loader image

รู้จัก ETF เครื่องมือสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ

สาระลงทุนที่ไม่ควรพลาด

Investment Corner​

ในปัจจุบัน การลงทุนใน ETF เริ่มที่เป็นนิยมแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการกระจายเงินลงทุนไปต่างประเทศ โดยอาจเริ่มมาจากการลงทุนด้วย กองทุนรวมประเภท Feeder Fund ซึ่งมีทั้งจุดที่คล้ายและจุดที่ต่างกันกับ ETF ค่อนข้างมาก ลองมาเปรียบเทียบดูกัน ครับ 

เริ่มต้นก่อนอื่น ETF

ย่อมาจาก Exchange Traded Fund แปลตรงตัวคือ กองทุนที่สามารถซื้อขายได้ในกระดานตลาดหลักทรัพย์ โดยได้รับความเสี่ยงลดลงหลายสิบเท่า ในทุกประเทศพัฒนาแล้วจะชัดเจน สำหรับผู้เริ่มต้นต้นทุนจาก ETF ตัวแรกในต่างประเทศ อย่างเช่น SPDR ที่ลงทุนในดัชนี S&P500 เป็นต้น

ETF มีลักษณะเหมือนหุ้นทั่ว ๆ ไปในเชิงการซื้อขายและเสร็จครับ คือมีผู้จัดการกองทุน มีนโยบายการลงทุน มี Fund Fact Sheet มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เหมาะกับกองทุน โดยมีเงื่อนไขลงทุนหลากหลาย ปัจจุบันถือว่าเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่าย ไม่มีขั้นต่ำและมีความคล่องตัวสูงต่อการซื้อขาย

สิ่งที่แตกต่างคือ หากมี ETF หลายตัวมีตัวแทนทำหน้าที่อิงตัวแปรในประเทศเป็นต้นให้ราคาและน่าจะสูงกว่า ได้ผลกระทบจาก Demand – Supply ในระยะเวลา ไม่ใช่ในตัวต้นทุนของหุ้น ณ วันนั้นซึ่งเป็นของกองทุน

ข้อดีอีกข้อคือมีตลาดกลางเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ สำหรับกองทุนรวม หากนักลงทุนซื้อจากธนาคารพาณิชย์ ก็ทำคำสั่งซื้อส่งไปยังบริษัท (กองทุน) ซึ่งจะจัดการซื้อตามราคาหน่วยทรัพย์ที่ “จริง” วันถัดจากนั้น แต่สำหรับ ETF จะซื้อขายตามราคากลางตลาดแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับหุ้น โดยอย่าลืมว่า ราคาที่ปรากฏเป็น NAV ณ ขณะนั้น ของ ETF มักจะมาจากราคากลางที่วัดความต้องการซื้อ (Bid) หรือขาย (Offer) ได้เสมอ มีการคำนวณเปลี่ยนตามปริมาณความต้องการซื้อ–ขายตามปกติ

ผู้จัดการกองทุนแบบในต่างประเทศ หลักทรัพย์ต้นทุนต่าง ๆ (อิงตาม demand–supply ต้นทุนจริง) จะมีการจัดเก็บการสร้าง Creation / Redemption เป็นจำนวนในตลาดได้ดี ความแตกต่างนั้นทำให้ประเภทของ ETF มีข้อดีมากมาย เมื่อนักลงทุนทราบแล้วสรุปได้ดังนี้

1. กระจายการลงทุนแบบ Passive ได้ดี

ภายใน ETF ตัวหนึ่งตัวเดียว คือกองทุนที่มีมืออาชีพจัดการและรู้จักการลงทุน เพียงแค่เข้าเลือกกระจายการลงทุนให้สะท้อนดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม หรือหลักทรัพย์ตั้งแต่ตลาดหุ้นไทย จนถึง Passive Investment เปรียบง่าย สมมติหุ้นเหมือนการเอาตลาดหุ้นทั้งตลาดมาอยู่ในพอร์ตเฉลี่ยแบบหนึ่ง ๆ เช่น SET50 ก็สามารถทำได้ในการซื้อเพียงแค่หนึ่งตัวเท่านั้น

2. บริหารต้นทุนได้

เพราะซื้อคล้ายกับการซื้อขายหุ้น เหมือนได้หุ้น ไม่เกี่ยวแบบกองทุน เราสามารถซื้อขายได้ตลอดในวันนั้นบนกระดาน ไม่ต้องรอทีเดียวสิ้นวันเหมือนกองทุน > ซื้อคือทำให้จบจบ หรือแม้แต่จัดการลงทุน สามารถปรับพอร์ตได้อย่างคล่องตัวตามคำสั่ง จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในวันนั้น

3. ค่าใช้จ่ายในการลงทุนต่ำ

ค่าคอมมิชชันจะขึ้นเต็มของหุ้นจริงแบบได้โอกาสเฉลี่ยตอบแทนของกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมจากการบริหารและการจัดการสูงกว่า โดยเปรียบเทียบ

4. แหล่งอ้างอิงการได้รับงานภาษี Capital Gain

อันนี้ขึ้นอยู่ของ US Investor เพราะ ETF ถูกสร้างด้วยการซื้อขายเป็นการแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์จริง (In kind) ไม่เกิดกำไรในการขาย จึงไม่เกิดการวางภาษี แต่อาจมีบางแห่งที่มีการ Redeem ผู้จัดการกองทุนอาจมีผลจากหลักทรัพย์ในบางช่วงในหลายจริง ต้องใช้ให้ดีและบอกตามข้อมูลที่มีทั้งหมด ครับต้องเชิงอ้างอิงจากกองทุนต่าง ๆ (สำหรับประเทศไทยแท้ ๆ เรามีกฎหมายสิ้นสุดด้วยกฎหมาย)

5. เครื่องมือช่วยเปิดประตูการลงทุน

หัวใจของรูปแบบนี้ขยายชัดเจน คือโอกาสเข้าสู่กองทุนขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ง่ายขึ้น นักลงทุน โดยเฉพาะ Fund Manager สามารถเลือกกลุ่มประเทศ หุ้น อุตสาหกรรม ขนาดตลาด ธีมลงทุนตามแบบเกิดขึ้นของโลกได้ผ่าน ETF ได้อย่างมีความหมายมากขึ้น

โดยกลยุทธ์การลงทุนกองทุนจะถูกกำหนดตามประเภทสินทรัพย์ อิงโดยเฉพาะในช่วงใดช่วงหนึ่งของตลาด การเลือกสัดส่วนการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามคำสั่งของนักลงทุน

ความสามารถตรงนี้ยังเป็นใจให้หลาย ๆ ประเทศมีการสร้างรูปแบบที่หลากหลายขึ้น (Leverage / Margin Trading) เป็นทางเลือก แต่ก็ต้องอาศัยความรู้มากขึ้น

ในประเทศไทย ETF กลายเป็นการลงทุนโดยจัดสรรตามดัชนีของตลาดได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องมีขั้นต่ำ หรือเลือกตราสาร Leverage ตามความเหมาะสม

6. มีความคล่องตัวสูง เมื่อเทียบกับ Mutual Fund

หากลองพิจารณาการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมแบบ FIF เมื่อเราต้องการปรับพอร์ต เช่น ขายยุโรปไปซื้อญี่ปุ่น เราอาจต้องรอคำสั่งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะได้เงินและนำไปลงทุนต่อ ทำให้บางครั้งอาจพลาดโอกาสการลงทุนสำคัญ โดยเฉพาะในโลกที่มีความผันผวนมากขึ้นระดับรายวัน

แต่หากเป็น ETF ที่ซื้อขายกันในตลาดทุกวันและวินาที แปลว่าเราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ภายในวันทำการเดียว ทำให้การบริหารเงินลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน

1. ใช้เงินลงทุนตั้งต้นที่อาจจะยังสูงอยู่นิดหน่อย

เพราะซื้อขายเหมือนหุ้น ซึ่งมีค่าคอม ขั้นต่ำ และ ETF บางตัวก็ต้องมีราคาต่อหน่วยที่สูง รวมถึงค่าธรรมเนียมแลกเงินไปต่างประเทศที่แต่ละ บล. อาจมีอัตราที่แตกต่างกัน หากคิดโดยประมาณ การจะลงทุน ETF สัก 3–4 ตัว อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาท น่าจะเหมาะสม

หรือถ้ากระจายต้องหลากหลาย อาจต้องมีขนาดตั้งต้น 1–3 ล้านบาท เป็นต้น

2. เลือก ETF ให้ดี ต้องมีสภาพคล่อง

ETF กว่า 7 พันตัวที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด บางตัวไม่ได้ถูกจัดให้มีการซื้อขายผ่านทาง Market Maker หรือผู้สร้างสภาพคล่องรายใหญ่

ตัวนั้นมักอาจทำให้การลงทุนจริงต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้ดี รวมถึงบางตัวที่ภาพไม่มีผู้เล่น ไม่มีสภาพคล่อง อาจทำให้ราคาผันผวนผิดปกติ คล้าย ๆ กับการ Delist ของหุ้นได้เช่นกัน

3. ค่าใช้จ่ายบางทีก็อาจสูงกว่าที่เห็น

ค่าคอมมิชชันอาจไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเดียวที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน ETF ยังมีอีกส่วนหนึ่งคือ Expense Ratio หรือ “ค่าบริหารจัดการกองทุนภายใน ETF ตัวนั้น” (เปรียบเสมือน Management Fee)

ซึ่งอัตราคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นี้ จะขึ้นอยู่กับความดูสภาพคล่อง (Bid–Ask Spread) แล้วเราต้องดูค่าใช้จ่ายส่วนอื่นรวมกันให้ไม่สูงเกินไปด้วย

4. เข้าใจกลไกราคาลงทุนภายใต้ ETF ที่จะซื้อ

เครื่องมือใหม่มาก พร้อมโอกาสที่ดีมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนจากกองทุนที่ซื้อขายนั้น มีทั้งค่าพรีเมียมบางช่วงจากผลตอบแทน ตัวอ้างอิงสินทรัพย์ เช่น CDO, MBS … ได้อย่างดี

และความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการลงทุนตามภาพรวมไม่ว่าระยะทางต้นทุนของกองทุนต้นแบบ ดังนั้น ก่อนการลงทุนใหม่ ๆ ต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของ ETF ให้ดีเหมือนเดิม

บทสรุป

สำหรับนักลงทุน หรือมืออาชีพอย่างสายงาน Fund Manager หรือ Wealth Manager ผมมองว่าเป็นโอกาสใหม่ในประวัติศาสตร์ ที่เดิมเราอาจไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนระดับโลกได้ง่ายนัก แต่ ETF ทำให้เราต่อยอด คล่องตัว และเข้าถึงสินทรัพย์ต่างประเทศได้ง่ายขึ้นมาก

มาวันนี้เราสามารถซื้อกองทุนที่เชื่อมโยงกับความสามารถของการลงทุนตลาดโลกได้ง่ายขึ้นในราคาที่เอื้อมถึงได้ แต่ข้อสำคัญคือ “ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง” ต้องเข้าใจ ETF เป็นเครื่องมือในการสร้างแผนการลงทุนทั่วโลกได้ด้วยดีเท่านั้นเอง

รู้จัก ETF เครื่องมือสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ Read More »

แหล่งเงินได้ จากสวัสดิการยามเกษียณ…

เกษียณยุคใหม่ ไม่ควรพลาด

Retirement Corner​

การเตรียมพร้อมรับวัยเกษียณ ถือเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่ต้องวางแผนเก็บเงินและเตรียมรับมือด้วยตนเองจริง ๆ แต่ปัจจุบันยังมีสวัสดิการที่ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงมากขึ้น โดยแหล่งเงินที่ได้จากสวัสดิการรายงานเกษียณที่ควรรู้ มีดังนี้

1. เงินช่วยสมทบ

พนักงานประจำบริษัทเอกชนที่มาสังกัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) จะมีทางเลือกในการเก็บออมภาคสมัครใจเพิ่มจากเงินเดือนปกติ โดยเมื่อพนักงานส่งเงินสะสมเพิ่ม นายจ้างจะร่วมสมทบเงินเพิ่มในอัตราที่ระบุไว้ ทำให้เงินกองทุนเติบโตมากขึ้นตลอดการทำงานโดยเงินก้อนที่ได้จาก PVD จะได้รับกรณีลาออกจากงานตามเงื่อนไข หรือเกษียณอายุ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
ทั้งนี้ สมาชิก PVD ที่อายุงานไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับบริษัทที่รับราชการหลังปี พ.ศ. 2540 ก็มีเงื่อนไขพิเศษในการได้รับเงินสะสมและเงินสมทบทั้งหมดในกรณีที่ลาออกก่อนกำหนด จะได้รับเฉพาะเงินสะสมส่วนของตนเอง ส่วนเงินสมทบจะได้รับตามเงื่อนไขของนายจ้างสำหรับผู้ที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เงินส่วนนี้เข้าข่ายเป็นเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณโดยสมบูรณ์

2. เงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ

พนักงานประจำบริษัทเอกชน เมื่อเกษียณอายุราชการหรือออกจากงานโดยไม่มีความผิดร้ายแรง จะได้รับเงินก้อนนี้ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งจำนวนเงินที่ได้จะขึ้นอยู่กับอายุงานและระดับเงินเดือนสุดท้ายผู้ที่มีอายุงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป มักจะได้รับเงินก้อนในสัดส่วนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับใช้ในวัยเกษียณส่วนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็มีเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญให้ตามระเบียบของแต่ละหน่วยงาน โดยผลประโยชน์จะจ่ายต่อเนื่องทุกเดือนหรือเป็นเงินก้อน ขึ้นอยู่กับประเภทของหน่วยงานและตำแหน่งของพนักงาน


สำหรับข้าราชการ การได้รับ “เงินบำเหน็จ” จะเกิดขึ้นเมื่อเกษียณอายุราชการ หรือออกจากราชการก่อนอายุเกษียณ โดยจำนวนเงินที่ได้รับจะเท่ากับ “เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ” โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องรับตั้งแต่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะเป็นเงินบำเหน็จแบบรายปี ส่วนเงินบำนาญหรือเงินก้อนที่ได้รับ จะเป็นสวัสดิการสำหรับข้าราชการ เมื่อได้รับแล้วจะมีภาระทางภาษีร่วมด้วย เนื่องจากรายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้ตามภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3. เงินบำนาญ

พนักงานประจำในบริษัทเอกชน ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน และมีอายุงานตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป (15 ปีขึ้นไป) และอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับ “เงินบำนาญรายเดือน” ไปตลอดชีวิต

เงินบำนาญจะพิจารณาจากฐานเงินเดือนและระยะเวลาการส่งเงินสมทบ โดยคำนวณจากสูตรดังนี้

สูตรการคำนวณเงินบำนาญ

เงินบำนาญ = [ 20% + (จำนวนปีส่งเงินสมทบที่เกิน 180 เดือน ÷ 12 × 1.5%) ] × เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

หมายเหตุสำคัญ:
* เฉพาะระยะเวลาที่ส่งเงินครบ 12 เดือนเท่านั้นจึงจะนำมาคำนวณ
** ฐานเงินเดือนเฉลี่ยขั้นต่ำตามกฎหมาย = 15,000 บาท
*** ต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน จึงมีสิทธิ์รับ “เงินบำนาญรายเดือน” หรือเลือก “เงินบำเหน็จ” เป็นก้อนแทน

สำหรับข้าราชการ หากได้รับเงินบำเหน็จครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว จะได้รับรายเดือนหรือเงินก้อนตามกฎหมายที่ประกาศไว้ในวันที่ 27 มีนาคม 2540 โดยคำนวณตามสูตรเฉพาะของข้าราชการ

บทสรุป

เพราะฉะนั้น หากใครกำลังคิดเรื่องชีวิตหลังเกษียณอยู่ ควรต้องลองพิจารณาให้ดีว่า วิธีการวางแผนแบบเดิม ๆ นั้น ยังเหมาะกับโลกยุคใหม่หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องของการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมีความมั่นคง และสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ประสบการณ์ชีวิตของเรา” อยู่ตรงไหน และเราต้องการอะไรในช่วงเวลานั้น

แหล่งเงินได้ จากสวัสดิการยามเกษียณ… Read More »

คนรุ่นใหม่อาจไม่มีวัยเกษียณ ? เพราะอะไร ?

เกษียณยุคใหม่ ไม่ควรพลาด

Retirement Corner​

ในภาวะปัจจุบัน

ที่การเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในอัตราที่ก้าวกระโดด นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ มีความฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำงานแทนที่มนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น (แม้จะยังอยู่แค่ในบางส่วนที่เป็นงานซ้ำๆ) กระทบมายังพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมความคิดของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ จึงอาจมีความแตกต่างไปจากคนรุ่น 80 90 เป็นอย่างมาก เนื่องจากเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างสามารถหาได้ เข้าถึงได้ ใช้งานได้ภายในพริบตาเดียว คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อีกซีกโลกได้โดยไม่ต้องรอคิวโทรศัพท์ ไม่ต้องส่งแอร์เมล์ แถมยังฟรี ไม่ต้องเสียเงินสักบาท การหาเพื่อน (Social Media) การเดินทาง (Uber) การท่องเที่ยว (Airbnb) การดูหนัง (Netflix) ทุกอย่างล้วนเป็นไปในลักษณะที่สะดวก ทันที ต้นทุนต่ำ แต่เน้นที่ผล เน้นที่ประสบการณ์ ในรูปแบบ “เช่าใช้” (Subscription) มากกว่า ความรู้สึกที่ต้องได้เป็นเจ้าของ (Buy and Own) ซึ่งเป็นที่นิยมในเกือบร้อยปีที่ผ่านมา

ถ้าเป้าหมายการทำงาน

ของคนรุ่นก่อน คือการสะสมเงิน สมบัติ บ้าน รถ ที่ดิน อะไรก็แล้วแต่ เพื่อเป็นการรับประกันว่าในยามที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว หรืออยากเลิกทำงานแล้ว สิ่งที่สะสมมาจะเป็นตัวสนับสนุนให้เขาและคนรอบตัวยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ค่อยๆ ขาย ค่อยๆ รินความเป็นเจ้าของสมบัติเหล่านั้นออกมาใช้ ก็น่าจะมีชีวิตเกษียณที่มีความสุขได้ไม่ยาก ง่ายๆ คือเกิดมา ทำงาน สะสมสิ่งของ และขายกินในบั้นปลาย มีช่วงชีวิตการทำงานและการหยุดทำงานแบ่งชัดเจน แต่ถ้าลองนึกถึงคนทำงานรุ่นใหม่ๆ

ที่ไม่ได้อยากมีบ้าน มีรถเป็นของตนเอง (ไม่อยากมี หรือไม่อาจมี ก็ไม่แน่ใจ) ไม่อยากเก็บเงินอะไรมากมาย เลือกที่จะไปหาประสบการณ์ มากกว่าการเก็บออมเพื่อเป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง ไม่ได้สั่งสมสินทรัพย์มากมาย จะมีอะไรมาขายกินยามชรา เหมือนเอาช่วงทำงานกับช่วงเกษียณที่แบ่งแยกชัดเจนในคนรุ่นก่อน มาคลุกผสมผสานกลืนเป็นเนื้อเดียวกันในคนรุ่นปัจจุบัน เป็นเรื่องน่าคิดว่า หน้าตาของวัยเกษียณในคนรุ่นที่อยู่แบบ Subscription Model นี้จะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่ได้สั่งสมอะไรมา จะเอาอะไรกิน โดยเฉพาะถ้าวิวัฒนาการการแพทย์จะยิ่งทำให้อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้นไปอีก หนึ่งในแนวทาง

ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้ คือ คนรุ่นนี้ (Gen Alpha) และรุ่นต่อไป อาจไม่มีคอนเซปของคำว่า “เกษียณ” หรือ “ไม่มีวันหยุดทำงาน” ก็เป็นได้ คืออยากทำงานเมื่อไหร่ก็มา อยากเที่ยวก็ไป จะพักผ่อนวันไหนก็พัก ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น ถามว่าจะเป็นอย่างงั้นได้ ก็ต้องมีเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เข้ามาทำให้มนุษย์มีมาร์จิ้นมากขึ้น ใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลักษณะงานเบาลง พึ่งพาแรงงานมนุษย์น้อยลง เน้นใช้สมองมากขึ้น ต้นทุนต่ำ รายได้สูง และอยู่ได้แบบเรื่อยๆ ไม่ต้องคาดหวังจะสะสมอะไร เป็นเจ้าของอะไรมากมาย วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิก พอ หรือจนกว่าสมองกลจะมาแย่งงานไปจนหมด (ฟังดูดาร์คๆ หม่นๆ)

บทสรุป

พราะฉะนั้น ถ้าใครกำลังคิดถึงเรื่องชีวิตหลังเกษียณอยู่ อาจต้องลองพิจารณาให้ดีว่า วิธีการวางแผนแบบเดิ

คนรุ่นใหม่อาจไม่มีวัยเกษียณ ? เพราะอะไร ? Read More »

6 เรื่องเล่าการลงทุน ที่รู้แล้วต้องร้อง…

สาระลงทุนที่ไม่ควรพลาด

Investment Corner​

จากประสบการณ์การทำงานในฐานะ Fund Manager

มาตรครึ่งทศวรรษ พบกับนักลงทุนมาหลากหลายประเภททั้งพอร์ตเล็กยับจนถึงพอร์ตใหญ่ เพียงแค่ฟังสิ่งที่นักลงทุนเล่าให้ฟัง เราก็มักจะพอเข้าใจภาพรวมการตัดสินใจได้มากขึ้น ยิ่งล่าสุดได้มีโอกาสมานั่งคุยกับนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งเกษตรกร พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ความเข้าใจเรื่องการลงทุน” มักคลาดเคลื่อนจากความจริงไปมาก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เงินออมของใครหลายคนเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็นจึงจะขอใช้พื้นที่บนเพจ Nightwatch นี้ในการค่อย ๆ เรียบเรียง เล่า และแชร์ข้อสังเกตที่ช่วยให้หลายคนเข้าใจ และปรับใช้ได้จริง

1. การลงทุนหมายถึงเล่นหุ้น ลุยเลย

ประเด็นแรกที่พบเสมอคือ คนจำนวนมากมีภาพจำผิดว่า “ลงทุน = เล่นหุ้น” เล่นหุ้นของหลายคนคือการเก็งกำไรแบบอัดโมเมนตัม การเข้าซื้อตามข่าว การเข้าตามกระแส หรือซื้อตามคำบอกเล่า ซึ่งส่วนใหญ่มีความคล้ายกันคือการมองว่าหากเลือกตัวถูกก็รวยได้เร็ว

แต่ในความเป็นจริง หุ้น หรือ Share คือประเภทสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์มากพอ โดยเฉพาะการมองปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ หากจะคิดเริ่มประสบความสำเร็จ แต่ความเชื่อที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ทำให้เราพกความกลัวตกขบวนจนออกจากทองคำมาออมหุ้นทันที ก็เสี่ยงพาตัวเองขาดทุนได้เช่นกัน

วิธีการรับมือ

ศึกษาการลงทุนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อให้เรารู้น้ำหนักของความเสี่ยง และตั้งเป้าการค้นหา “อัตราผลตอบแทนคาดหวังที่เหมาะสม” ให้ได้อย่างน้อยระดับ 2–3% ต่อปีเป็นพื้นฐาน ก่อนเริ่มคิดหาหุ้นเก็งกำไร ควรมีกรอบคิดนี้ติดตัวเสมอ

การรักษาเงินต้นสำคัญที่สุด

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ อย่าเพิ่งรีบร้อนเอาเงินทั้งหมดไปเสี่ยง หุ้นไม่ใช่เครื่องสร้างความร่ำรวยแบบเร่งด่วน หากผิดพลาดอะไรก็อาจเสียเวลาเก็บเงินที่ใช้เวลาหลายปีให้กลับมาใหม่อีกครั้ง

2. ผลตอบแทนแบบง่าย ๆ ปันผล 7% ต่อเดือน

หรือบางที่โฆษณาว่า “มีจริงอยู่นะโลกใบนี้!” ถ้าเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ มาบอกว่าได้ผลตอบแทนแบบนี้ทุกวัน ก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนต่อเดือนระดับนี้เป็นไปไม่ได้เลยในระยะยาว

เมื่อคำนวณจริง ๆ ผลตอบแทนระดับ 7% ต่อเดือนเท่ากับประมาณ 125% ต่อปี ซึ่งไม่มีสินทรัพย์ปกติใดในโลกที่เติบโตได้ระดับนี้อย่างยั่งยืน อัตราผลตอบแทนระดับนี้มักมาพร้อมความเสี่ยงสูง หรือไม่ก็เป็นการระดมทุนที่มีความผิดปกติ

นักลงทุนจำนวนมากที่หลงเชื่อเพราะความโลภหรือความอยากได้เร็วมักจะตกหลุมพรางจนเสียเงินต้นไปโดยไม่รู้ตัว

ข้อคิดสำคัญ

ให้ตั้งคำถามเสมอว่า “ถ้ามันดีขนาดนั้น ทำไมคนทั้งประเทศไม่แห่ไปลงทุนกันหมด?” สิ่งที่ดีเกินจริงมักไม่จริงเสมอ โลกการลงทุนมีความเสี่ยง และไม่มีอะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยงติดมาด้วยเลย

WSUA_balance_2.png

ที่มา : The Vanguard Group’s Research > Link ข้อมูล 

วิธีการรับมือ

พิจารณาเสมอว่า ของดีนั้นยังมีอยู่จริงบนโลก แต่โอกาสที่จะเจอกลับมีน้อยกว่าที่เรามักอยากเชื่อ และครั้งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ได้มากนัก เราไม่โชคดีขนาดนั้นหรอกครับ ในหลาย ๆ ครั้ง พลังความโลภจากประสบการณ์ในอดีตทำให้เชื่อเรื่องที่ไม่เหมือนความจริง บางครั้งทำให้ต้องเสียเงินมากกว่าได้ เพราะฉะนั้น ในเวลาที่จะลงทุน ควรใช้ “ความรู้” โดยเขียนไว้ซ้ำ ๆ (ถึงกับต้องอ่านซ้ำ) อ่านซ้ำอยู่จาก Nightwatch เพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เริ่มลงทุนอย่าเป็นพระเอก และยืมโอกาสที่ไม่มีจริงนั้นใช้แทนเสมอ

3. เล่นหุ้นได้กำไร = อิสรรภาพทางการเงิน

เป็นแนวความคิดของคนทุกยุคจริง ๆ ครับ ต้องยอมรับ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด แต่ต้องเข้าใจให้ครบ นักลงทุนที่ระลึกถึงอิสระทางชีวิตได้ด้วยการลงทุน หมายถึงการลงทุนในหุ้นและทำให้กลายเป็นอาชีพหนึ่ง ผมมาพบว่าผู้ดูไม่เยอะ แต่สิ่งที่มักจะพาคนจำนวนหนึ่งไปต่อยากที่สุดคือ “ความคงเส้นคงวา” ของการสร้างกำไรจากการลงทุน การทำกำไรได้จากตลาดต้องพึ่งพืชทุกตัวที่เหมาะและเสียสละทางชีวิตและเครื่องมือที่ใช้ด้วยเสมอ

จากประสบการณ์ของผม มักสรุปได้ว่า “มีโอกาส” ที่จะเป็นอิสระทางการเงินจากการลงทุน มีอยู่ 3 กลุ่ม

  • คนที่เริ่มต้นด้วยกำลังลงทุนที่ใหญ่พอ (สัก 10 ล้านบาทขึ้นไป) เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่พอเป็นไปได้จากการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป (ปีละ 6% เดือนละ 50,000) และต้องเลือกหุ้นได้อย่างดี และอดทนได้ สายปานกลางพอ

  • คนที่มีความสัมพันธ์การลงทุน หมายถึง การติดตามบริษัทอย่างใกล้ชิด เช่น การทำ Company Visit แบบบ่อย ๆ เข้าได้ถึงผู้บริหาร หรือมีทักษะเฉพาะเป็นวิเคราะห์ Discounted Cashflow ขั้นคุณภาพสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้สม่ำเสมอ ปีละหลายร้อย % ก็มีเห็นกันบ่อย ๆ แต่แลกมากับความพยายามระดับหนักจริง ๆ

  • คนที่มีวินัยสูงมาก หรือเป็นประเภทที่มีเคมีเข้ากับตลาดทุน พอเข้าใจจังหวะตลาด เข้าใจพลังของ Big Gain กล้าเข้า กล้าถอย ใจถึงพอมีโอกาส แต่กลุ่มนี้เจอไม่เยอะ หลายรายสร้างผลตอบแทนประสบความสำเร็จมีอิสระทางการเงินได้จริงราวศตวรรษก่อนมาก็มีจำนวนหนึ่ง แต่หลายรายก็ล้มง่าย ออกจากตลาดไปก็ไม่น้อยเช่นกัน

บทสรุป

“ดังนั้น วิธีการขึ้นยอด การเทรด การจัดการเวลา เราอาจไม่อยู่ในหมวด 3 กลุ่ม หรือยังไม่พร้อมแบบนั้น ผลคือเราควรเตรียมตัว พัฒนาศักยภาพของเราให้พร้อมต่อการสร้างรายได้หรืออิสระภาพทางการเงินจากการลงทุน จำให้ขึ้นใจว่า นี่ไม่ใช่แนวคิดของการหาโชค แต่เป็นวิธีการหาโอกาสที่ว่า และเครื่องมือที่ช่วยให้ทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอ”

6 เรื่องเล่าการลงทุน ที่รู้แล้วต้องร้อง… Read More »

Scroll to Top