loader image

รู้จัก Lief US Momentum “หุ้นที่ใช่ ในเวลาที่ชอบ”

เมื่อการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ “ซื้อทั้งตลาด” แต่คือ “เลือกหุ้นที่ใช่”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯแบบ Passive ถือตามดัชนี ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจเติบโต สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง และหุ้นส่วนใหญ่สามารถปรับตัวขึ้นไปพร้อมกัน

แต่ตลาดในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป

แม้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq จะยังสร้างผลตอบแทนที่ดี แต่หุ้นที่เป็นผู้นำตลาดกลับกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม เช่น AI, Data Center และ Infrastructure ขณะที่หุ้นอีกจำนวนมากกลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นทำให้คำถามสำคัญของนักลงทุนไม่ใช่

“ควรลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือไม่?” แต่คือ “ควรเลือกหุ้นตัวไหน?”

Lief US Momentum จึงถูกออกแบบขึ้น เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ควบคู่กับการตัดสินใจของทีมผู้จัดการกองทุน โดยมีระยะเวลาการลงทุนประมาณ 6 เดือน และปรับพอร์ต หาหุ้นใหม่ในทุก ๆ เดือน ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด 

Momentum ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรง

หลายคนเข้าใจว่า Momentum คือการซื้อหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมากที่สุด

แต่ในความเป็นจริง แนวคิดของ Momentum คือการค้นหาหุ้นที่ ยังมีแรงส่งในการเติบโตต่อ ทั้งจากปัจจัยพื้นฐานและพฤติกรรมของตลาด

งานวิจัยด้านการลงทุนทั่วโลกพบว่า หุ้นที่มี Momentum แข็งแรงมักสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีได้ในหลายช่วงเวลา โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดขึ้นแบบเลือกกลุ่ม (Narrow Market)

Lief US Momentum จึงผสมผสานข้อมูลทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน

เชิงคุณภาพ

  • ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ
  • แนวโน้มผลประกอบการ
  • การปรับประมาณการกำไร

เชิงปริมาณ

  • การเคลื่อนไหวของราคา
  • สภาวะของตลาด
  • ปัจจัย Momentum ต่าง ๆ

เพื่อค้นหาหุ้นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วง 6 เดือนข้างหน้า มากกว่าการเลือกหุ้นจากราคาเพียงอย่างเดียว 

AI ช่วยวิเคราะห์ แต่ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ตัดสินใจ

หัวใจของ Lief US Momentum คือระบบ ARES Expert System

โมเดล AI จะเริ่มวิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ กว่า 5,000 บริษัท ก่อนคัดกรองเหลือประมาณ 250 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพ จากนั้นจึงนำข้อมูลด้าน Momentum เข้ามาวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น

  • Risk Adjusted Price Momentum
  • Earnings Estimate Revision
  • Relative Strength
  • ความผันผวนของราคา
  • ภาวะตลาดในปัจจุบัน

สุดท้าย ทีมผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้พิจารณาและคัดเลือกหุ้น 10 บริษัท ที่มีความมั่นใจสูงที่สุดเข้าสู่พอร์ตการลงทุน พร้อมปรับพอร์ตทุกเดือนเมื่อข้อมูลหรือสถานการณ์ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง 

กรุงโรม ไม่ได้สร้างเสร็จวันเดียว โมเดล ARES AI ก็เช่นกัน

Lief US Momentum เป็นกลยุทธ์ที่ต่อยอดมาจาก โมเดลเดิมที่ บลจ.ลีฟ พัฒนาต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี และได้ใช้ลงทุนอยู่ใน Lief US Selective (YTD +28.09% – มิ.ย.69) โดยนำมาพัฒนาต่อให้มีปัจจัยของราคาและสภาวะตลาดเพิ่มเติม ให้เหมาะสมกับการลงทุนที่กระชับสั้นลง ตอบโจทย์ภาวะตลาดที่เลือกขึ้นแค่บางกลุ่มในตอนนี้  

ทำไมเลือกเพียงแค่ 10 บริษัท ? Lief US Momentum เชื่อว่า

การสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนี ไม่ได้เกิดจากการถือหุ้นหลายร้อยตัว แต่ควรเลือกเฉพาะหุ้นที่มีโอกาสดีที่สุดในช่วงเวลานั้น การลงทุนแบบ Focus Portfolio ช่วยให้ทุกตำแหน่งในพอร์ตมีน้ำหนักอย่างมีความหมาย และสะท้อนมุมมองการลงทุนได้ชัดเจนกว่าการกระจายลงทุนจำนวนมาก

จำนวนหุ้นที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ทำให้ ฝ่ายจัดการลงทุน ติดตามได้ใกล้ชิด ทั้งก่อนและหลังการเข้าลงทุน และสามารถตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที เมื่อมีปัจจัยเปลี่ยนไป

Win Rate คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ

นักลงทุนจำนวนมากมักสนใจเพียงว่า “กลยุทธ์นี้เคยทำผลตอบแทนได้สูงสุดเท่าไร” แต่สำหรับการลงทุนจริง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “กลยุทธ์นี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้สม่ำเสมอแค่ไหน” เพราะหากจะวัดความสำเร็จใด ๆ ต้องมีกรอบเวลากำหนด เกณฑ์ที่ชัดเจน สอดคล้องกับเป้าหมาย คำว่าดี คือ เท่าไหร่ เมื่อไหร่ และมีโอกาสแค่ไหนที่จะเกิดขึ้น

Lief US Momentum จึงให้ความสำคัญกับ Win Rate หรืออัตราความสำเร็จของกลยุทธ์ จากการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) Win Rate ในที่นี้ คือสัดส่วนของช่วงเวลาที่โมเดลสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวก เมื่อถือครองตามกลยุทธ์เป็นเวลา 6 เดือน

คิดง่าย ๆ คือ ยิ่ง Win Rate สูง ยิ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์ไม่ได้อาศัยโชคจากการลงทุนเพียงไม่กี่ครั้ง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่องในหลายสภาวะตลาด ด้วยระบบการลงทุนที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

ผลการทดสอบย้อนหลังสะท้อนอะไร

จากการทดสอบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2020 และวัดผลตอบแทนแบบ Rolling Return ทุกช่วงเวลา 6 เดือน พบว่า

  • 30% ของช่วงเวลาการลงทุนทั้งหมด หลังจากครบ 6 เดือนให้ผลตอบแทนเป็นบวก จากข้อมูลทั้งหมด 1,567 ช่วงเวลา มีช่วงที่เป็นบวกถึง 1,415 ครั้ง
  • ส่วนช่วงที่ให้ผลตอบแทนติดลบเพียง 152 ครั้ง

กล่าวคือ หากย้อนกลับไปเลือกเริ่มลงทุนในวันใดก็ได้ในอดีต แล้วถือครองตามกลยุทธ์เป็นเวลา 6 เดือน มีโอกาสประมาณ 9 ใน 10 ครั้ง ที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นบวก

แล้วโอกาสที่จะได้ผลตอบแทน 8% ล่ะ?

Lief US Momentum ตั้ง ผลตอบแทนคาดหวังสุทธิไว้ที่ 8% ภายในระยะเวลา 6 เดือน จากการทดสอบย้อนหลัง พบว่า

  • 83% ของทุกช่วงเวลาที่นำมาทดสอบ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 8% ขึ้นไป หรือคิดเป็น 1,251 ครั้ง จากทั้งหมด 1,567 ช่วงเวลา

นั่นหมายความว่า ในอดีต นโยบายนี้มีโอกาสประมาณ 4 ใน 5 ที่จะบรรลุผลตอบแทนตามเป้าหมาย หากลงทุนตามโมเดลและถือครองครบระยะเวลา 6 เดือน ไม่ได้หวังเพียงผลตอบแทนสูง แต่เน้นความเป็นไปได้มากกว่า

ข้อมูลย้อนหลังยังแสดงให้เห็นว่า

  • ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อรอบ 6 เดือนอยู่ที่ 25.89%
  • ค่ามัธยฐาน (Median Return) อยู่ที่ 25.10%
  • ผลตอบแทนสูงสุด 110.95%
  • ผลตอบแทนต่ำสุด -18.51%

การที่ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานอยู่ใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าผลตอบแทนของโมเดลไม่ได้เกิดจากกำไรเพียงไม่กี่รั้ง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาที่นำมาทดสอบ

 

เหมาะกับใคร ?

Lief US Momentum เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่

  • ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนจากหุ้นสหรัฐฯ ที่สูงกว่าการลงทุนแบบดัชนี
  • เชื่อว่าตลาดในปัจจุบันเป็นตลาดที่ต้อง “เลือกหุ้น” มากกว่าซื้อทั้งตลาด
  • ไม่มีเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัวด้วยตนเอง รวมถึงการเข้าซื้อ ขาย และติดตามข่าวสาร
  • ต้องการให้ AI และผู้จัดการกองทุนช่วยคัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบ
  • รับความผันผวนของหุ้นรายตัวได้ และมีกรอบการลงทุนประมาณ 6 เดือน
  • เริ่มต้นง่าย ที่ 300,000 บาท

 

บทสรุป

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเต็มไปด้วยโอกาส แต่โอกาสในวันนี้ไม่ได้กระจายไปทุกบริษัททั่วดัชนีเหมือนในอดีต

การคัดเลือกหุ้นที่มีทั้งคุณภาพของธุรกิจและแรงส่งจากตลาด จึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลตอบแทนเหนือดัชนีที่ได้เปรียบกว่า

Lief US Momentum ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงกลยุทธ์ดังกล่าว ผ่านการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์ของทีมผู้จัดการกองทุน พร้อมการปรับพอร์ตทุกเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยต่อยอดจากโมเดล AI ARES ที่ทำผลงานได้โดดเด่นต่อเนื่อง

คำเตือน: ผลการดำเนินงานในอดีตและผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

สนใจลงทุน วันนี้รับสิทธิส่วนลด ค่าธรรมเนียม 25% เฉพาะ 100 ท่านแรกเท่านั้น ปิดรับลงทะเบียน 15 ก.ค.69

รู้จัก Lief US Momentum “หุ้นที่ใช่ ในเวลาที่ชอบ” Read More »

Earnings ดีแต่ Fed Hawk / Stagflation ลดลงหุ้นวิ่งต่อ| สรุป TSL 07 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพการลงทุนที่ต้องมองทั้ง “โอกาสนอกสหรัฐฯ” และ “ความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ” ไปพร้อมกัน ฝั่ง SSGA ชี้ว่า Emerging Markets จะน่าสนใจที่สุดเมื่อเศรษฐกิจ EM โตเหนือ Developed Markets และดอลลาร์อ่อนค่า เพราะสองปัจจัยนี้ช่วยหนุนทั้งกำไรบริษัทและเงินทุนไหลเข้า ขณะที่ Capital Group ใช้ 6 กราฟเล่าเรื่อง 250 ปีสหรัฐฯ เพื่อชี้ว่าสหรัฐฯ ยังมีข้อได้เปรียบระยะยาวจากนวัตกรรม เงินดอลลาร์ ระบบตลาดทุน ทรัพยากร และความสามารถของบริษัทในการปรับตัวผ่านหลายวิกฤต

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ตลาดรอ Fed Minutes เพื่อดูทิศทางดอกเบี้ย ขณะเดียวกันหุ้น AI เริ่มมีแรงซื้อกลับ โดยเฉพาะกลุ่ม Memory Chip หาก Fed ไม่ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ย หุ้น Growth และ AI อาจกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง
  • ญี่ปุ่นยังมีภาพผสม เพราะ Real Wage โตต่อ 5 เดือน แต่เงินเฟ้อยังสูงจนกดกำลังซื้อ ทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคยังไม่แข็งแรง และกลายเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ
  • หุ้น Memory ถูกมองเป็นโอกาสหลังพักฐานแรง โดย UBS มองว่าการปรับลงเฉลี่ยราว 17% เป็นเพียงการพักฐานระยะสั้น ขณะที่ Citi เพิ่มคาดการณ์ราคา DRAM จากอุปสงค์ AI Server และมองว่า Micron ยังมี Catalyst บวกใน 90 วันข้างหน้า
  • คอขวดใหม่ของ AI กำลังเปลี่ยนจาก “ชิป” ไปเป็น ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพราะ Data Center ใช้ไฟสูงขึ้นมาก ทำให้กลุ่ม Utilities, Grid Infrastructure และ Energy Equipment กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากธีม AI
  • หุ้น Software เริ่มกลับมาเด่น เพราะนักลงทุนมองว่า AI จะช่วยเพิ่ม Productivity และสร้างรายได้จาก AI Features ได้จริง ขณะเดียวกันทองคำและ Bitcoin ฟื้นจากความคาดหวังว่า Fed อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง ส่วนราคาน้ำมันถูกกดดันจาก OPEC+ เพิ่มกำลังผลิต

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: Momentum สู่ Rotation เกมหุ้นครึ่งหลังเริ่มเปลี่ยน | Robeco

WHAT HAPPEN

  • ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงส่งจากกำไรบริษัท เศรษฐกิจสหรัฐฯ และ AI CapEx ที่ยังไม่จบ
  • ความเสี่ยงหลักไม่ได้มาจากเศรษฐกิจแย่ แต่จากเศรษฐกิจที่ร้อนเกินไปจนเงินเฟ้อกลับมาเหนียว
  • หุ้น Tech / AI / Momentum ที่ขึ้นแรงเริ่มมี Valuation แพง และอ่อนไหวต่อ Bond Yield กับ Fed ที่ Hawkish ขึ้น

WHY SHOULD I KNOW

  • ถ้าเงินเฟ้อกลับมา ตลาดอาจเปลี่ยนจาก “รอ Fed ลดดอกเบี้ย” เป็น “กลัว Fed ขึ้นดอกเบี้ย”
  • AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่ทั้งหมด เพราะหลายบริษัทมีกำไรจริง แต่ราคาหุ้นบางกลุ่มเริ่มสะท้อนความคาดหวังสูงเกินไป
  • โอกาสเริ่มกระจายไปยัง Cyclicals, Value, Quality Growth, EM และหุ้นนอกสหรัฐฯ มากขึ้น

WHAT TO DO NEXT

  • ลดความกระจุกในหุ้น Momentum / AI ที่ Crowded และ Valuation แพง
  • หมุนบางส่วนไปยังหุ้นที่ยังตามหลัง เช่น Value, Cyclical, หุ้นคุณภาพ และตลาดนอกสหรัฐฯ
  • จับตาเงินเฟ้อ Fed Bond Yield และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น Grid, Power, Battery Storage และ Cooling

Paper 2: หุ้นยังไม่จบรอบ เมื่อ Stagflation เริ่มถอย | Pictet

WHAT HAPPEN

  • ความเสี่ยง Stagflation เริ่มลดลง หลังราคาน้ำมันอ่อนตัวจากความคืบหน้าสหรัฐฯ–อิหร่าน
  • Pictet ยัง Overweight หุ้น แต่เพิ่มมุมมองตราสารหนี้เป็น Neutral และลดเงินสดเป็น Underweight
  • ตลาดยังมีแรงหนุนจากกำไรบริษัท เศรษฐกิจที่ยังขยายตัว และความหวังว่า AI จะเพิ่ม Productivity

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดยังบวกได้ แต่แรงนำอาจไม่ใช่หุ้นเทคขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวอีกต่อไป
  • EM ex-China เริ่มเด่น เพราะได้แรงหนุนจาก AI Supply Chain, ชิป, Memory และ Valuation ที่ยังน่าสนใจกว่า
  • Bond กลับมามีบทบาทในพอร์ต เพราะ Yield ยังสูงและช่วยกันความผันผวนได้ หากหุ้นเริ่มแกว่งแรง

WHAT TO DO NEXT

  • ยังถือหุ้นได้ แต่ควรเลือกภูมิภาคและ Sector มากขึ้น ไม่ซื้อทั้งตลาด
  • จับตา EM ex-China, Asian Tech, Financials และ EM Local Currency Bonds
  • ระวัง Fed เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่อาจสูงนาน และการกระจุกตัวในหุ้นเทคขนาดใหญ่

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ ตลาดยังไม่จบ แต่เกมเริ่มเปลี่ยนจาก Momentum เป็น Rotation Robeco เตือนว่าหุ้น AI / Tech / Momentum ที่แพงและ Crowded อาจเจอแรงกดดันหากเงินเฟ้อกลับมาและ Fed เข้มงวดขึ้น จึงควรหมุนไปหากลุ่มที่ Valuation สมเหตุสมผลกว่า ขณะที่ Pictet ยังมองบวกต่อหุ้น แต่เริ่มเพิ่มบทบาทของตราสารหนี้และชอบ EM ex-China มากขึ้น เพราะได้แรงหนุนจาก AI Supply Chain และราคาน้ำมันที่ลดลง กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังอยู่ในตลาด แต่ต้องกระจายพอร์ต เลือกหุ้นให้ลึกขึ้น และไม่ไล่ซื้อธีมที่ราคาสะท้อนข่าวดีไปมากแล้ว

Earnings ดีแต่ Fed Hawk / Stagflation ลดลงหุ้นวิ่งต่อ| สรุป TSL 07 July 26 Read More »

Scroll to Top