งานสัมมนา “In Outlook We Trust” โดยทีมผู้จัดการกองทุน Lief Capital นำเสนอมุมมองเศรษฐกิจ ทิศทางตลาด และกลยุทธ์การลงทุนสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตจริง
สรุปงานสัมมนา “In Outlook We Trust”

ทบทวนมุมมองต้นปี: คาดการณ์ถูกต้องแล้ว 77%
ทีมผู้จัดการกองทุนเริ่มต้นด้วยการทบทวนมุมมองที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้นปี โดยพบว่าประเด็นสำคัญเกิดขึ้นตามคาดแล้วประมาณ 77%
ปัจจัยที่เป็นไปตามคาด ได้แก่ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความเป็นผู้นำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI
อย่างไรก็ตาม บางประเด็นยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ยังไม่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนี IGV ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI
4 มุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก

Lief Capital ได้นำมุมมองจาก 4 สถาบันการเงินชั้นนำมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี
PIMCO: โลกเข้าสู่ยุคแห่งความแตกแยก
PIMCO มองว่าเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่เพียงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่กำลังเข้าสู่ยุค Rupture หรือการแตกออกจากระเบียบเศรษฐกิจเดิมอย่างชัดเจน ทั้งด้านการค้า ห่วงโซ่อุปทาน การเมือง และนโยบายเศรษฐกิจ
ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว PIMCO แนะนำให้เน้นตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อสร้างรายได้และลดความผันผวน พร้อมมองว่า AI จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระดับมหภาค ซึ่งสร้างความแตกต่างระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวได้กับบริษัทที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน
Fidelity: Risk-on แต่ต้องกระจายความเสี่ยง
Fidelity ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคและการลงทุนด้าน AI
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่เงินเฟ้อ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังหุ้น Value หุ้น Defensive และ REITs เพื่อไม่ให้พอร์ตกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่เพียงกลุ่มเดียว
Charles Schwab: เศรษฐกิจโตแบบไม่ทั่วถึง
Charles Schwab มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัว แต่เป็นการเติบโตในลักษณะ K-Shaped Economy หรือเศรษฐกิจที่บางกลุ่มเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเผชิญแรงกดดัน
ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่กลุ่มรายได้ล่างเริ่มเปราะบางจากค่าครองชีพและค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นไม่ทันเงินเฟ้อ
กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการเลือกลงทุนในหุ้น Quality Growth หรือบริษัทที่มีการเติบโตสูงควบคู่กับกำไรและกระแสเงินสดที่ชัดเจน โดยไม่ควรไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะราคาปรับตัวขึ้นแรง
T. Rowe Price: เงินทุนเริ่มหมุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง
T. Rowe Price มองว่าตลาดอาจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ Big Tech เป็นผู้นำเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การลงทุนใน Real Economy เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจริง
ภายใต้ภาพดังกล่าว การคัดเลือกหุ้นรายตัวจะมีความสำคัญมากขึ้น โดย T. Rowe Price ให้น้ำหนักกับกลุ่ม AI Hardware และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าซอฟต์แวร์ที่ยังต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุน
5 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดตลาดครึ่งหลังปี 2026

Lief Capital สรุปประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ 5 ด้าน
- เศรษฐกิจยังขยายตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
แม้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ อาจชะลอลง แต่ข้อมูลโดยรวมยังไม่สะท้อนภาวะถดถอยอย่างชัดเจน การบริโภค การลงทุนของภาคธุรกิจ และตลาดแรงงานยังคงช่วยพยุงเศรษฐกิจ
- ตลาดหุ้นมักฟื้นตัวได้ดีหลังสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรง
ข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า หลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้งครั้งใหญ่ ตลาดหุ้นมักเผชิญความผันผวนในช่วงแรก ก่อนกลับมาฟื้นตัวเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มลดลง
หากนักลงทุนสามารถถือครองสินทรัพย์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีตอาจสูงถึงประมาณ 32.3%
- กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง
กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตประมาณ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น แม้ระดับ Valuation หรือค่า P/E ของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่หากกำไรสามารถเติบโตได้ตามคาด ราคาหุ้นอาจไม่ได้แพงเกินไปเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มกำไรในอนาคต
- AI ยังไม่ใช่ฟองสบู่แบบยุคดอตคอม
ความแตกต่างสำคัญระหว่างกระแส AI ในปัจจุบันกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 คือ บริษัทชั้นนำด้าน AI ในปัจจุบันมีรายได้ กำไร และกระแสเงินสดรองรับอย่างชัดเจน
ในยุคดอตคอม หลายบริษัทมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยไม่มีโมเดลธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ ขณะที่บริษัทด้าน AI ในปัจจุบันสามารถรักษาอัตรากำไรในระดับสูง และบางบริษัทยังมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นตามการลงทุน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องแยกแยะระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI จริง กับบริษัทที่ใช้กระแส AI เป็นเพียงเรื่องราวเพื่อดึงดูดเงินลงทุน
- ดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
Lief Capital มองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรืออยู่ในภาวะ Higher for Longer
อย่างไรก็ตาม โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงอาจยังจำกัด หากเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงตามทิศทางของราคาพลังงาน ดังนั้น ความผันผวนของตลาดอาจมาจากการปรับความคาดหวังเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ย มากกว่าการกลับเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่
กลยุทธ์จัดพอร์ตสำหรับครึ่งหลังปี 2026

ภาพรวมกลยุทธ์ของ Lief Capital คือการให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือ Overweight Equity แต่ต้องเน้นการบริหารแบบ Active และกระจายการลงทุนออกจากดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ขนาดใหญ่
Asia Tech: โอกาสจากเทคโนโลยีเอเชียที่มูลค่ายังไม่แพง
หนึ่งในธีมที่โดดเด่นที่สุดคือ Asia Tech ซึ่งครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน
หุ้นในภูมิภาคดังกล่าวมี Forward P/E เฉลี่ยประมาณ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แนวโน้มกำไรยังเติบโตจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud
หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 และผู้ให้บริการ Cloud หรือ Hyperscalers ยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นบางบริษัทอาจเผชิญแรงกดดันจาก Valuation และงบลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น
Lief Capital มองว่าช่วงที่ราคาหุ้นพักฐานอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เช่น Microsoft และบริษัท Cloud ชั้นนำที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้ในระยะยาว
AI Hardware ยังน่าสนใจกว่า AI Software
กลุ่มต้นน้ำของ AI ยังคงเป็นธีมหลัก โดยเฉพาะ Nvidia, TSMC และผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung และ SK Hynix
บริษัทเหล่านี้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนสร้าง Data Center การเพิ่มกำลังประมวลผล และความต้องการชิปประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีเส้นทางการเติบโตและคำสั่งซื้อที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริษัทซอฟต์แวร์บางกลุ่ม
Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว
สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก Lief Capital มองว่า Bitcoin และทองคำมีโอกาสฟื้นตัว หากตลาดเริ่มมั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และสภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มกลับมา
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทั้งสองยังมีความผันผวนสูง จึงควรใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป
บทสรุป: Stay Invested แต่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกกลุ่ม
แม้ตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ แต่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ส่งสัญญาณว่าตลาดขาขึ้นสิ้นสุดลง
กลยุทธ์สำคัญจึงไม่ใช่การถอนเงินออกจากตลาดทั้งหมด แต่คือการ Stay Invested พร้อมปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมใหม่
นักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพ มีรายได้และกำไรเติบโตจริง ลงทุนในธีมที่ได้รับประโยชน์จาก AI และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคที่ Valuation ยังสมเหตุสมผล โดยเฉพาะตลาดเทคโนโลยีในเอเชีย
ในโลกที่การเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกหุ้นและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญมากกว่าการลงทุนตามดัชนีเพียงอย่างเดียว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดผลตอบแทนของพอร์ตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026






