Lief App Download

 Monthly Update – July 2026

ภาพรวมการลงทุนในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ที่ผ่านมา เผยให้เห็นการฟื้นตัวที่โดดเด่นของตลาดหุ้นจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้ง และแรงส่งอย่างต่อเนื่องของธีมเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยหนุนความน่าสนใจของตลาดทั่วโลก  พร้อมกับการปรับพอร์ตและการออกนโยบายใหม่เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สรุปภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2026

  1. ภาพรวมตลาดและผลงานในไตรมาส 2/2569 (Q2/2026)
  • ไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบหลายปี: ไตรมาส 2 ปี 2026 นี้ ถือเป็นช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
  • ดัชนีหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น: ตลาดหุ้น S&P 500 ปรับตัวบวกขึ้นมารวมกันประมาณ 15%ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • ปัจจัยสนับสนุนหลัก: ได้รับผลดีจากสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ความชัดเจนในเทคโนโลยี AI และแนวโน้มงบการเงินรวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ช่วยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าสนใจยิ่งขึ้น
  1. ประเด็นสำคัญขับเคลื่อนตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ
  • สุนทรพจน์ครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่: คุณ Kevin Watch แสดงท่าทีเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) โดยชี้ว่าเศรษฐกิจและการจ้างงานยังแข็งแกร่งพอ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย และระบุว่าจะสื่อสารกับตลาดน้อยลงเพื่อให้ตลาดทำงานเอง ส่งผลให้เกิดความกังวลระยะสั้น โดยโอกาสคงหรือปรับดอกเบี้ยในการประชุมสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้อยู่ที่ประมาณ 50-50
  • ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่เบาตัวลง: ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว ช่วยคลี่คลายความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน แม้การเจรจาข้อตกลงสงครามฮอร์มุซจะยังมีต่ออีก 60 วัน แต่ราคาได้สะท้อนไปแล้วว่าสถานการณ์ที่รุนแรงจะไม่เกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้
  • ความทนทานของเศรษฐกิจโลก: แม้ราคาพลังงานที่สูงช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมจะทำให้คาดการณ์ GDP โลกและสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกปรับลดลงเล็กน้อย แต่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจำกัดเพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Exporter) ประกอบกับทั่วโลกหันไปใช้พลังงานทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้าทำให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง
  1. การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ AI และเทคโนโลยี
  • งบการเงินกลุ่ม AI ยังแข็งแกร่ง: กลุ่ม Hyper Scaler คาดว่าจะมีกำไร (Earnings) เติบโตในปี 2026 นี้ถึงประมาณ 28%
  • คอขวดสะท้อนโอกาส: คอขวดของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ที่ฝั่ง Semiconductor ต้นน้ำ (Memory Chip และ GPU) ซึ่งทำให้ฝั่งนี้ยังมีโอกาสเติบโตและปรับเป้า Guidance ขึ้นได้ต่อเนื่อง
  • สุขภาพตลาดที่แข็งแรงขึ้น: การเติบโตไม่ได้จำกัดแค่กลุ่ม “7 นางฟ้า” (Magnificent 7) เหมือนเก่า แต่กระจายตัวไปยังธุรกิจอื่น เช่น อวกาศ, Biotech และ Neocloud ส่งผลให้สัดส่วนของกลุ่ม 7 นางฟ้าต่อดัชนีลดลงและทำให้โครงสร้างตลาดดีขึ้น โดยคาดว่ากำไรตลาดโดยรวมปีนี้จะโตราว 24%
  • สถิติเชิงบวกในเดือนเจ็ด: ตามสถิติในอดีต หุ้นในเดือนกรกฎาคมมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยปี 2025 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกันที่เป็นบวกด้วยอิทธิพลจาก Summer Effect และคาดการณ์งบประมาณปี 2027 ของผู้บริหาร
  1. ผลการดำเนินงานของกองทุน Lief Capital
  • กลุ่มกองทุนผสม (ความเสี่ยงปานกลาง): กองทุนพอร์ตผสมอย่าง Secular Fund ปรับตัวเป็นบวกได้ แต่พอร์ต Core-Satellite แพ้ดัชนีอ้างอิงมาตรฐาน 60-40 เล็กน้อยจากการลงทุนในหุ้นที่ Underperform เช่น กลุ่ม China Tech อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังทำผลงานได้สูงกว่าหรือพอๆ กับดัชนีมาตรฐาน
  • กลุ่มกองทุนหุ้นล้วน (ความเสี่ยงสูง):
    • US Selective: ทำผลงานได้โดดเด่นและชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นโลกอย่างชัดเจนทั้งในรอบ 1 เดือนและตั้งแต่ต้นปี (YTD)
    • Twin Turbo: ผลตอบแทนปรับลดลงรุนแรงเนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์สูง ซึ่งซอฟต์แวร์มีการปรับฐานรุนแรงช่วงปลายเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นในการเลือกหุ้นและคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะกลางถึงยาว
  1. นโยบายการลงทุนใหม่: Lief US Momentum
  • แนวคิดและจุดเด่น: เป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจาก US Selective โดยใช้ระบบ AI ร่วมกับมุมมองผู้จัดการกองทุนในการเลือกหุ้นคุณภาพสูง และเพิ่มมิติการคัดเลือกด้วย Price Momentum
  • เงื่อนไขและเป้าหมาย: เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น 6 เดือน เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 300,000 บาท โดยคาดหวังผลตอบแทนสุทธิที่ 8% ในช่วงเวลา 6 เดือน
  • ความน่าเชื่อถือ: จากผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) พบว่ามีโอกาสจบการลงทุนด้วยผลกำไรสูงถึง 9 ใน 10 ครั้ง
  • กำหนดการ: เสนอขายและจัดโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2569 และลงทุนได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

บทสรุป

ในภาพรวมของครึ่งปีหลังนี้ ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวจากความกังวลเดิมด้วยแรงหนุนจากการคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม อัตราเงินเฟ้อพลังงานที่ชะลอตัวลง ตลอดจนงบลงทุน R&D และความต้องการในเทคโนโลยี AI ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดอาจมีความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและส่งผลให้เกิดการพักฐานสลับเป็นระยะ แต่ทางผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นว่า การคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและกลุ่มที่มีแรงส่งทางการตลาดที่ดี จะช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสฟื้นตัวที่ยั่งยืนในระยะกลางถึงยาวได้ครับ

 Monthly Update – July 2026 Read More »

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด

“หุ้นมีโมเมนตัม” เคยได้ยิน แต่เค้าเลือกกันยังไง ? ทำไมถึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนชนะตลาด

Momentum Factor คือแนวคิดการลงทุนที่มองว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะรักษาความแข็งแกร่งนั้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง

เหตุผลข้างใต้แนวคิด ไม่ได้อยู่ที่ราคาหุ้น “ขึ้นแล้วต้องขึ้นต่อ” เสมอไป แต่อาศัยพฤติกรรมตลาด ที่มักใช้เวลาระยะหนึ่ง ปรับตัวต่อข้อมูลใหม่ นักลงทุนจำนวนมากตอบสนองต่อผลประกอบการ แนวโน้มธุรกิจ หรือข่าวสำคัญแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงทำให้หุ้นที่เริ่มมีแนวโน้มแข็งแรงอาจเคลื่อนไหวต่อเนื่องได้

ตัวอย่างเช่น งบการเงินที่ออกมาดีกว่าคาด หุ้นพุ่งหนักมาก แต่แรงส่งจากปัจจัยธุรกิจ มักจะไม่จบแค่ตัวเลขทางบัญชี ยังมีมูลค่าที่รอเปิดเผย เช่น โครงการความร่วมมือ หรือการนำจุดแข็งนั้นไปต่อยอดในอนาคต เป็นความหวังให้กับนักลงทุน ดันราคาหุ้นไปต่อได้อีกหลายเดือน

เรียกง่าย ๆ ว่า หุ้นดี มักไม่ได้เล่นกัน วันเดียวจบ เพียงแต่เราต้องเล็งให้ดีและเข้าให้ได้ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ รอบ

แล้วหุ้น Momentum คัดเลือกอย่างไร

 

โดยทั่วไป ดูที่ “ราคา” นักลงทุนจะเริ่มจากหุ้นในตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุน แล้ววัดผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละบริษัท เช่น 6 เดือน หรือ 12 เดือน

หุ้นที่ถูกคัดเลือกมักมีลักษณะ 5 อย่างดังนี้

  • ชนะเพื่อน – ให้ผลตอบแทนย้อนหลังสูงกว่าหุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่มเดียวกัน
  • ชนะต่อเนื่อง – ราคาหุ้นมีแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่ปรับขึ้นแรงเพียงไม่กี่วัน
  • ชนะตลาด – ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับดัชนีตลาด หรือหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน อยู่ในระดับโดดเด่น
  • ตัดความฟลุค หรือกระแสช่วงสั้น – บางกลยุทธ์จะตัดผลตอบแทนของเดือนล่าสุดออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากแรงซื้อขายระยะสั้น
  • เข้าได้ ต้องออกได้ – เลือกเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อให้ซื้อขายและปรับพอร์ตได้จริง

ตัวอย่างง่าย ๆ หากมีหุ้น 100 ตัวในตลาด นักลงทุนอาจจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง 12 เดือน และเลือกลงทุนใน 20–30 ตัวที่ผลตอบแทนสูงสุด จากนั้นปรับพอร์ตทุก 3 เดือน หรือทุก 6 เดือน เพื่อให้พอร์ตยังถือหุ้นที่มีโมเมนตัมแข็งแรง

อย่าเข้าใจผิด Momentum ไม่ได้ดู ราคาเพียงอย่างเดียว

แม้ Momentum จะใช้ข้อมูลราคาหุ้นเป็นแกนหลัก แต่การนำไปใช้จริงควรมองคุณภาพของแนวโน้มร่วมด้วย

หุ้นที่ราคาปรับขึ้นเพราะกำไรเติบโตต่อเนื่อง แนวโน้มรายได้ดีขึ้น หรืออุตสาหกรรมกำลังได้แรงสนับสนุน มักมีโมเมนตัมที่แข็งแรงกว่าหุ้นที่ขึ้นจากข่าวเฉพาะหน้า หรือแรงเก็งกำไร

ดังนั้น นักลงทุนบางรายจึงผสม Momentum เข้ากับปัจจัยอื่น เช่น Quality เพื่อคัดบริษัทที่กำไรและฐานะการเงินดี หรือ Value เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นที่ราคาแพงเกินไป

อย่างนโยบาย Lief US Momentum ที่ บลจ.ลีฟแคปปิตอล นำเสนอ เราคัดหุ้นกว่า 5,000 ตัวทั่วตลาดสหรัฐฯ ให้เหลือเพียง 250 บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จากนั้นจึงคัดกรองด้วยปัจจัยเชิง Momentum เรียกว่า คุณภาพมาก่อน ราคาตามมาเสริม

จุดแข็งและความเสี่ยงที่ควรเข้าใจ

จุดแข็งของ Momentum คือช่วยให้พอร์ตมีวินัย เพราะตัดสินใจจากกฎที่กำหนดไว้ ลดการยึดติดกับหุ้นที่ราคาปรับลงต่อเนื่อง (เลี่ยงถัวขาลง ซึ่งอันตรายมาก) และเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเลือกธีม กลุ่มหุ้นที่กำลังได้รับความสนใจจากตลาด

แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ ช่วงที่ตลาดกลับทิศอย่างรวดเร็ว หุ้นที่เคยขึ้นแรงอาจถูกขายทำกำไรพร้อมกัน ทำให้กลยุทธ์ Momentum ขาดทุนได้มากกว่าตลาดในระยะสั้น

ปรากฏการณ์นี้มักเรียกว่า “Momentum Crash” อย่างเช่น หุ้นเกาหลี หรือกลุ่ม Memory chip ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมาก หากแนวโน้ม ความคาดหวัง เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้เกิดแรงขายมหาศาลได้ ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

อีกประเด็นคือการปรับพอร์ตบ่อยเกินไปอาจทำให้ต้นทุนซื้อขายสูง โดยเฉพาะในตลาดที่สภาพคล่องต่ำหรือมีค่าธรรมเนียมสูง ซึ่งตรงนี้ทาง Lief US Momentum ได้คัดกรองสภาพคล่องมาก่อนแล้วชั้นหนึ่ง รวมถึงการทดสอบการปรับพอร์ตในระดับความถี่ต่าง ๆ จนออกมาเป็นระดับรายเดือน เพื่อให้พอร์ตเคลื่อนไหวได้เรว ทันสถานการณ์

กล่าวโดยสรุป

หัวใจของ Momentum Factor ไม่ใช่การไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดในวันนี้ แต่คือการใช้ข้อมูลย้อนหลังเพื่อค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างมีระบบ แล้วบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตและปรับพอร์ตตามรอบที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว Momentum จึงเหมาะจะเป็น “ส่วนหนึ่งของพอร์ต” มากกว่าคำตอบทั้งหมดของการลงทุน เพราะแนวโน้มราคาช่วยบอกว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับอะไร ขณะที่คุณภาพธุรกิจและมูลค่าหุ้นยังเป็นสิ่งที่กำหนดผลตอบแทนในระยะยาว

ในบทความหน้า เราจะมาตีแผ่ดัชะนีหุ้น Momentum อย่าง SPMO ว่ามีการคัดเลือกหุ้นอย่างไร เหมือนหรือต่างกับ บลจ.ลีฟแคปปิตอล แค่ไหนครับ

หากสนใจลงทุน Lief US momentum สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

นอกจาก Momentum Factor แล้ว กลยุทธ์การลงทุนอื่น ๆ มีอะไรอีกบ้าง ที่ช่วยให้ขนะตลาดได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในวันที่หุ้นเทควิ่งขึ้นมาแล้วกว่า 4 ปี มาหาคำตอบกันได้ที่

งานสัมมนา Online Exclusive Seminar “Factor Investing Masterclass” วันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม เวลา 14.00 – 16.00 ลงทะเบียนฟรี ถามตอบกันได้สด  ๆ หน้างาน

 

หุ้น Momentum เลือกอย่างไร ? ทำไมชนะตลาด Read More »

Users ได้อะไรจาก AI / หุ้นนอก US ถูกกว่ามาก | สรุป TSL 15 July 26

ประเด็นวันนี้สะท้อนภาพตลาดที่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการเมืองเพียงอย่างเดียว แม้ Midterm Election สหรัฐฯ อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านนโยบาย แต่ Invesco มองว่าผลกระทบต่อตลาดอาจจำกัด หากเศรษฐกิจและกำไรบริษัทยังแข็งแรง ขณะที่ Robeco ชี้ว่าหุ้นสหรัฐฯ ยังมีคุณภาพและยังเป็นแกนหลักของพอร์ตได้ แต่ความเสี่ยงจาก Valuation สูงและการกระจุกตัวในหุ้น Mega-cap Growth / AI ทำให้นักลงทุนควรเริ่มกระจายแหล่งผลตอบแทนไปยังตลาดและสไตล์การลงทุนอื่นมากขึ้น

สรุปอัปเดตสภาวะตลาดวันนี้

  • ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ อ่อนตัว หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม ทำให้ตลาดกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจดันเงินเฟ้อกลับมา และกดดันให้ Fed ต้องคงท่าทีเข้มงวด
  • สหรัฐฯ เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือส่วนใหญ่ผ่านได้ ยกเว้นเรือที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ช่วยลดความกังวลเรื่องการปิดเส้นทางทั้งหมด แต่ความเสี่ยงพลังงานยังไม่หายไป
  • Kevin Warsh ยืนยันว่า Fed จะไม่ยอมให้เงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง ขณะที่ CPI เดือนมิถุนายนลดลงแรงกว่าคาด ช่วยลดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ แต่ราคาน้ำมันจากความขัดแย้งยังเป็นความเสี่ยง
  • JPMorgan ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนภาวะธนาคารสหรัฐฯ ยังแข็งแรง โดยเฉพาะรายได้ตลาดทุน IPO และ M&A ที่กลับมาคึกคัก
  • ธีม AI ยังเป็นแกนหลักของตลาด ทั้งงบ ASML–TSMC ที่จะชี้ทิศทางหุ้นชิป, หุ้น Cybersecurity ที่ได้แรงหนุนจากงบเทคโนโลยี และคดี Apple–OpenAI ที่สะท้อนว่าสมรภูมิอุปกรณ์ AI กำลังสำคัญขึ้น

สรุปเนื้อหา Paper วันนี้

Paper 1: Midterm Election ต้องกังวลไหม? | Invesco

WHAT HAPPEN

  • การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาคองเกรส
  • Invesco มองว่ามีโอกาสที่เดโมแครตจะกลับมาคุมสภาผู้แทนฯ ขณะที่รีพับลิกันยังรักษาวุฒิสภาไว้ได้
  • หากเกิด Divided Government รัฐบาล Trump อาจถูกตรวจสอบมากขึ้น และผลักดันนโยบายใหญ่ได้ยากขึ้น

WHY SHOULD I KNOW

  • รัฐบาลเสียงแตกไม่ได้แปลว่าตลาดต้องแย่ เพราะอาจช่วยลดโอกาสเกิดนโยบายรุนแรงหรือเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป
  • ในอดีต สินทรัพย์สหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนดีขึ้นในปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง
  • ปัจจัยที่กำหนดตลาดมากกว่าการเมืองยังเป็นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และกำไรบริษัท

WHAT TO DO NEXT

  • ไม่ควรปรับพอร์ตจากข่าวการเมืองเพียงอย่างเดียว
  • จับตาว่าสภาผู้แทนฯ จะเปลี่ยนขั้วหรือไม่ และผลลัพธ์จะกระทบนโยบายภาษี การค้า งบประมาณ และกฎระเบียบแค่ไหน
  • หากเศรษฐกิจและกำไรยังดี หุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Small Cap อาจยังได้แรงหนุนหลังความไม่แน่นอนลดลง

Paper 2: US Except ยังไปต่อ หรือถึงเวลากระจายพอร์ต? | Robeco

WHAT HAPPEN

  • หุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งจากนวัตกรรม ตลาดทุนขนาดใหญ่ และบริษัทคุณภาพสูง
  • แต่ Valuation สูง การขาดดุลงบประมาณ หนี้สาธารณะ และดอกเบี้ยที่อยู่สูง เริ่มจำกัด Upside ในอนาคต
  • ผลตอบแทนตลาดสหรัฐฯ กระจุกอยู่ในหุ้น Mega-cap Tech / AI เพียงไม่กี่ตัว ทำให้พอร์ตจำนวนมากเสี่ยงกระจุกตัวโดยไม่รู้ตัว

WHY SHOULD I KNOW

  • US Exceptionalism ยังไม่จบ แต่ผลตอบแทนอาจไม่ง่ายเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา
  • หาก AI ไม่สร้างผลตอบแทนตามที่ตลาดคาด หรือหุ้นใหญ่เริ่มพักฐาน พอร์ตที่พึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไปอาจผันผวนแรง
  • ตลาดอื่น เช่น ยุโรป EM หุ้นเล็ก หุ้น Value และหุ้นปันผล มี Valuation ต่ำกว่า และอาจเป็นแหล่งผลตอบแทนเสริม

WHAT TO DO NEXT

  • ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่ควรลดการพึ่งพาตลาดเดียวหรือหุ้นไม่กี่ตัว
  • กระจายพอร์ตไปหลายภูมิภาค หลาย Sector หลายขนาดบริษัท และหลาย Factor เช่น Value, Quality, Momentum
  • ใช้วินัยในการจัดพอร์ตล่วงหน้า เพราะการหมุนเวียนผู้นำตลาดมักเกิดเร็วและคาดเดายาก

สรุปภาพรวมรายการวันนี้

ภาพรวมวันนี้คือ การเมืองสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวน แต่ไม่ใช่ตัวแปรหลักเพียงอย่างเดียวของตลาด Invesco มองว่า Midterm Election อาจนำไปสู่รัฐบาลเสียงแตก ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงจากนโยบายรุนแรง และตลาดยังถูกขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และกำไรบริษัทมากกว่า ส่วน Robeco เตือนว่าแม้หุ้นสหรัฐฯ ยังมีคุณภาพสูง แต่ Valuation และความกระจุกตัวใน Mega-cap Growth / AI ทำให้การกระจายพอร์ตเริ่มสำคัญขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังถือหุ้นสหรัฐฯ เป็นแกนได้ แต่ควรเพิ่มความหลากหลายของพอร์ต เพื่อรับมือหากผู้นำตลาดเริ่มหมุนออกจากหุ้นใหญ่สหรัฐฯ

Users ได้อะไรจาก AI / หุ้นนอก US ถูกกว่ามาก | สรุป TSL 15 July 26 Read More »

Scroll to Top