Lief App Download

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (26 June 2026)

งานสัมมนา “In Outlook We Trust” โดยทีมผู้จัดการกองทุน Lief Capital นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจ ทิศทางตลาด และกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตจริง

สรุปงานสัมมนา “In Outlook We Trust”

ทบทวนมุมมองต้นปี: คาดการณ์ถูกต้องแล้ว 77%

ทีมผู้จัดการกองทุนเริ่มต้นด้วยการทบทวนมุมมองที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้นปี โดยพบว่าประเด็นสำคัญเกิดขึ้นตามคาดแล้วประมาณ 77%

ปัจจัยที่เป็นไปตามคาด ได้แก่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นผู้นำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI

อย่างไรก็ตาม บางประเด็นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ยังไม่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี IGV ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI

4 มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก


Lief Capital ได้นำมุมมองจาก 4 สถาบันการเงินชั้นนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี

PIMCO: โลกเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก

PIMCO มองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลังเข้าสู่ยุค Rupture หรือการแตกออกจากระเบียบเศรษฐกิจเดิมอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจ

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว PIMCO แนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และลดความผันผวน พร้อมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระดับมหภาค ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวได้กับบริษัทที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน

Fidelity: Risk-on แต่ต้องกระจายความเสี่ยง

Fidelity ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนด้าน AI

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้น Value หุ้น Defensive และ REITs เพื่อไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

Charles Schwab: เศรษฐกิจโตแบบไม่ทั่วถึง

Charles Schwab มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในลักษณะ K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญแรงกดดัน

ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มเปราะบางจากค่าครองชีพและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ

กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการเลือกลงทุนในหุ้น Quality Growth หรือบริษัทที่มีการเติบโตสูงควบคู่กับกำไรและกระแสเงินสดที่ชัดเจน โดยไม่ควรไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นแรง

T. Rowe Price: เงินทุนเริ่มหมุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง

T. Rowe Price มองว่าตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ Big Tech เป็นผู้นำเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การลงทุนใน
Real Economy เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจริง

ภายใต้ภาพดังกล่าว การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะมีความสำคัญมากขึ้น โดย T. Rowe Price ให้น้ำหนักกับกลุ่ม AI Hardware และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าซอฟต์แวร์ที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน

5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดตลาดครึ่งหลังปี 2026


Lief Capital สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ 5 ด้าน

  1. เศรษฐกิจยังขยายตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อาจชะลอลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังไม่สะท้อนภาวะถดถอยอย่างชัดเจน การบริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และตลาดแรงงานยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ

  1. ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวได้ดีหลังสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรง

ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า หลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในช่วงแรก ก่อนกลับมาฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มลดลง

หากนักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีตอาจสูงถึงประมาณ 32.3%

  1. กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง

กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น แม้ระดับ Valuation หรือค่า P/E ของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่หากกำไรสามารถเติบโตได้ตามคาด ราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรในอนาคต

  1. AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอตคอม

ความแตกต่างสำคัญระหว่างกระแส AI ในปัจจุบันกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 คือ บริษัทชั้นนำด้าน AI ในปัจจุบันมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอย่างชัดเจน

ในยุคดอตคอม หลายบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่บริษัทด้าน AI ในปัจจุบันสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง และบางบริษัทยังมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามการลงทุน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI จริง กับบริษัทที่ใช้กระแส AI เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อดึงดูดเงินลงทุน

  1. ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

Lief Capital มองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออยู่ในภาวะ Higher for Longer

อย่างไรก็ตาม โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอาจยังจำกัด หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงตามทิศทางของราคาพลังงาน ดังนั้น ความผันผวนของตลาดอาจมาจากการปรับความคาดหวังเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ย มากกว่าการกลับเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่

กลยุทธ์จัดพอร์ตสำหรับครึ่งหลังปี 2026


ภาพรวมกลยุทธ์ของ Lief Capital คือการให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือ Overweight Equity แต่ต้องเน้นการบริหารแบบ Active และกระจายการลงทุนออกจากดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่

Asia Tech: โอกาสจากเทคโนโลยีเอเชียที่มูลค่ายังไม่แพง

หนึ่งในธีมที่โดดเด่นที่สุดคือ Asia Tech ซึ่งครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน

หุ้นในภูมิภาคดังกล่าวมี Forward P/E เฉลี่ยประมาณ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hyperscalers ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นบางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation และงบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น

Lief Capital มองว่าช่วงที่ราคาหุ้นพักฐานอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เช่น Microsoft และบริษัท Cloud ชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ในระยะยาว

AI Hardware ยังน่าสนใจกว่า AI Software

กลุ่มต้นน้ำของ AI ยังคงเป็นธีมหลัก โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix

บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนสร้าง Data Center การเพิ่มกำลังประมวลผล และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเส้นทางการเติบโตและคำสั่งซื้อที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริษัทซอฟต์แวร์บางกลุ่ม

Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก Lief Capital มองว่า Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากตลาดเริ่มมั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองยังมีความผันผวนสูง จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป

บทสรุป: Stay Invested แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่ม

แม้ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ส่งสัญญาณว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลง

กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการ Stay Invested พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมใหม่

นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพ มีรายได้และกำไรเติบโตจริง ลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จาก AI และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคที่ Valuation ยังสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย

ในโลกที่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกหุ้นและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลตอบแทนของพอร์ตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

สรุปสัมมนา In Outlook We Trust วางแผนครึ่งปีหลัง 2026 (26 June 2026) Read More »

งบเทค วัดผล AI ต้องคืนทุน / Midterm อาจไม่หยุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ | TSL 23 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพตลาดที่กำลังเข้าสู่จุดทดสอบสำคัญ ทั้งในฝั่งเทคโนโลยีและการเมืองสหรัฐฯ ฝั่ง Charles Schwab ชี้ว่า ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเม็ดเงินลงทุน AI จำนวนมหาศาลเริ่มสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่ ขณะที่ Invesco มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนระยะสั้น แต่ในระยะยาวตลาดมักให้ความสำคัญกับวัฏจักรเศรษฐกิจ กำไรบริษัท ดอกเบี้ย และ Valuation มากกว่าผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ตลาดจับตางบ Tesla และ Alphabet เพื่อชี้ทิศทางหุ้น AI รอบใหม่ โดยรอบนี้ไม่ได้ดูแค่กำไร แต่ดูว่า AI CapEx, รายได้ครึ่งปีหลัง และมุมมองผู้บริหารยังสนับสนุนการเติบโตของ Big Tech ได้หรือไม่
  • สหรัฐฯ ปิดฉากการโจมตีอิหร่านรอบที่ 11 แต่ความเสี่ยงตะวันออกกลางยังสูง เพราะอาจมีการตอบโต้เพิ่มเติม และกระทบต่อราคาน้ำมัน การขนส่งพลังงาน และเงินเฟ้อโลก
  • Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้น หลังราคาน้ำมันยังสูง ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed และกดดันหุ้น Growth / Tech ที่ Valuation อิงกำไรอนาคต
  • AI ยังเป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจและตลาด โดยเกาหลีใต้ GDP โตเกินคาดจากการส่งออกชิป AI ขณะที่ Alphabet เพิ่ม CapEx เกือบเท่าตัวเพื่อเร่งลงทุน Data Center, ชิป AI และ Google Cloud
  • ตลาดเริ่มแยกผู้ชนะ–ผู้แพ้ชัดขึ้น: Alphabet แข็งแกร่งจาก Search, Cloud และ AI แต่ Tesla ร่วงหลังงบต่ำกว่าคาด ขณะที่ทองคำทะลุ 4,100 ดอลลาร์ เพราะนักลงทุนยังต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: เจาะงบ Q2: AI จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มแค่ไหน? | Schwab

WHAT HAPPEN

  • ฤดูกาลงบ Q2 ของหุ้นเทคฯ กำลังเป็นบททดสอบว่า AI CapEx เริ่มคืนทุนได้จริงหรือยัง
  • Magnificent Seven ยังลงทุนหนักในชิป Data Center Cloud และโมเดล AI จนกดดันกระแสเงินสดบางบริษัท
  • ตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการดู “AI Investment” ไปสู่การพิสูจน์ “AI ROI”

WHY SHOULD I KNOW

  • ตลาดจะไม่ให้รางวัลแค่บริษัทที่ลงทุน AI มาก แต่ต้องเห็นรายได้ กำไร และการใช้งานจริง
  • Cloud เป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะเป็นช่องทางเปลี่ยนความต้องการ AI ให้กลายเป็นรายได้
  • หุ้นชิปและ AI Infrastructure ยังได้แรงหนุน แต่ Valuation สูง ทำให้ผิดหวังเพียงเล็กน้อยอาจกดดันราคาหุ้นแรง

WHAT TO DO NEXT

  • จับตา Forward Guidance ของ Microsoft, Amazon, Alphabet, Meta และ Apple เรื่อง AI Monetization
  • ดูการเติบโตของ Cloud, จำนวนผู้ใช้งาน AI, รายได้จาก AI Product และอัตรากำไร
  • ระวังหุ้นที่ CapEx สูงแต่ยังไม่มีเส้นทางคืนทุนชัดเจน เพราะตลาดอาจลงโทษแรง

Paper 2: เลือกตั้งกลางเทอม อาจไม่ใช่ฝันร้ายของหุ้นสหรัฐฯ | Invesco

WHAT HAPPEN

  • สหรัฐฯ จะมี Midterm Election วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาคองเกรส
  • Invesco มองว่ามีโอกาสสูงที่เดโมแครตจะกลับมาควบคุมสภาผู้แทนฯ ขณะที่รีพับลิกันยังครองวุฒิสภา
  • หากเกิด Divided Government ตลาดอาจมองเป็นระบบถ่วงดุลอำนาจ มากกว่าความเสี่ยงล้วน ๆ

WHY SHOULD I KNOW

  • ในอดีต พรรคของประธานาธิบดีมักเสียที่นั่งในการเลือกตั้งกลางเทอม
  • ตลาดมักกลับไปโฟกัสปัจจัยพื้นฐาน เช่น เศรษฐกิจ กำไรบริษัท เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย
  • ข้อมูลตั้งแต่ปี 1990 ชี้ว่าสินทรัพย์สหรัฐฯ หลายกลุ่มมักทำผลงานดีขึ้นในปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม

WHAT TO DO NEXT

  • ไม่ควรปรับพอร์ตจากข่าวการเมืองระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
  • จับตาผลเลือกตั้งว่าจะนำไปสู่ Divided Government หรือไม่ และกระทบนโยบายภาษี งบประมาณ และกฎระเบียบอย่างไร
  • ให้ความสำคัญกับกำไรบริษัท ภาวะเศรษฐกิจ Bond Yield และ Valuation มากกว่าพาดหัวการเมืองรายวัน

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ ตลาดกำลังต้องการหลักฐานมากกว่าความหวัง ฝั่งเทคโนโลยี นักลงทุนจะไม่พอใจกับคำว่า AI ยังโต แต่ต้องเห็นว่า AI CapEx สามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะผ่านธุรกิจ Cloud และผลิตภัณฑ์ AI ของ Big Tech ส่วนฝั่งการเมือง Invesco ชี้ว่า Midterm Election อาจสร้างความผันผวน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นลบต่อตลาด หากเศรษฐกิจ กำไรบริษัท และสภาพคล่องยังสนับสนุนอยู่ กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังลงทุนต่อได้ แต่ต้องเลือกบริษัทที่พิสูจน์ผลตอบแทนจาก AI ได้จริง และไม่ตัดสินใจจากความกลัวทางการเมืองระยะสั้นมากเกินไป

งบเทค วัดผล AI ต้องคืนทุน / Midterm อาจไม่หยุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ | TSL 23 July 26 Read More »

Scroll to Top