด้าน

  1. เศรษฐกิจยังขยายตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อาจชะลอลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังไม่สะท้อนภาวะถดถอยอย่างชัดเจน การบริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และตลาดแรงงานยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

  1. ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวได้ดีหลังสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรง

ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า หลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในช่วงแรก ก่อนกลับมาฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มลดลง

หากนักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีตอาจสูงถึงประมาณ 32.3%

  1. กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง

กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น แม้ระดับ Valuation หรือค่า P/E ของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่หากกำไรสามารถเติบโตได้ตามคาด ราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรในอนาคต

  1. AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอตคอม

ความแตกต่างสำคัญระหว่างกระแส AI ในปัจจุบันกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 คือ บริษัทชั้นนำด้าน AI ในปัจจุบันมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอย่างชัดเจน

ในยุคดอตคอม หลายบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่บริษัทด้าน AI ในปัจจุบันสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง และบางบริษัทยังมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI จริง กับบริษัทที่ใช้กระแส AI เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

  1. ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

Lief Capital มองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออยู่ในภาวะ Higher for Longer

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอาจยังจำกัด หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงตามทิศทางของราคาพลังงาน ดังนั้น ความผันผวนของตลาดอาจมาจากการปรับความคาดหวังเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ย มากกว่าการกลับเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่

กลยุทธ์จัดพอร์ตสำหรับครึ่งหลังปี 2026


ภาพรวมกลยุทธ์ของ Lief Capital คือการให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือ Overweight Equity แต่ต้องเน้นการบริหารแบบ Active และกระจายการลงทุนออกจากดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่

Asia Tech: โอกาสจากเทคโนโลยีเอเชียที่มูลค่ายังไม่แพง

หนึ่งในธีมที่โดดเด่นที่สุดคือ Asia Tech ซึ่งครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน

หุ้นในภูมิภาคดังกล่าวมี Forward P/E เฉลี่ยประมาณ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hyperscalers ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นบางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation และงบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น

Lief Capital มองว่าช่วงที่ราคาหุ้นพักฐานอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เช่น Microsoft และบริษัท Cloud ชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ในระยะยาว

AI Hardware ยังน่าสนใจกว่า AI Software

กลุ่มต้นน้ำของ AI ยังคงเป็นธีมหลัก โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix

บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนสร้าง Data Center การเพิ่มกำลังประมวลผล และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเส้นทางการเติบโตและคำสั่งซื้อที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริษัทซอฟต์แวร์บางกลุ่ม

Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก Lief Capital มองว่า Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากตลาดเริ่มมั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองยังมีความผันผวนสูง จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป

บทสรุป: Stay Invested แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่ม

แม้ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ส่งสัญญาณว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลง

กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการ Stay Invested พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมใหม่

นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพ มีรายได้และกำไรเติบโตจริง ลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จาก AI และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคที่ Valuation ยังสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย

ในโลกที่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกหุ้นและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลตอบแทนของพอร์ตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (10 Jul 2026) Read More »

5 เรื่องเข้าใจผิด กับหุ้น Momentum

 เปิดเผย 5 เรื่องเกี่ยวกับ “Momentum Investing” ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อาจเข้าใจผิด

สรุปสั้น ๆ เลยนะ

  • Momentum ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นหนึ่งใน Factor Investing ที่มีงานวิจัยรองรับมากว่า 30 ปี และถูกนำไปใช้จริงโดยนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี
  • Momentum ที่ดี ไม่ได้ดูแค่ราคาหุ้นที่ขึ้นแรง แต่พิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น แนวโน้มราคา ความเสี่ยง การปรับประมาณการกำไร และปัจจัยพื้นฐาน เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มี “แรงส่ง” อย่างยั่งยืน
  • ในตลาดที่เงินลงทุนเลือกเฉพาะบางธีม เช่น AI, Memory, Utilities และ Software การเลือกหุ้นด้วยกลยุทธ์ Momentum พร้อมปรับพอร์ตอย่างมีวินัย อาจช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือการลงทุนแบบถือดัชนีเพียงอย่างเดียว
  • กองทุน Lief US MOMENTUM พัฒนาต่อยอดจาก ARES AI ด้วยผลตอบแทนที่โดดเด่นและปัจจัย Momentum ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาตลาดตอนนี้ เริ่มต้น 3 แสนบาท คาดหวัง 8% ใน 6 เดือน

 

ทำไมกลยุทธ์ที่ดูเหมือน “ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น” ถึงได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกมากว่า 30 ปี

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า Momentum Investing มักนึกถึงการ “ไล่ซื้อหุ้นที่กำลังร้อนแรง” หรือการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ในความเป็นจริง กลยุทธ์นี้มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคิด และถูกนำไปใช้โดยกองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

ที่น่าสนใจคือ แม้จะมีงานวิจัยรองรับมาหลายสิบปี นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็ยังเข้าใจ Momentum คลาดเคลื่อนอยู่

วันนี้เราลองมาดู 5 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับ Momentum Investing

1. Momentum ไม่ใช่ “เทคนิค” แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยการลงทุนที่ได้รับการพิสูจน์มากที่สุดในโลก

ถ้าถามนักลงทุนทั่วไปว่า Momentum คืออะไร หลายคนคงตอบว่า

“ซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น”

คำตอบนี้ไม่ผิด แต่ยังไม่ครบ

ในวงการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก Momentum ถูกจัดเป็นหนึ่งใน Factor Investing ร่วมกับปัจจัยสำคัญอย่าง Value, Quality, Size และ Low Volatility ซึ่งเป็นแนวคิดที่กองทุนและนักลงทุนสถาบันใช้ในการสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี (เราคงคุ้น ๆ กับกองทุนรวมที่นำ Factor เหล่านี้มาบริหารพอร์ตกันอยู่ประจำใช่ไหมครับ)

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1993 เมื่อ Narasimhan Jegadeesh และ Sheridan Titman เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลตลาดหุ้นสหรัฐย้อนหลังหลายทศวรรษ และพบว่า

หุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วง 3–12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดต่อไปอีกในช่วงเวลาหนึ่ง

หลังจากนั้น งานวิจัยอีกจำนวนมากจากทั้งภาควิชาการและบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำ เช่น AQR, MSCI และ Fama-French ต่างก็ยืนยันว่าปัจจัย Momentum สามารถพบได้ในหลายประเทศ หลายอุตสาหกรรม และหลายสินทรัพย์

กล่าวอีกอย่างคือ

Momentum ไม่ใช่ความเชื่อ หรือการไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีข้อมูลรองรับ

2. หุ้นที่ขึ้นแรงที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้น Momentum ที่ดีที่สุด

หุ้น Momentum ไม่ใช่ หุ้นตลาดเห่อ หุ้นกระแส

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนเปิดดูหุ้นที่บวกสูงสุดในตลาด อย่างเช่นกลุ่ม ธุรกิจอวกาศ หรือ พลังงานนิวเคลียร์ ในช่วงที่ผ่านมา แล้วหลงคิดว่านั่นคือหุ้น Momentum

แต่ในโลกของการลงทุนจริง กองทุนแทบไม่มีใครใช้เกณฑ์ง่าย ๆ แบบนั้น

เหตุผลคือ หุ้นที่ขึ้นแรงมาก อาจเกิดจากข่าวระยะสั้น การเก็งกำไร หรือมีความผันผวนสูงเกินไป

นักลงทุนสถาบันจึงมักใช้ปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น

  • แนวโน้มราคาที่ต่อเนื่อง (Price Trend)
  • ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Risk-adjusted Momentum)
  • การปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ (Earnings Estimate Revision)
  • ความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาด (Relative Strength)
  • สภาพคล่องและคุณภาพของหุ้น
  • และที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราดูเรื่องปัจจัยพื้นฐาน เช่นการเติบโตกำไร แนวโน้มธุรกิจไปพร้อมกัน ผ่านระบบ Expert System ทำให้ได้กลุ่มหุ้น Momentum ที่มีคุณภาพดีรองรับอีกชั้นหนึ่ง

กล่าวคือ

Momentum ที่ดี ไม่ใช่แค่หุ้นที่ขึ้นเร็ว แต่เป็นหุ้นที่มี “แรงส่ง” รองรับทั้งจากราคาและปัจจัยพื้นฐาน

3. Momentum เป็นกลยุทธ์ที่ขัดกับธรรมชาติของนักลงทุนส่วนใหญ่

คนเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า

“ของลดราคา คือของน่าซื้อ”

แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ทำงานแบบเดียวกับห้าง ที่วางของลดราคาให้เราไปเลือกซื้อ

หลายครั้ง หุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าแพงเกินไป แต่สะท้อนว่าธุรกิจกำลังเติบโตเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้

ในทางกลับกัน หุ้นที่ราคาลดลงมาก ก็ไม่ได้แปลว่าถูกเสมอไป หากพื้นฐานของธุรกิจกำลังแย่ลง

งานวิจัยด้านพฤติกรรมการเงิน (Behavioral Finance) อธิบายว่า นักลงทุนมักใช้เวลาปรับมุมมองต่อข้อมูลใหม่ช้ากว่าที่ควร ทำให้แนวโน้มของหุ้นที่แข็งแกร่งสามารถดำเนินต่อได้อีกระยะหนึ่ง ตลาดไม่ได้ Efficient ขนาดนั้น ไม่ได้ขึ้นจบภายในวันเดียว

นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ Momentum ยังคงใช้ได้ แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่คนทั่วโลกรู้จักมานานแล้ว

4. Momentum มักโดดเด่นที่สุด ในช่วงที่ตลาด “เลือกขึ้น” แค่บางกลุ่ม

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนน่าจะสังเกตเห็นว่า ตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

แต่เป็นการผลัดกันนำของแต่ละธีม เช่น

  • AI Infrastructure
  • Semiconductor
  • Memory
  • Utilities
  • Software
  • Cybersecurity

ขณะที่หุ้นอีกจำนวนมากแทบไม่สร้างผลตอบแทนเลย

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Narrow Market Leadership

ในสภาวะแบบนี้ การลงทุนแบบดัชนียังคงให้ผลตอบแทนได้ แต่โอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีจะมาจากการเลือกหุ้นที่อยู่ในธีมที่กำลังได้รับเงินลงทุนมากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงตลาดแบบนี้ กลยุทธ์ Momentum จะเป็นเครื่องมือที่ควรถูกหยิบมาใช้ หาผลตอบแทน

5. ความลับของ Momentum ไม่ใช่ “ซื้อเก่ง” แต่คือ “ขายเป็น”

หากถามว่าหัวใจของ Momentum คืออะไร ? หลายคนอาจตอบว่า

“หาหุ้นที่กำลังจะขึ้น”

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ยากกว่าคือ

รู้ว่าเมื่อไรควรเลิกถือ

ไม่มีหุ้นตัวไหนเป็นผู้นำตลาดได้ตลอดไป

เมื่อแนวโน้มเปลี่ยน เงินทุนย้ายไปยังธีมใหม่ หุ้นที่เคยแข็งแกร่งก็อาจเริ่มอ่อนแรง

ดังนั้น นักลงทุน Momentum จึงต้องมีวินัยในการ

  • ทบทวนพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับพอร์ตตามข้อมูลใหม่
  • ยอมขายเมื่อแนวโน้มเปลี่ยน
  • ไม่หลงรักหุ้นตัวเดิม
  • ซึ่งฝ่ายจัดการลงทุนของเราจัดการให้หมด รวมถึงการตั้งราคาเป้าหมาย ที่ช่วยเก็บผลตอบแทนจากปัจจัยพื้นฐานที่สอดคล้องกับระยะเวลาลงทุนอย่างชัดเจน

นี่คือเหตุผลที่กลยุทธ์ Momentum มักมาพร้อมกับการ Rebalance ตามรอบเวลา มากกว่าการ “ซื้อแล้วถือยาว”

แล้ว Momentum ยังเหมาะกับตลาดวันนี้หรือไม่?

คำตอบของผมคือ “ยังน่าสนใจ”

เพราะสิ่งที่เราเห็นในตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่ตลาดที่หุ้นทุกตัวขึ้นพร้อมกัน แต่เป็นตลาดที่เงินลงทุนกำลังเลือกผู้ชนะอย่างชัดเจน

ธีม AI ยังคงขยายตัว แต่ผู้นำของตลาดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากผู้ผลิตชิป ไปสู่ Memory, Utilities, Software และอีกหลายกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI

นั่นหมายความว่า การเลือกหุ้นให้ถูกกลุ่มและถูกจังหวะ อาจมีความสำคัญมากกว่าการถือดัชนีเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่า Momentum ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ชนะทุกปี และไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีในช่วงที่ตลาดกำลัง “เลือกขึ้น” กลยุทธ์นี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ควรศึกษาอย่างจริงจัง

สรุป

  • Momentum Investing ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นตามกระแส แต่เป็นกลยุทธ์ที่มีรากฐานจากงานวิจัยทางการเงินมากว่า 30 ปี และได้รับการนำไปใช้จริงโดยนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
  • หัวใจของกลยุทธ์ไม่ใช่การคาดเดาว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้น แต่คือการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและวินัยในการลงทุน เพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง พร้อมปรับพอร์ตเมื่อแนวโน้มเปลี่ยน
  • ในช่วงที่ตลาดโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยธีม AI และเงินทุนหมุนเวียนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว การเข้าใจหลักการของ Momentum อาจช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่มากกว่าการมองเพียงดัชนีตลาด

แหล่งอ้างอิง

  • Jegadeesh, N. & Titman, S. (1993). Returns to Buying Winners and Selling Losers: Implications for Stock Market Efficiency.
  • Asness, C., Moskowitz, T., & Pedersen, L. (2013). Value and Momentum Everywhere.
  • Fama, E. & French, K. งานวิจัยด้าน Factor Investing
  • AQR Capital Management – Research on Momentum Investing
  • MSCI – Momentum Index Methodology
  • State Street Global Advisors – Understanding Momentum Investing

5 เรื่องเข้าใจผิด กับหุ้น Momentum Read More »

Scroll to Top