การจัดพอร์ตแบบ 60/40 จากนี้ จะให้ผลตอบแทนได้สักเท่าไหร่ ?

หากท่านยังไม่รู้จะจัดพอร์ตยังไง ให้เหมาะกับปี 2023 การผสมตราสารหนี้เข้ามา เป็นอีกกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ มีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

ต้องยอมรับว่าปี 2022 ถือว่าเป็นปีที่สภาวะลงทุนเป็นไปอย่างยากลำบาก และถือว่าสินทรัพย์ไม่ว่าเสี่ยงสูงหรือต่ำ ต่างพากันให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว 

กว่า 25 ปีที่นักลงทุน สามารถเอนจอยเลือกลงทุนทั้งหุ้นและหนี้ และได้ผลดีในด้านการกระจายความเสี่ยง 

แต่ด้วยผลกระทบของมหากาพย์ การผ่อนคลายทางการเงิน ที่ธนาคารกลางต่างใช้ดอกเบี้ยเป็นหหนึ่งในเครื่องมือ จัดการแก้วิกฤตการเงิน ปรับลดและขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเป็นว่าเล่น ส่งผลให้ในช่วงปี 2022 หุ้นโลกปรับตัวลงกว่า 20% ตราสารหนี้โลก ก็หลบไม่พ้น โดยปัจจัยเดียวกัน ปรับตัวลงกว่า 15-18 %

และถึงแม้จะพยายาม จัดพอร์ตกระจายควาเมสี่ยงแบบ 60/40 แล้ว ผลตอบแทนจะออกมาขาดทุน อยู่แถว ๆ -15% อยู่ดี ซึ่งในรอบกว่า 120  ปี มีเพียง 7 ปีเท่านั้น ที่จะขาดทุนได้ในระดับนี้

ที่ปี 2022 ขาดทุนหนักมาก สาเหตุคงไม่พ้นเรื่องของ เงินเฟ้อ และความขัดแย้งด้านการเมือง สงคราม แต่สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยง หรือมีเป้าหมายระยะยาว อาจจะมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนที่ดีได้ 

เมื่อลองพิจารณา แนวโน้มการลงทุน ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (จากโมเดลของ UBS) พบว่าตลาด ณ ปัจจุบัน เป็นจุดที่การลงทุนมีความน่าสนใจมากกว่าเมื่อ 12 – 15 เดือนก่อนมาก โดยคาดว่า ผลตอบแทนที่คาดหวังสำหรับพอร์ต 60/40 อยู่ที่ 7.1% สูงขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง กลางปี 2021 

ราคาน่าคบหา … เมื่อเทียบกับสถานการณ์ เมื่อ 1 ปี ก่อนหน้า ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ ราคาตลาดของทั้งสินทรัพย์ลงทุนเช่น หุ้น กองทุนอสังหาฯ ตราสารหนี้ เทกระจาด ถูกลงอย่างมาก ในขณะเดียวกันดอกเบี้ยเงินฝาก/ตราสารหนี้ ก็ปรับสูงขึ้น บนภาพของแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ ทำให้การลงทุนตอนนี้ เหมือนซื้อของเซลล์ ลดราคากระหน่ำ

ดอกเบี้ยปรับขึ้นยกแผง … ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชน หุ้นกู้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ ผลจาก FED ขึ้นดอกเบี้ยรวดเร็วและรุนแรง ยกตัวอย่างกลุ่ม Global Investment Grade จากเดิมที่ให้ดอกอยู่แถว 0.50% ขึ้นมาเป็น 6.80% เลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดี ที่ทางเลือกในการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง อย่างตราสารหนี้ จะกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างดีอีกครั้ง หลังจากยุคดอกเบี้ยต่ำยาวนาน

คาดหวังได้เท่าไหร่ ? ทาง UBS แบ่งเป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้น ขอสรุปง่ายเป็น 3 เคส

  1. Base Case เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ไม่ร้อนแรง ไม่เลวร้ายมาก พอร์ต 60/40 ให้ผลตอบแทน = 7.1%

  2. Best Case เงินเฟ้อต่ำ เศรษฐกิจโตมากกว่าค่าเฉลี่ย ผลตอบแทน = 10.1%

  3. Worst Case เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว ผลตอบแทน = -0.20%

ข่าวดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว (ประมาณ 5 ปี) การย่อตัวลงในปี 2022 อาจเป็นเพื่อการกระโดดไปต่อในปี 2023 และปีต่อ ๆ ไป แต่ต้องระลึกไว้ว่า ความผันผวนยังคงอยู่ ภาวะเศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ผลตอบแทนคาดหวังยังมองได้เป็นแค่ช่วงกว้าง ๆ แต่หากพิจารณาในระยะยาวแล้ว ถือว่า ค่อนข้างสดใส มีโอกาสมากขึ้น



สรุป

กลยุทธ์ที่ดี คือ กระจาย ทาง UBS เชื่อว่า การจัดพอร์ตที่กระจายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก หุ้น และตราสารหนี้ เช่น Real asset (สินค้าโภคภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์) จะยิ่งช่วยให้พอร์ตมีเสถียรภาพมากขึ้น ทนทานต่อเงินเฟ้อในระดับสูง (กว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา) และต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้ดีขึ้น