loader image

Lief US Selective สร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี กว่า +25.22% เทียบ Benchmark (VTI) +15.38%
เริ่มเติบโตไปกับหุ้นสหรัฐวันนี้ เพราะเทคโนโลยีและตลาดหุ้น ไม่มีคำว่า “รอ” 
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะ “รอให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือความกังวลว่า AI จะเป็นฟองสบู่หรือไม่ แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การลงทุน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงทุน มักไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างชัดเจนแล้ว 
 
เพราะเมื่อความเสี่ยงหายไป ราคาหุ้นก็มักปรับขึ้นไปก่อนแล้วเช่นกัน ซึ่งตลาดก็จะมองไปที่ความเสี่ยงเรื่องต่อไปอยู่ดี ขึ้นชื่อว่าการลงทุน ความเสี่ยงเป็นของที่มาคู่กันเสมอ 
 
วันนี้จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับการตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสายเติบโต และหุ้นสหรัฐ ก่อนที่ภาพเศรษฐกิจและตลาดจะกลับมาสดใสจนทุกคนเห็นตรงกัน 

1. สงครามกำลังคลี่คลาย และตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง 

หนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา คือความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูเหตุการณ์สำคัญในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามอิรัก หรือวิกฤตความขัดแย้งระดับภูมิภาคหลายครั้ง จะพบว่าตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่สามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย ตามข้อมูลจากทาง Capital Group ที่ชี้ชัดว่าหลังสงครามตลาดหุ้นสามารถปรับขึ้นได้เฉลี่ย 32.3% ใน 2 ปีหลังจากเหตุการณ์ 

เหตุผลสำคัญคือ ตลาดไม่ชอบ ความไม่แน่นอน มากกว่าตัวเหตุการณ์เอง เมื่อเส้นทางข้างหน้าเริ่มมองเห็นได้ชัด นักลงทุนก็พร้อมกลับมารับความเสี่ยงอีกครั้ง 

  • หุ้นหลังสงคราม ถ้าถือได้ยาวนานพอ ผลตอบแทนคุ้มค่าเสมอ (2ปี เฉลี่ยไม่ขาดทุน) 
  • ตลาดหุ้น ถ้าวางเงินถูกที่ แทบไม่ต้องกลัววิกฤต เพราะตลาดหุ้นปรับตัวรับมือได้เสมอ 

2. เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรงกว่าที่หลายคนคิด 

แม้จะมีการพูดถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาหลายปี แต่จนถึงวันนี้ เศรษฐกิจสหรัฐยังแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 

การจ้างงานยังอยู่ในระดับสูง การบริโภคภาคเอกชนยังเติบโต ภาคบริการยังขยายตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ได้ส่งสัญญาณอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดนักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มปรับลดโอกาสเกิด Recession ลง โดย Goldman Sachs ลดความน่าจะเป็นของเศรษฐกิจถดถอยเหลือเพียง 15%

  • ล่าสุด Goldman ปรับลดโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง (Recession) ลงจาก 25% เป็น 15% 

นั่นหมายความว่า ตลาดกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจากการเตรียมรับมือเศรษฐกิจแย่ ไปสู่การประเมินว่าเศรษฐกิจอาจ ลงจอดอย่างนุ่มนวล มากกว่าและหากเศรษฐกิจไม่ถดถอยจริง ราคาหุ้นในปัจจุบันอาจยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตทั้งหมด 

3. กำไรบริษัทจดทะเบียนกำลังเติบโต เข้าสู่ช่วงที่ดีที่สุดในรอบหลายปี 

ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวตามกำไรของบริษัทข่าวดีคือ หลายสำนักวิจัยเริ่มมองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุดรอบหลายปี แรงสนับสนุนสำคัญมาจาก การลงทุนด้าน AI และ Data Center และผลิตภาพแรงงานที่ดีขึ้นจากเทคโนโลยี ที่ผ่านมา ตลาดถูกขับเคลื่อนโดยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว 

ในมุมมองเปรียบเทียบหุ้นในและนอกสหรัฐ สาเหตุหลักที่ยังทำให้ หุ้น US มีความโดดเด่น น่าสนใจลงทุนตลอดมาคืออัตรากำไรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งขยาย กำไรยิ่งเยอะขึ้น (ตามภาพ) ปัจจัยหลักมาจาก ความเป็นเจ้าเทคโนโลยีที่สามารถเรียกราคาขายได้สูงและประสิทธิภาพที่ดี ขยายได้เร็ว ลดต้นทุนต่อหน่วยไปพร้อมกัน ซึ่งช่องว่างตรงนี้นับวันยิ่งห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะนักลงทุนจึงไม่แปลกที่จะเลือกอยู่ข้างที่มีอำนาจต่อรองได้มากกว่า 

  • อัตรากำไรหุ้นสหรัฐ โดดเด่นกว่าหุ้นยุโรปเรื่อยมา ตั้งแต่หลัง Global Financial Crisis  

แต่ในระยะถัดไป หากกำไรเติบโตกระจายตัวมากขึ้น ก็มีโอกาสเห็นหุ้นกลุ่มอื่นเข้ามารับช่วงต่อ และสร้างโอกาสการลงทุนที่กว้างขึ้นกว่าที่เคย โดยในช่วงปี 2026 ที่เหลือการเติบโตของกำไรจะกระจายตัวไปยังกลุ่ม Communication service, Industrial, Materials และ Energy มากขึ้น ถึงแม้ว่าความคาดหวังของนักวิเคราะห์ในตลาดจะถูกปรับขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น การเลือกลงทุนรายตัวแบบ Selective จึงยิ่งมีความสำคัญชัดเจนมากขึ้น 

  • การเติบโตของกำไรที่กระจายตัวดีและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายกลุ่ม ทำให้ระดับ Valuation ไม่สูงจนเกินไป 
4. AI ยังไม่จบ และกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

นักลงทุนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า AI ไปไกลเกินไปหรือไม่ แต่หากพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุนจริงของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ จะพบว่าการลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเร่งตัวที่สำคัญ โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปอีกต่อไป เราเริ่มเห็นผู้ชนะกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น  

  • Data Centerและโครงสร้างพื้นฐาน 
  • Softwareและ Automation 
  • Cybersecurity
  • Cloud Computing
  • Power & Utilities
  • Industrial Technology

นั่นหมายความว่า AI กำลังเปลี่ยนจาก “ธีมของหุ้นไม่กี่ตัว” ไปสู่ “ธีมของเศรษฐกิจทั้งระบบ” และยิ่งเทคโนโลยีแพร่หลายมากขึ้น โอกาสการลงทุนก็ยิ่งกระจายตัวมากขึ้นตามไปด้วย ไม่นับรวมความคึกคักของหุ้นที่น่าสนใจกำลังเดินหน้าเข้า IPO กันตลอดทั้งปี ตั้งแต่ AI Platform อย่าง SpaceX ไปจนถึง Pureplay เช่น Anthropic และ OpenAI จะเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า ตลาดกำลังเลือกทาง AI ให้ไปต่อได้ในอีกหลายปี 

  • โอกาสลงทุนธีม AI ยังมีโอกาสขยายตัวและเปิดให้มีบริษัทที่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นในทางกว้างและลึก 

5. ความเสี่ยงเงินเฟ้อเริ่มลดลง ขณะที่ตลาดรับข่าวร้ายเรื่องดอกเบี้ยไปมากแล้ว 

อีกหนึ่งความกังวลสำคัญของนักลงทุน คือท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตลาดกังวลว่า Fed อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูง หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย กำลังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในอนาคต 

ขณะที่ตลาดการเงินเองก็ได้สะท้อนความกังวลเรื่องดอกเบี้ยไปมากพอสมควรแล้ว (ณ 24 มิ.ย. มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026) ดังนั้น หากข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงต่อจากนี้เริ่มแสดงหลักฐานชัดเจนว่ากำลังชะลอตัวลง สิ่งที่ตลาดจะเริ่มมองต่อ ไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ย แต่เป็นโอกาสที่นโยบายการเงินจะกลับมาผ่อนคลายมากขึ้นในอนาคต 

ซึ่งโดยปกติแล้ว เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น 

  • ตลาดมองเห็นการขึ้นดอกเบี้ยแต่เริ่มปรับโอกาสลดลง และคาดว่าจะชัดเจนมากขึ้นหลังกการประชุม FED รอบต่อไป​ 
6. หุ้นสหรัฐแพงไปหรือยัง ? คำตอบคือ อาจแพงแต่ไม่เหมือนปี 2000 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากยังลังเล คือการมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI และเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้นมามากจนดูแพง ซึ่งหากมองเฉพาะระดับราคา ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นหลายตัวไม่ได้อยู่ในโซนราคาถูกอีกต่อไป 

แต่คำถามสำคัญกว่าคือ แพงเมื่อเทียบกับอะไร ?” 

หลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าทั้งสองยุคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคดอทคอม นักลงทุนจำนวนมากซื้อความหวังของธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้ ไม่มีผลกำไร และยังไม่สามารถพิสูจน์โมเดลธุรกิจได้จริง 

แต่ในรอบนี้ ผู้นำของการลงทุน AI กลับเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง มีฐานลูกค้าจริง และสร้างกระแสเงินสดมหาศาลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Nvidia, Alphabet, Amazon หรือ Meta ต่างมีความสามารถในการลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีจากกระแสเงินสดของตนเอง 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนไม่ได้กำลังเดิมพันกับ ความฝัน (ที่ยังไม่มีแม้แต่รายได้)แต่กำลังลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอยู่แล้ว 

  • แนวโน้มกำไรของบริษัทวางไฟเบอร์อินเตอร์เนตในยุคดอทคอม (ยิ่งทำยิ่งหด) เทียบกับยุค AU Hyperscaler ยิ่งทำยิ่งขยายเติบโต 
  • ปัจจุบัน แนวโน้มการเติบโตกำไรวิ่งนำราคาหุ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี (มาก) ในการเข้าลงทุน สะท้อนว่าหุ้นยังไม่แพง ถ้าเทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่วิ่งนำไปก่อนแล้ว 

นอกจากนี้ บทเรียนจากวิกฤติดอทคอมยังทำให้นักลงทุนในปัจจุบันระมัดระวังมากขึ้น 

ทุกวันนี้ตลาดเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับ Valuation ความคุ้มค่าของ AI การคืนทุนของ Data Center หรือความสามารถในการสร้างรายได้จากการลงทุนมหาศาลเหล่านี้ ความสงสัยเหล่านี้อาจดูเป็นปัจจัยลบในระยะสั้น 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันสะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้อยู่ในภาวะ เชื่อทุกอย่างเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ 

ที่สำคัญที่สุด กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตตามราคาหุ้นได้อย่างน่าประทับใจ หลายบริษัทสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงเรื่องราวที่สวยงามบนกระดาษ 

ดังนั้น แม้ภาพภายนอกจะดูเหมือนตลาดร้อนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากคุณภาพของธุรกิจ ความแข็งแกร่งของงบดุล และศักยภาพการเติบโตของกำไร นี่อาจไม่ใช่ภาพของฟองสบู่ที่กำลังแตกแต่อาจเป็นภาพของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ที่ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากในอนาคต 

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความท้าทายจึงไม่ใช่การมองหาหุ้นที่ ถูกที่สุดแต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ Noise ระยะสั้น และอะไรคือปัจจัยพื้นฐานที่จะกำหนดผลตอบแทนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และบ่อยครั้ง โอกาสที่ดีที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยเหมือนตอนนี้เลยครับ 

บทสรุป : นักลงทุนมักรอให้มั่นใจก่อน แต่ตลาดไม่เคยรอใคร 

ทุกครั้งที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอน นักลงทุนมักตั้งคำถามว่า รออีกหน่อยดีไหม 

แต่ปัญหาคือ เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้ว ราคาหุ้นก็มักจะไม่อยู่ที่เดิม วันนี้เรากำลังเห็น 

ความเสี่ยงสงครามลดลง 

เศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง 

กำไรบริษัทมีแนวโน้มเติบโต 

AI ยังสร้างโอกาสใหม่จำนวนมาก 

ความกังวลเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย 

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าตลาดจะขึ้นทันทีในวันพรุ่งนี้หรือไม่  

แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว คำถามที่สำคัญกว่าคือถ้าสมมติทุกอย่างเป็นไปตามที่ตลาดคาด เศรษฐกิจไม่ถดถอยแรง AI เดินหน้า ดันตลาดหุ้นขึ้นได้ต่อเนื่อง เราจะเสียดายที่ไม่ได้ลงทุนในโอกาสนี้แค่ไหน ?” 

แค่หลักการอาจจะฟังดูง่าย แต่ทำจริงได้ไหม ? ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล เราลงมือทำจริง โดยประเมินสภาวะ ปัจจัยการลงทุน โอกาสและความเสี่ยง จากนั้นจึงเข้าลงทุนให้กับลูกค้ากองทุนส่วนบุคคล ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นรายตัวสหรัฐฯ Lief US Selective ที่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 25.22% (ตั้งแต่ต้นปี – 19 มิ.ย. เทียบดัชนีชี้วัดที่ 15.38%) จึงเรียกได้ว่า ถ้ามัวแต่รอให้ปัจจัยเสี่ยงอย่างความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านคลี่คลาย แนวโน้มดอกเบี้ยหลังเปลี่ยนประธาน FED ชัดเจน อาจจะพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย 

หมายเหตุ – ข้อมูล บทวิเคราะห์ ความคิดเห็น หรือมุมมองที่ปรากฏในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นการชักชวน เสนอขาย หรือแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ทางการเงินใดเป็นการเฉพาะ / ข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ณ วันที่จัดทำ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำไม่สามารถรับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลได้ และข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า / การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุน ฐานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเอง

Share:

More Posts

 UBS ค้าน Fed Hike / ถอดสูตร Active Manager ที่รอด | สรุป TSL 25 Jun 26

Fed อาจไม่ได้ขึ้นดอกเร็วอย่างที่ตลาดกลัว ขณะที่บทเรียนจากผู้จัดการกองทุนระดับตำนานย้ำว่า การชนะตลาดระยะยาวต้องอาศัยวินัยและการถือหุ้นคุณภาพให้นานพอ

PF Request Form

สนใจลงทุน … แต่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ปรึกษากับทีมงานของเราก่อนได้ สบายๆ มาหา Solution ที่เหมาะสมที่สุดให้กับคุณ กันเถอะ

Join Shortlister

อัพเดทภาวะการลงทุน พร้อมแนวโน้มตลาด คัดเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้

The Shortlister

Example Subtitle

Example Title

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Mauris tempus nisl vitae magna pulvinar laoreet. Nullam erat ipsum, mattis nec mollis ac, accumsan a enim. Nunc at euismod arcu. Aliquam ullamcorper eros justo, vel mollis neque facilisis vel.

Scroll to Top