รู้จัก ETF เครื่องมือสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ

ในปัจจุบัน การลงทุนใน ETF เริ่มที่เป็นนิยมแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการกระจายเงินลงทุนไปต่างประเทศ โดยอาจเริ่มมาจากการลงทุนด้วย กองทุนรวมประเภท Feeder Fund ซึ่งมีทั้งจุดที่คล้ายและจุดที่ต่างกันกับ ETF ค่อนข้างมาก ลองมาเปรียบเทียบดูกัน ครับ

เริ่มต้นก่อนอื่น ETF
ย่อมาจาก Exchange Traded Fund แปลตรงตัวคือ กองทุนที่สามารถซื้อขายได้ในกระดานตลาดหลักทรัพย์ โดยได้รับความเสี่ยงลดลงหลายสิบเท่า ในทุกประเทศพัฒนาแล้วจะชัดเจน สำหรับผู้เริ่มต้นต้นทุนจาก ETF ตัวแรกในต่างประเทศ อย่างเช่น SPDR ที่ลงทุนในดัชนี S&P500 เป็นต้น
ETF มีลักษณะเหมือนหุ้นทั่ว ๆ ไปในเชิงการซื้อขายและเสร็จครับ คือมีผู้จัดการกองทุน มีนโยบายการลงทุน มี Fund Fact Sheet มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เหมาะกับกองทุน โดยมีเงื่อนไขลงทุนหลากหลาย ปัจจุบันถือว่าเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่าย ไม่มีขั้นต่ำและมีความคล่องตัวสูงต่อการซื้อขาย
สิ่งที่แตกต่างคือ หากมี ETF หลายตัวมีตัวแทนทำหน้าที่อิงตัวแปรในประเทศเป็นต้นให้ราคาและน่าจะสูงกว่า ได้ผลกระทบจาก Demand – Supply ในระยะเวลา ไม่ใช่ในตัวต้นทุนของหุ้น ณ วันนั้นซึ่งเป็นของกองทุน
ข้อดีอีกข้อคือมีตลาดกลางเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ สำหรับกองทุนรวม หากนักลงทุนซื้อจากธนาคารพาณิชย์ ก็ทำคำสั่งซื้อส่งไปยังบริษัท (กองทุน) ซึ่งจะจัดการซื้อตามราคาหน่วยทรัพย์ที่ “จริง” วันถัดจากนั้น แต่สำหรับ ETF จะซื้อขายตามราคากลางตลาดแบบเรียลไทม์ เช่นเดียวกับหุ้น โดยอย่าลืมว่า ราคาที่ปรากฏเป็น NAV ณ ขณะนั้น ของ ETF มักจะมาจากราคากลางที่วัดความต้องการซื้อ (Bid) หรือขาย (Offer) ได้เสมอ มีการคำนวณเปลี่ยนตามปริมาณความต้องการซื้อ–ขายตามปกติ
ผู้จัดการกองทุนแบบในต่างประเทศ หลักทรัพย์ต้นทุนต่าง ๆ (อิงตาม demand–supply ต้นทุนจริง) จะมีการจัดเก็บการสร้าง Creation / Redemption เป็นจำนวนในตลาดได้ดี ความแตกต่างนั้นทำให้ประเภทของ ETF มีข้อดีมากมาย เมื่อนักลงทุนทราบแล้วสรุปได้ดังนี้
1. กระจายการลงทุนแบบ Passive ได้ดี
ภายใน ETF ตัวหนึ่งตัวเดียว คือกองทุนที่มีมืออาชีพจัดการและรู้จักการลงทุน เพียงแค่เข้าเลือกกระจายการลงทุนให้สะท้อนดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม หรือหลักทรัพย์ตั้งแต่ตลาดหุ้นไทย จนถึง Passive Investment เปรียบง่าย สมมติหุ้นเหมือนการเอาตลาดหุ้นทั้งตลาดมาอยู่ในพอร์ตเฉลี่ยแบบหนึ่ง ๆ เช่น SET50 ก็สามารถทำได้ในการซื้อเพียงแค่หนึ่งตัวเท่านั้น
2. บริหารต้นทุนได้
เพราะซื้อคล้ายกับการซื้อขายหุ้น เหมือนได้หุ้น ไม่เกี่ยวแบบกองทุน เราสามารถซื้อขายได้ตลอดในวันนั้นบนกระดาน ไม่ต้องรอทีเดียวสิ้นวันเหมือนกองทุน > ซื้อคือทำให้จบจบ หรือแม้แต่จัดการลงทุน สามารถปรับพอร์ตได้อย่างคล่องตัวตามคำสั่ง จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในวันนั้น
3. ค่าใช้จ่ายในการลงทุนต่ำ
ค่าคอมมิชชันจะขึ้นเต็มของหุ้นจริงแบบได้โอกาสเฉลี่ยตอบแทนของกองทุนรวมที่มีค่าธรรมเนียมจากการบริหารและการจัดการสูงกว่า โดยเปรียบเทียบ
4. แหล่งอ้างอิงการได้รับงานภาษี Capital Gain
อันนี้ขึ้นอยู่ของ US Investor เพราะ ETF ถูกสร้างด้วยการซื้อขายเป็นการแลกเปลี่ยนของหลักทรัพย์จริง (In kind) ไม่เกิดกำไรในการขาย จึงไม่เกิดการวางภาษี แต่อาจมีบางแห่งที่มีการ Redeem ผู้จัดการกองทุนอาจมีผลจากหลักทรัพย์ในบางช่วงในหลายจริง ต้องใช้ให้ดีและบอกตามข้อมูลที่มีทั้งหมด ครับต้องเชิงอ้างอิงจากกองทุนต่าง ๆ (สำหรับประเทศไทยแท้ ๆ เรามีกฎหมายสิ้นสุดด้วยกฎหมาย)
5. เครื่องมือช่วยเปิดประตูการลงทุน
หัวใจของรูปแบบนี้ขยายชัดเจน คือโอกาสเข้าสู่กองทุนขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ง่ายขึ้น นักลงทุน โดยเฉพาะ Fund Manager สามารถเลือกกลุ่มประเทศ หุ้น อุตสาหกรรม ขนาดตลาด ธีมลงทุนตามแบบเกิดขึ้นของโลกได้ผ่าน ETF ได้อย่างมีความหมายมากขึ้น
โดยกลยุทธ์การลงทุนกองทุนจะถูกกำหนดตามประเภทสินทรัพย์ อิงโดยเฉพาะในช่วงใดช่วงหนึ่งของตลาด การเลือกสัดส่วนการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามคำสั่งของนักลงทุน
ความสามารถตรงนี้ยังเป็นใจให้หลาย ๆ ประเทศมีการสร้างรูปแบบที่หลากหลายขึ้น (Leverage / Margin Trading) เป็นทางเลือก แต่ก็ต้องอาศัยความรู้มากขึ้น
ในประเทศไทย ETF กลายเป็นการลงทุนโดยจัดสรรตามดัชนีของตลาดได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องมีขั้นต่ำ หรือเลือกตราสาร Leverage ตามความเหมาะสม
6. มีความคล่องตัวสูง เมื่อเทียบกับ Mutual Fund
หากลองพิจารณาการจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมแบบ FIF เมื่อเราต้องการปรับพอร์ต เช่น ขายยุโรปไปซื้อญี่ปุ่น เราอาจต้องรอคำสั่งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะได้เงินและนำไปลงทุนต่อ ทำให้บางครั้งอาจพลาดโอกาสการลงทุนสำคัญ โดยเฉพาะในโลกที่มีความผันผวนมากขึ้นระดับรายวัน
แต่หากเป็น ETF ที่ซื้อขายกันในตลาดทุกวันและวินาที แปลว่าเราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ภายในวันทำการเดียว ทำให้การบริหารเงินลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน

1. ใช้เงินลงทุนตั้งต้นที่อาจจะยังสูงอยู่นิดหน่อย
เพราะซื้อขายเหมือนหุ้น ซึ่งมีค่าคอม ขั้นต่ำ และ ETF บางตัวก็ต้องมีราคาต่อหน่วยที่สูง รวมถึงค่าธรรมเนียมแลกเงินไปต่างประเทศที่แต่ละ บล. อาจมีอัตราที่แตกต่างกัน หากคิดโดยประมาณ การจะลงทุน ETF สัก 3–4 ตัว อาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5 แสน – 1 ล้านบาท น่าจะเหมาะสม
หรือถ้ากระจายต้องหลากหลาย อาจต้องมีขนาดตั้งต้น 1–3 ล้านบาท เป็นต้น
2. เลือก ETF ให้ดี ต้องมีสภาพคล่อง
ETF กว่า 7 พันตัวที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาด บางตัวไม่ได้ถูกจัดให้มีการซื้อขายผ่านทาง Market Maker หรือผู้สร้างสภาพคล่องรายใหญ่
ตัวนั้นมักอาจทำให้การลงทุนจริงต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้ดี รวมถึงบางตัวที่ภาพไม่มีผู้เล่น ไม่มีสภาพคล่อง อาจทำให้ราคาผันผวนผิดปกติ คล้าย ๆ กับการ Delist ของหุ้นได้เช่นกัน
3. ค่าใช้จ่ายบางทีก็อาจสูงกว่าที่เห็น
ค่าคอมมิชชันอาจไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเดียวที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใน ETF ยังมีอีกส่วนหนึ่งคือ Expense Ratio หรือ “ค่าบริหารจัดการกองทุนภายใน ETF ตัวนั้น” (เปรียบเสมือน Management Fee)
ซึ่งอัตราคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นี้ จะขึ้นอยู่กับความดูสภาพคล่อง (Bid–Ask Spread) แล้วเราต้องดูค่าใช้จ่ายส่วนอื่นรวมกันให้ไม่สูงเกินไปด้วย
4. เข้าใจกลไกราคาลงทุนภายใต้ ETF ที่จะซื้อ
เครื่องมือใหม่มาก พร้อมโอกาสที่ดีมากขึ้น แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนจากกองทุนที่ซื้อขายนั้น มีทั้งค่าพรีเมียมบางช่วงจากผลตอบแทน ตัวอ้างอิงสินทรัพย์ เช่น CDO, MBS … ได้อย่างดี
และความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการลงทุนตามภาพรวมไม่ว่าระยะทางต้นทุนของกองทุนต้นแบบ ดังนั้น ก่อนการลงทุนใหม่ ๆ ต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของ ETF ให้ดีเหมือนเดิม
บทสรุป
สำหรับนักลงทุน หรือมืออาชีพอย่างสายงาน Fund Manager หรือ Wealth Manager ผมมองว่าเป็นโอกาสใหม่ในประวัติศาสตร์ ที่เดิมเราอาจไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนระดับโลกได้ง่ายนัก แต่ ETF ทำให้เราต่อยอด คล่องตัว และเข้าถึงสินทรัพย์ต่างประเทศได้ง่ายขึ้นมาก
มาวันนี้เราสามารถซื้อกองทุนที่เชื่อมโยงกับความสามารถของการลงทุนตลาดโลกได้ง่ายขึ้นในราคาที่เอื้อมถึงได้ แต่ข้อสำคัญคือ “ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง” ต้องเข้าใจ ETF เป็นเครื่องมือในการสร้างแผนการลงทุนทั่วโลกได้ด้วยดีเท่านั้นเอง
รู้จัก ETF เครื่องมือสำคัญในการจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ Read More »










You must be logged in to post a comment.