ภาพรวมการลงทุนในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ที่ผ่านมา เผยให้เห็นการฟื้นตัวที่โดดเด่นของตลาดหุ้นจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้ง และแรงส่งอย่างต่อเนื่องของธีมเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยหนุนความน่าสนใจของตลาดทั่วโลก พร้อมกับการปรับพอร์ตและการออกนโยบายใหม่เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
สรุปภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2026
- ภาพรวมตลาดและผลงานในไตรมาส 2/2569 (Q2/2026)
- ไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบหลายปี: ไตรมาส 2 ปี 2026 นี้ ถือเป็นช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
- ดัชนีหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น: ตลาดหุ้น S&P 500 ปรับตัวบวกขึ้นมารวมกันประมาณ 15%ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
- ปัจจัยสนับสนุนหลัก: ได้รับผลดีจากสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ความชัดเจนในเทคโนโลยี AI และแนวโน้มงบการเงินรวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ช่วยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าสนใจยิ่งขึ้น
- ประเด็นสำคัญขับเคลื่อนตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ
- สุนทรพจน์ครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่: คุณ Kevin Watch แสดงท่าทีเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) โดยชี้ว่าเศรษฐกิจและการจ้างงานยังแข็งแกร่งพอ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย และระบุว่าจะสื่อสารกับตลาดน้อยลงเพื่อให้ตลาดทำงานเอง ส่งผลให้เกิดความกังวลระยะสั้น โดยโอกาสคงหรือปรับดอกเบี้ยในการประชุมสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้อยู่ที่ประมาณ 50-50
- ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่เบาตัวลง: ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว ช่วยคลี่คลายความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน แม้การเจรจาข้อตกลงสงครามฮอร์มุซจะยังมีต่ออีก 60 วัน แต่ราคาได้สะท้อนไปแล้วว่าสถานการณ์ที่รุนแรงจะไม่เกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้
- ความทนทานของเศรษฐกิจโลก: แม้ราคาพลังงานที่สูงช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมจะทำให้คาดการณ์ GDP โลกและสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกปรับลดลงเล็กน้อย แต่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจำกัดเพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Exporter) ประกอบกับทั่วโลกหันไปใช้พลังงานทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้าทำให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง
- การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ AI และเทคโนโลยี
- งบการเงินกลุ่ม AI ยังแข็งแกร่ง: กลุ่ม Hyper Scaler คาดว่าจะมีกำไร (Earnings) เติบโตในปี 2026 นี้ถึงประมาณ 28%
- คอขวดสะท้อนโอกาส: คอขวดของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ที่ฝั่ง Semiconductor ต้นน้ำ (Memory Chip และ GPU) ซึ่งทำให้ฝั่งนี้ยังมีโอกาสเติบโตและปรับเป้า Guidance ขึ้นได้ต่อเนื่อง
- สุขภาพตลาดที่แข็งแรงขึ้น: การเติบโตไม่ได้จำกัดแค่กลุ่ม “7 นางฟ้า” (Magnificent 7) เหมือนเก่า แต่กระจายตัวไปยังธุรกิจอื่น เช่น อวกาศ, Biotech และ Neocloud ส่งผลให้สัดส่วนของกลุ่ม 7 นางฟ้าต่อดัชนีลดลงและทำให้โครงสร้างตลาดดีขึ้น โดยคาดว่ากำไรตลาดโดยรวมปีนี้จะโตราว 24%
- สถิติเชิงบวกในเดือนเจ็ด: ตามสถิติในอดีต หุ้นในเดือนกรกฎาคมมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยปี 2025 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกันที่เป็นบวกด้วยอิทธิพลจาก Summer Effect และคาดการณ์งบประมาณปี 2027 ของผู้บริหาร
- ผลการดำเนินงานของกองทุน Lief Capital
- กลุ่มกองทุนผสม (ความเสี่ยงปานกลาง): กองทุนพอร์ตผสมอย่าง Secular Fund ปรับตัวเป็นบวกได้ แต่พอร์ต Core-Satellite แพ้ดัชนีอ้างอิงมาตรฐาน 60-40 เล็กน้อยจากการลงทุนในหุ้นที่ Underperform เช่น กลุ่ม China Tech อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังทำผลงานได้สูงกว่าหรือพอๆ กับดัชนีมาตรฐาน
- กลุ่มกองทุนหุ้นล้วน (ความเสี่ยงสูง):
- US Selective: ทำผลงานได้โดดเด่นและชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นโลกอย่างชัดเจนทั้งในรอบ 1 เดือนและตั้งแต่ต้นปี (YTD)
- Twin Turbo: ผลตอบแทนปรับลดลงรุนแรงเนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์สูง ซึ่งซอฟต์แวร์มีการปรับฐานรุนแรงช่วงปลายเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นในการเลือกหุ้นและคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะกลางถึงยาว
- นโยบายการลงทุนใหม่: Lief US Momentum
- แนวคิดและจุดเด่น: เป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจาก US Selective โดยใช้ระบบ AI ร่วมกับมุมมองผู้จัดการกองทุนในการเลือกหุ้นคุณภาพสูง และเพิ่มมิติการคัดเลือกด้วย Price Momentum
- เงื่อนไขและเป้าหมาย: เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น 6 เดือน เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 300,000 บาท โดยคาดหวังผลตอบแทนสุทธิที่ 8% ในช่วงเวลา 6 เดือน
- ความน่าเชื่อถือ: จากผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) พบว่ามีโอกาสจบการลงทุนด้วยผลกำไรสูงถึง 9 ใน 10 ครั้ง
- กำหนดการ: เสนอขายและจัดโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2569 และลงทุนได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
บทสรุป
ในภาพรวมของครึ่งปีหลังนี้ ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวจากความกังวลเดิมด้วยแรงหนุนจากการคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม อัตราเงินเฟ้อพลังงานที่ชะลอตัวลง ตลอดจนงบลงทุน R&D และความต้องการในเทคโนโลยี AI ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดอาจมีความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและส่งผลให้เกิดการพักฐานสลับเป็นระยะ แต่ทางผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นว่า การคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและกลุ่มที่มีแรงส่งทางการตลาดที่ดี จะช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสฟื้นตัวที่ยั่งยืนในระยะกลางถึงยาวได้ครับ






