Lief App Download

 Monthly Update – OBTOBER 2026

ท่ามกลางแรงกดดันจากดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลาดหุ้นยังมีแรงสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจและการลงทุนด้าน AI คำถามสำคัญคือ แรงส่งเหล่านี้จะพาตลาดเดินหน้าต่อจนถึงสิ้นปี 2026 และปี 2027 ได้เพียงใด?

 

Lief Capital ชวนทบทวนภาพรวมตลาดหุ้นเดือนกันยายน 2026 พร้อมอัปเดตผลการดำเนินงานพอร์ตลงทุน และเจาะปัจจัยที่ต้องติดตาม เพื่อเตรียมรับทั้งโอกาสและความเสี่ยงในช่วงโค้งสุดท้ายของปีต่อเนื่องถึงปีหน้า

ภาพรวมตลาดหุ้นเดือนกันยายน 2026

  • ตลาดผันผวน แต่หุ้นบางกลุ่มยังเดินหน้าต่อ ราคาน้ำมันจากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันการลงทุน
  • Bond Yield เพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์ กระทบทั้งราคาตราสารหนี้และมูลค่าหุ้นเติบโต โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย
  • AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยสนับสนุนหุ้นเทคโนโลยีและ Nasdaq ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นเริ่มอ่อนตัว ทำให้ตลาดกลับมากระจุกตัว
  • การปรับฐานเปิดโอกาสคัดเลือกหุ้น Lief Capital ใช้จังหวะตลาดผันผวนปรับพอร์ตและเพิ่มการลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโต

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ และกำลังซื้อผู้บริโภค: การบริโภคและตลาดแรงงานยังเป็นฐานสำคัญของการเติบโต โดยต้นฉบับกล่าวถึงประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2027 ที่อาจขยายตัวประมาณ 3%
  • การลงทุนด้าน AI: ติดตามการเพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และความสามารถในการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็นรายได้และกำไรจริง
  • กำไรบริษัทจดทะเบียน: ประมาณการในต้นฉบับยังชี้ว่ากำไรปีหน้าขยายตัว แม้บางตลาดเติบโตช้าลง จึงต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นและธีมลงทุน
  • ทิศทาง Fed เงินเฟ้อ และ Bond Yield: หากดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง อาจกดดันมูลค่าหุ้นและต้นทุนทางการเงิน แม้เศรษฐกิจยังเติบโตได้
  • ราคาน้ำมันและความขัดแย้งระหว่างประเทศ: เป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อ โดยแต่ละประเทศได้รับผลกระทบแตกต่างกัน
  • การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ: ติดตามผลต่อนโยบายและความเชื่อมั่นตลาด โดยต้นฉบับใช้สถิติผลตอบแทนในอดีตเป็นปัจจัยสนับสนุนมุมมองช่วงปลายปีและปีหน้า

ผลการดำเนินงานพอร์ตลงทุน Lief Capital

  • US Selective: ผลตอบแทนเดือนกันยายน +1.67% เทียบกับ VTI +0.46% ส่วนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ +33% สูงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ประมาณ +19–20%
  • Kasian System และ Secular Fund: ผลตอบแทนรายเดือนบางพอร์ตได้รับแรงกดดันจากตราสารหนี้และหุ้นบางกลุ่ม แต่ภาพรวมย้อนหลัง 3 เดือนเป็นบวก และตามต้นฉบับ พอร์ตที่ลงทุนตรงต่างประเทศทั้งหมดให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • Twin Turbo: ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก แต่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่มีหุ้นไทยเป็นส่วนประกอบ การปรับพอร์ตออกจาก Adobe และเข้าลงทุนใน Micron กับ ISRG ช่วยสนับสนุนผลตอบแทนช่วงหลัง
  • Nern Nern: ตะกร้าที่ 3 ซึ่งลงทุนในหุ้น ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีประมาณ +8% สะท้อนการเติบโตของพอร์ตสำหรับผู้ลงทุนที่ทยอยสะสมระยะยาว

กิจกรรมเพิ่มเติมจาก Lief Capital

  • สัมมนาแนวโน้มลงทุนปี 2570 วันที่ 16 ตุลาคม 2569: เจาะลึก 5 ปัจจัยบวกและ 5 ปัจจัยเสี่ยง พร้อมประเมินโอกาสที่ตลาดกระทิงจะเดินหน้าสู่ปีที่ 5 ลงทะเบียนฟรี และร่วมลุ้นเสื้อ Limited Edition จาก Lief Capital โดยผู้ที่รับชมย้อนหลังมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลเช่นกัน
  • ร่วมเสนอความคิดเห็นเพื่อพัฒนาแอป Nern Nern: เชิญผู้ใช้งานและผู้สนใจเสนอฟังก์ชันหรือบริการที่อยากให้มี เพื่อพัฒนาแอปเวอร์ชันใหม่ให้ตอบโจทย์การลงทุนมากขึ้น พร้อมร่วมลุ้นพัดลมพกพา โดยสแกน QR Code ที่ปรากฏในคลิปได้เลย หมดเขต ( 15 ต.ค. 69 )

บทสรุปส่งท้าย

มุมมองในต้นฉบับยังเป็น เชิงบวกต่อการลงทุนจนถึงปี 2027 โดยมีเศรษฐกิจสหรัฐฯ การเติบโตของกำไร และการลงทุนด้าน AI เป็นแรงสนับสนุน ขณะที่ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความขัดแย้งระหว่างประเทศยังสร้างความผันผวนได้

แนวทางสำคัญคือ ยึดพื้นฐานธุรกิจ คัดเลือกหุ้นที่เติบโตได้ และปรับพอร์ตให้เหมาะกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ โดยผลตอบแทนในอดีตและประมาณการไม่รับประกันผลการลงทุนในอนาคต

 Monthly Update – OBTOBER 2026 Read More »

 Monthly Update – September 2026

เดือนสิงหาคม 2569 เป็นอีกหนึ่งเดือนที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญทั้งความผันผวนจากราคาน้ำมัน ทิศทางดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงส่งสัญญาณแข็งแกร่ง
บทความนี้สรุปทั้ง ภาพรวมตลาด ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา และผลการดำเนินงานของพอร์ตลงทุน Lief Capital เพื่อให้เห็นว่าท่ามกลางตลาดที่ผันผวน ยังมีโอกาสการลงทุนอยู่ในหลายกลยุทธ์

ภาพรวมตลาดหุ้นเดือนสิงหาคม 2569

แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ยังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:

  • ปัจจัยกดดันและความกังวล:
    • ราคาน้ำมันและสงครามยืดเยื้อ: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการปิดช่องแคบฮอร์มุซกดดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 96 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนธุรกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับสูง
    • ทิศทางดอกเบี้ย Fed: จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย ธนาคารกลางทั่วโลกและ Fed เริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งกระทบต่อการประเมินมูลค่า (Valuation) ของหุ้น
  • ปัจจัยหนุนที่ขับเคลื่อนตลาด:
    • กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแกร่ง: ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทในสหรัฐฯ เติบโตสูงถึง 51% YoY(หรือเติบโต 31% YoY หากตัดกำไรพิเศษ เช่น Anthropic ของ Amazon ออก) ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ สะท้อนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจนวัตกรรม
    • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง: ตัวเลขการจ้างงาน ค่าแรง ภาคการผลิต และภาคบริการยังขยายตัวได้ดี ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ตามที่เคยคาดการณ์ไว้
    • กระแสการลงทุน AI: เม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแก่ตลาด

ปัจจัยที่ต้องติดตามจนถึงสิ้นปี

  • การประชุม Fed (กลางเดือนกันยายน): ตลาดจับตาโอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากมีการขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งอาจกระทบการเติบโตในปีหน้า
  • การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (ต้นเดือนพฤศจิกายน): คะแนนนิยมของคุณทรัมป์ที่ลดลงอาจทำให้การผลักดันนโยบายฉับพลันทำได้ยากขึ้น ซึ่งในทางกลับกันอาจช่วยลดความผันผวนและสร้างความเสถียรให้ตลาดหุ้น
  • การสร้างรายได้จาก AI: ติดตามว่าการลงทุนในนวัตกรรม AI ของบริษัทเทคโนโลยีจะแปลงเป็นรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ รวมถึงปัญหาคอขวดด้าน Supply

ผลการดำเนินงานพอร์ตลงทุน Lief Capital

ทุกกลยุทธ์การลงทุนของ Lief Capital สามารถทำผลตอบแทนในเดือนสิงหาคมเป็นบวกได้ทั้งหมด:

  • พอร์ตเพื่อการเกษียณ (Retirement Fund): เดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้น 2% – 2.5% (และ Secular Fund ขึ้น 1.5%) เอาชนะ Benchmark พอร์ต 60/40 ที่ปรับขึ้นไม่ถึง 1% ส่วนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ทำได้เกือบ 17% (ชนะ Benchmark 60/40 ที่ได้ 14%)
  • พอร์ต Lief US Selective: พอร์ตหุ้นสหรัฐฯ 10 ตัวที่คัดเลือกด้วยโมเดล AI ร่วมกับผู้จัดการกองทุน ทำผลตอบแทน YTD สูงถึง 31% ชนะดัชนีหลักอย่าง S&P 500, NASDAQ และ VTI (ที่ขึ้น 19%)
  • พอร์ต Lief Twin Turbo: พอร์ต DR หุ้นต่างประเทศ ฟื้นตัวได้ดีจากการรีบาวด์ของหุ้นเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ หลังงบ Nvidia ยืนยันความต้องการ AI ที่ยังแข็งแกร่ง
  • พอร์ต DCA (เนิ่นๆ): ทั้งเนิ่นๆ กระปุก 3 และเนิ่นๆ ไฟล์ ค่อยๆ ฟื้นตัวตามทิศทางหุ้นโลกได้เป็นอย่างดี

อัปเดตบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่


Lief US Momentum Season 2: หลังประสบความสำเร็จใน Season 1 ที่ทำผลตอบแทนเข้าเป้า 8% สุทธิภายใน 14 วัน ล่าสุด Season 2 ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี โดยมีแนวโน้มยอดเงินลงทุนแตะระดับ 100 ล้านบาท

บทสรุปส่งท้าย

เดือนสิงหาคมสะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ย แต่เศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI

สำหรับ Lief Capital ผลการดำเนินงานของกลยุทธ์หลักยังคงเป็นบวก และหลายพอร์ตสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือ Benchmark ได้ สะท้อนถึงความสำคัญของการ คัดเลือกสินทรัพย์และบริหารพอร์ตอย่างเหมาะสมกับสภาวะตลาด

ในช่วงที่เหลือของปี นักลงทุนยังควรติดตาม ทิศทางดอกเบี้ย Fed การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการเติบโตของกำไรจาก AI อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดและโอกาสการลงทุนในระยะต่อไป

 Monthly Update – September 2026 Read More »

 Monthly Update – August 2026

ในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ภาพรวมการลงทุนในตลาดโลกอาจจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นมากนัก แต่กองทุนและพอร์ตการลงทุนของเรายังคงสามารถปรับตัวเติบโตและทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ  ท่ามกลางมรสุมความผันผวนรอบด้านที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความกังวลระลอกใหม่ในเรื่องนโยบายภาษี

สรุปภาพรวมเดือนกรกฎาคม 2026


 ภาพรวมตลาดและเหตุการณ์สำคัญในเดือนกรกฎาคม

  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อ: ความกังวลเรื่องสงครามที่ยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นแตะเกือบ 100 เหรียญในเดือนกรกฎาคม ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคโดยตรง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยคุณเควิน ยังไม่มีท่าทีหรือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย แต่ยังคงมุ่งเป้าหมายดึงเงินเฟ้อลงสู่ระดับ 2% ทำให้ตลาดเกิดความสับสน
  • ผลประกอบการไตรมาส 2 และกระแส AI: งบการเงินของบริษัทในไตรมาส 2 ประกาศออกมาแล้วกว่า 70% ซึ่งกำไรและรายได้เติบโตในทิศทางที่ดีเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการนำ AI เข้ามาใช้งานและกระแสความต้องการ Computing Power ที่ทำให้บริษัทกลุ่มเทคโนโลยียังเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง
  • ความผันผวนและการกระจายตัวของตลาดหุ้น: หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกิดความผันผวนและมีการปรับฐานในเดือนกรกฎาคมจนทำให้ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง นอกจากนี้ ตลาดเริ่มมีการกระจายตัวของเม็ดเงินลงทุนไปยังเซกเตอร์อื่น ๆ เช่น กลุ่มการเงิน (Financials) อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) และกลุ่มการบริโภค แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีเหมือนในช่วงครึ่งปีแรก
  • นโยบายภาษีของสหรัฐฯ: มีความกังวลเล็กน้อยจากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการเก็บภาษี (Tariff) กับบางประเทศคู่ค้า ส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริง (Effective rate) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งในปัจจุบันถือว่ายังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวลมากนัก

ผลการดำเนินงานของกองทุน (Performance Update)

  • กองทุน Twin Turbo สร้างผลตอบแทนโดดเด่น: สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 7% ในรอบ 1 เดือน โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการลงทุนในหุ้นไทยผสม DR ต่างประเทศ
  • กองทุน US Selective ชนะตลาดสม่ำเสมอ: สามารถทำผลตอบแทนได้ 3% ในเดือนกรกฎาคม และมีผลการดำเนินงานรวม 7 เดือนแบบ Year to Date (YTD) ของปี 2026 ที่ชนะดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ได้อย่างโดดเด่นมากกว่า 10%
  • พอร์ตเกษียณ System ปรับตัวลดลงเล็กน้อย: ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานชั่วคราวของดัชนี Nasdaq และการย่อตัวลงของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำอย่าง ASML และ TSMC หลังจากประกาศงบการเงิน อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของบริษัทเหล่านี้ยังคงแข็งแกร่งและสามารถลงทุนต่อได้ในระยะยาว
  • ผลตอบแทนย้อนหลังระยะยาวที่แข็งแกร่ง: สำหรับพอร์ตเกษียณที่เป็นลักษณะกองทุนผสม (มีทั้งตราสารหนี้และหุ้น) สามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีได้สูงถึง 21% (หลังหักค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว) ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายการเกษียณได้เร็วยิ่งขึ้น

การปรับพอร์ตการลงทุนในเดือนกรกฎาคม (Portfolio Adjustments)

  • การขายทำกำไร (Take Profit) หุ้นสหรัฐฯ: มีการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มบริการทางการเงิน (UVE) ที่ราคาปรับตัวขึ้นมาได้ดี รวมถึงแบ่งขายหุ้นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวอย่าง Expedia ออกครึ่งหนึ่ง เพื่อนำเงินไป rebalance ลงทุนต่อในหุ้นที่ราคาปรับฐานลงมาแต่ยังมีพื้นฐานที่ดี
  • การขายทำกำไรหุ้นไทยเพื่อหาโอกาสใหม่: ได้ทำการขายทำกำไรหุ้นไทยทั้งหมดในพอร์ต (เช่น BDMS, CP) หลังจากดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมาเหนือระดับ 1,600 จุด และทำการเข้าลงทุนในหุ้นที่ราคาปัจจุบันยังคงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Under value) อย่าง SISB
  • การปรับสมดุลเพื่อควบคุมความผันผวน: มีการให้น้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในหุ้นกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลเพื่อช่วยรักษาสมดุลและป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตในช่วงตลาดผันผวน และพร้อมจะสลับกลับเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) หากสถานการณ์สงครามและผลประกอบการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การจับจังหวะซื้อและแผน rebalance กลุ่มซอฟต์แวร์: ได้เข้าซื้อหุ้น Palantir (พาที) ในพอร์ตล่วงหน้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงถึง 30% ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม อีกทั้งยังเตรียมพิจารณาปรับสัดส่วนเพื่อทำกำไรบางส่วนในหุ้นซอฟต์แวร์ที่ฟื้นตัวขึ้นมาได้ดีอย่าง Microsoft


รายละเอียดงานสัมมนาการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ

  • หัวข้อและเป้าหมายของงาน: สัมมนาในหัวข้อ “การลงทุนเกษียณยังไงให้มีความมั่งคั่งได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” เพื่อเผยแพร่แนวทางและผลลัพธ์จากการบริหารพอร์ตเกษียณของ Left Capital ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  • กำหนดการจัดงาน: วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม เวลา 14:00 น. 
  • ช่องทางการเข้าร่วม: สามารถเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสด หรือรับชมคลิปย้อนหลังและรับบทสรุปสัมมนาผ่านทางอีเมลหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้น 
  • ลงทะเบียนสัมมนาได้ที่ตรงนี้เลย https://liefcapital.com/lief-retireme…

 Monthly Update – August 2026 Read More »

 Monthly Update – July 2026

ภาพรวมการลงทุนในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ที่ผ่านมา เผยให้เห็นการฟื้นตัวที่โดดเด่นของตลาดหุ้นจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้ง และแรงส่งอย่างต่อเนื่องของธีมเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยหนุนความน่าสนใจของตลาดทั่วโลก  พร้อมกับการปรับพอร์ตและการออกนโยบายใหม่เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สรุปภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2026

  1. ภาพรวมตลาดและผลงานในไตรมาส 2/2569 (Q2/2026)
  • ไตรมาสที่ดีที่สุดในรอบหลายปี: ไตรมาส 2 ปี 2026 นี้ ถือเป็นช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
  • ดัชนีหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น: ตลาดหุ้น S&P 500 ปรับตัวบวกขึ้นมารวมกันประมาณ 15%ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
  • ปัจจัยสนับสนุนหลัก: ได้รับผลดีจากสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ความชัดเจนในเทคโนโลยี AI และแนวโน้มงบการเงินรวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ช่วยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าสนใจยิ่งขึ้น
  1. ประเด็นสำคัญขับเคลื่อนตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ
  • สุนทรพจน์ครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่: คุณ Kevin Watch แสดงท่าทีเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) โดยชี้ว่าเศรษฐกิจและการจ้างงานยังแข็งแกร่งพอ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย และระบุว่าจะสื่อสารกับตลาดน้อยลงเพื่อให้ตลาดทำงานเอง ส่งผลให้เกิดความกังวลระยะสั้น โดยโอกาสคงหรือปรับดอกเบี้ยในการประชุมสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้อยู่ที่ประมาณ 50-50
  • ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่เบาตัวลง: ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว ช่วยคลี่คลายความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน แม้การเจรจาข้อตกลงสงครามฮอร์มุซจะยังมีต่ออีก 60 วัน แต่ราคาได้สะท้อนไปแล้วว่าสถานการณ์ที่รุนแรงจะไม่เกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้
  • ความทนทานของเศรษฐกิจโลก: แม้ราคาพลังงานที่สูงช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมจะทำให้คาดการณ์ GDP โลกและสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกปรับลดลงเล็กน้อย แต่สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจำกัดเพราะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Exporter) ประกอบกับทั่วโลกหันไปใช้พลังงานทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้าทำให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง
  1. การเติบโตของกลุ่มธุรกิจ AI และเทคโนโลยี
  • งบการเงินกลุ่ม AI ยังแข็งแกร่ง: กลุ่ม Hyper Scaler คาดว่าจะมีกำไร (Earnings) เติบโตในปี 2026 นี้ถึงประมาณ 28%
  • คอขวดสะท้อนโอกาส: คอขวดของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ที่ฝั่ง Semiconductor ต้นน้ำ (Memory Chip และ GPU) ซึ่งทำให้ฝั่งนี้ยังมีโอกาสเติบโตและปรับเป้า Guidance ขึ้นได้ต่อเนื่อง
  • สุขภาพตลาดที่แข็งแรงขึ้น: การเติบโตไม่ได้จำกัดแค่กลุ่ม “7 นางฟ้า” (Magnificent 7) เหมือนเก่า แต่กระจายตัวไปยังธุรกิจอื่น เช่น อวกาศ, Biotech และ Neocloud ส่งผลให้สัดส่วนของกลุ่ม 7 นางฟ้าต่อดัชนีลดลงและทำให้โครงสร้างตลาดดีขึ้น โดยคาดว่ากำไรตลาดโดยรวมปีนี้จะโตราว 24%
  • สถิติเชิงบวกในเดือนเจ็ด: ตามสถิติในอดีต หุ้นในเดือนกรกฎาคมมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยปี 2025 เป็นปีที่ 11 ติดต่อกันที่เป็นบวกด้วยอิทธิพลจาก Summer Effect และคาดการณ์งบประมาณปี 2027 ของผู้บริหาร
  1. ผลการดำเนินงานของกองทุน Lief Capital
  • กลุ่มกองทุนผสม (ความเสี่ยงปานกลาง): กองทุนพอร์ตผสมอย่าง Secular Fund ปรับตัวเป็นบวกได้ แต่พอร์ต Core-Satellite แพ้ดัชนีอ้างอิงมาตรฐาน 60-40 เล็กน้อยจากการลงทุนในหุ้นที่ Underperform เช่น กลุ่ม China Tech อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังทำผลงานได้สูงกว่าหรือพอๆ กับดัชนีมาตรฐาน
  • กลุ่มกองทุนหุ้นล้วน (ความเสี่ยงสูง):
    • US Selective: ทำผลงานได้โดดเด่นและชนะตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นโลกอย่างชัดเจนทั้งในรอบ 1 เดือนและตั้งแต่ต้นปี (YTD)
    • Twin Turbo: ผลตอบแทนปรับลดลงรุนแรงเนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์สูง ซึ่งซอฟต์แวร์มีการปรับฐานรุนแรงช่วงปลายเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นในการเลือกหุ้นและคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะกลางถึงยาว
  1. นโยบายการลงทุนใหม่: Lief US Momentum
  • แนวคิดและจุดเด่น: เป็นโมเดลที่ต่อยอดมาจาก US Selective โดยใช้ระบบ AI ร่วมกับมุมมองผู้จัดการกองทุนในการเลือกหุ้นคุณภาพสูง และเพิ่มมิติการคัดเลือกด้วย Price Momentum
  • เงื่อนไขและเป้าหมาย: เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น 6 เดือน เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 300,000 บาท โดยคาดหวังผลตอบแทนสุทธิที่ 8% ในช่วงเวลา 6 เดือน
  • ความน่าเชื่อถือ: จากผลการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) พบว่ามีโอกาสจบการลงทุนด้วยผลกำไรสูงถึง 9 ใน 10 ครั้ง
  • กำหนดการ: เสนอขายและจัดโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2569 และลงทุนได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

บทสรุป

ในภาพรวมของครึ่งปีหลังนี้ ตลาดมีแนวโน้มฟื้นตัวจากความกังวลเดิมด้วยแรงหนุนจากการคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม อัตราเงินเฟ้อพลังงานที่ชะลอตัวลง ตลอดจนงบลงทุน R&D และความต้องการในเทคโนโลยี AI ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดอาจมีความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของเฟดและส่งผลให้เกิดการพักฐานสลับเป็นระยะ แต่ทางผู้จัดการกองทุนยังคงเชื่อมั่นว่า การคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและกลุ่มที่มีแรงส่งทางการตลาดที่ดี จะช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสฟื้นตัวที่ยั่งยืนในระยะกลางถึงยาวได้ครับ

 Monthly Update – July 2026 Read More »

 Monthly Podcast – Jun 2026

เดือนพฤษภาคม 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งเดือนที่ภาพรวมการลงทุนยังอยู่ในทิศทางที่ดี สินทรัพย์เสี่ยงหลายกลุ่มยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในช่วงที่ผ่านมา 
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพตลาดโดยรวมจะยัง “เขียวสดใส” แต่หากมองไปข้างหน้า ความเสี่ยงหลายด้านเริ่มกลับมามีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และคำถามสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะสามารถสร้างรายได้กลับมาได้ตามที่ตลาดคาดหวังหรือไม่ 

สรุปภาพรวมเดือนพฤษภาคม 2026

กำไรบริษัทสหรัฐฯ ยังแข็งแรงกว่าคาด

ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 ของบริษัทใน S&P 500 ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยกำไรเติบโตจริงราว 29% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ประมาณ 16% สะท้อนว่าพื้นฐานบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ยังแข็งแรง

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด

เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย AI CAPEX ถูกปรับคาดการณ์จากราว 650,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นมาใกล้ 800,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นว่า AI จะเป็นธีมระยะยาวที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและหนุนเศรษฐกิจ

การเติบโตเริ่มกระจายออกจากหุ้นเทคใหญ่

แรงหนุนจาก AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่เริ่มส่งต่อไปยังกลุ่ม Utilities, Industrials, Materials และ Energy ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Data Center, พลังงาน และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเดินหน้า แต่เริ่มมีสัญญาณเปราะบาง

แม้ผู้บริโภคเริ่มเผชิญแรงกดดันจากเงินออมที่ลดลงและความเชื่อมั่นที่อ่อนตัว แต่การใช้จ่ายภาคเศรษฐกิจจริงยังไม่ชะลอแรง ขณะที่การลงทุนด้าน AI ยังช่วยพยุงการเติบโตของ GDP

ความเสี่ยงเริ่มกลับมาเด่นขึ้น

ตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย ราคาพลังงาน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ หากราคาพลังงานปรับขึ้นแรง อาจกดดันเงินเฟ้อและทำให้ Fed ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น

ผลตอบแทนกองทุนส่วนใหญ่ยังทำได้ดี

กองทุนและนโยบายการลงทุนของ Lief Capital ส่วนใหญ่ยังสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะพอร์ตผสมและพอร์ตความเสี่ยงระดับกลาง หลายพอร์ตยังทำได้ดีกว่า Benchmark

US Selective ยังแข็งแรงเมื่อมองตั้งแต่ต้นปี

แม้บางช่วงผลตอบแทนอาจไม่โดดเด่นเท่าช่วงก่อนหน้า เพราะตลาดมีการหมุนกลุ่มลงทุน แต่ตั้งแต่ต้นปี US Selective ยังให้ผลตอบแทนแข็งแรง โดยปรับขึ้นประมาณ 25%

Leaf Dynamic Alpha Gold ฟื้นตัวกลับมาได้ดี

กองทุน Leaf Dynamic Alpha Gold ที่เคยปรับตัวลงแรงช่วงต้นปี เริ่มฟื้นตัวในช่วง 1–3 เดือนล่าสุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ ทำให้ผลการดำเนินงานกลับมาใกล้เคียงและชนะ Benchmark

กลยุทธ์หลักคือ “ลดความร้อนแรง” ของพอร์ต

ทีมจัดการกองทุนปรับลดสัดส่วน Nasdaq หลังตลาดเทคโนโลยีปรับขึ้นแรง เพื่อทำกำไรบางส่วนและลดความผันผวน แต่ยังคงน้ำหนักหุ้นโดยรวมในระดับ Overweight เล็กน้อย

ปรับจากหุ้นร้อนแรงสู่หุ้นคุณภาพมากขึ้น

พอร์ตถูกโยกจากหุ้นเสี่ยงสูงบางส่วน ไปสู่หุ้นเติบโตที่กระจายตัวดีขึ้น หุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแรง และหุ้นปันผล เพื่อรับมือกับตลาดที่เริ่มผันผวนมากขึ้น

มุมมองข้างหน้า: ยังลงทุนต่อได้ แต่ต้องเลือกมากขึ้น

ภาพรวมตลาดยังไม่ได้เป็นลบ เพราะกำไรบริษัทและธีม AI ยังแข็งแรง แต่ตลาดอาจไม่ใช่ช่วงที่ลงทุนแบบเหมารวมได้เหมือนเดิม ต้องเลือกหุ้น เลือกธีม และบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

บทสรุป

เดือนพฤษภาคม 2026 ยังเป็นเดือนที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีจากกำไรบริษัทที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่ยังเดินหน้า และ AI ที่ยังเป็นแรงส่งหลัก แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือยังเปิดรับโอกาสจากหุ้น แต่ต้องลงทุนแบบคัดเลือก ระมัดระวัง และไม่ไล่ตามความร้อนแรงของตลาดมากเกินไป

 Monthly Podcast – Jun 2026 Read More »

Monthly Podcast – May 2026

แม้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาโลกจะกังวลเรื่องสงครามช่องแคบฮอร์มุสและเงินเฟ้อ แต่รู้หรือไม่ว่า กำไรของ S&P 500 เติบโตสูงถึง 27.8% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ถึง 2 เท่า! นี่คือ “เกราะป้องกัน” ชั้นดีที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังน่าสนใจ แม้ในยามที่มีปัจจัยลบกระแทกตลาด

พบกับบทวิเคราะห์เจาะลึกจาก Lief Capital ว่าทำไมการลงทุนใน AI รอบนี้ถึงไม่ใช่แค่เรื่องของหุ้นเทคโนโลยี 7 นางฟ้าอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปสู่กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมอัปเดตเป้าหมาย S&P 500 ที่อาจพุ่งไปถึง 7,700 จุด กลยุทธ์ปรับพอร์ตแบบ Active Management ของเราทำผลงานโดดเด่นชนะตลาดได้อย่างไร? หาคำตอบได้ในสรุปนี้ครับ!

สรุปเนื้อหา: กำไรหุ้นสหรัฐฯ โตแรงเกินคาด และทิศทางตลาดพฤษภาคม 2026

คุณพงธร ถาวรธนากุล CEO และ Founder ของ บลจ. Lief Capital ได้สรุปภาพรวมการลงทุนประจำเดือนที่ผ่านมา พร้อมปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา ดังนี้ครับ:

  1. ผลตอบแทนกองทุนทำได้โดดเด่นและเข้าเป้าเร็วเกินคาด ในเดือนเมษายน นโยบายการลงทุนของ Lief Capital เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Lief Dynamic Alpha (LDAG) ที่ฟื้นตัวขึ้นเกือบ 18% หลังตลาดคลายกังวลเรื่องสงคราม ส่งผลให้นโยบายเพื่อการเกษียณที่คาดหวังผลตอบแทน 7-10% ต่อปี สามารถทำผลงานทะลุเป้าหมายได้ตั้งแต่ผ่านไปเพียง 4 เดือนแรกของปี
  2. กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings) คือปัจจัยหลักที่หนุนตลาด กำไรของหุ้นกลุ่ม S&P 500 ประกาศออกมาสูงถึง 27.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI และนวัตกรรม สิ่งนี้ช่วยยืนยันว่าหุ้นที่เคยถูกมองว่าแพง มีพื้นฐานการเติบโตของกำไรมารองรับ ทำให้ระดับราคา (PE Ratio) ปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่นักลงทุนเข้าซื้อได้อย่างสบายใจมากขึ้น
  3. การกระจายตัวของเงินลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนรอบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าเท่านั้น แต่เริ่มกระจายตัวไปสู่กลุ่ม AI Infra Ecosystem เช่น Semiconductor, โครงสร้างพื้นฐาน IT, อุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มพลังงาน เนื่องจาก Data Center ต้องการพลังงานและการระบายความร้อนจำนวนมาก ทำให้กลุ่ม Value และ Defensive อย่าง Utility และ Material ได้ประโยชน์ไปด้วย
  4. มุมมองต่อสงครามและเงินเฟ้อ ทาง บรจ. ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุสน่าจะยุติได้ภายในไม่เกิน 6 เดือน และมองว่าเงินเฟ้อจะไม่กลับมาร้อนแรงจนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หาก Productivity จาก AI ช่วยคุมเงินเฟ้อได้ และเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย มีโอกาสที่ S&P 500 จะปรับตัวขึ้นไปถึง 7,700 จุด หรือคิดเป็นอัพไซด์อีกประมาณ 8% จากปัจจุบัน
  5. กลยุทธ์การปรับพอร์ตเชิงรุก (Active Management) ในช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ทีมผู้จัดการกองทุนได้มีการ Take Profit (ขายทำกำไร) ในหุ้นบางตัวที่ราคาขึ้นมาแรง เช่น หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ รวมถึงหุ้นไทยอย่าง Delta และ KCE เพื่อโยกเงินกลับเข้าลงทุนในกลุ่มที่มีอัพไซด์สูงและมีความสบายใจในการถือครองมากกว่า อย่างกลุ่ม Mega Cap Hyper Scaler เพื่อให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับตลาดหรือดีกว่าตลาด

สนใจเริ่มต้นลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว: นักลงทุนสามารถตรวจสอบนโยบายการลงทุนที่อัปเดตใหม่ ทั้งเพื่อการเกษียณ หรือการลงทุนแบบ DCA ได้ที่ Line Official ของ Lief Capital หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเริ่มบริหารพอร์ตส่วนบุคคลได้ทันทีครับ

Monthly Podcast – May 2026 Read More »

Monthly Podcast April 2026

วิเคราะห์ชัดทุกประเด็นจากมรสุมสงครามสู่รอบการฟื้นตัวใหม่ ทำไมเงินลงทุนใน AI Data Center ถึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันพอร์ตของคุณให้โตต่อ? พร้อมอัปเดตผลตอบแทนกองทุนจาก Lief Capital ที่ยังคงรักษาฟอร์มได้โดดเด่นแม้ในภาวะตลาดผันผวน ถึงเวลาสำรวจพอร์ตของคุณแล้วหรือยัง?

นี่คือสรุปเนื้อหาจากคลิป “5 เหตุผล หุ้นไปต่อหลังสงคราม” เพื่อนำไปใช้เป็นเนื้อหาสำหรับโพสต์บนเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดียครับ

เจาะลึกทิศทางตลาดหุ้นหลังสงครามคลี่คลาย: 5 เหตุผลที่ตลาดมีโอกาสไปต่อในปี 2026

หลังจากที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและดัชนีหุ้นทั่วโลก ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณการเจรจาและการหยุดยิงที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ภาพรวมการลงทุนเริ่มกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

และนี่คือ 5 เหตุผลสำคัญ ที่บ่งชี้ว่าทำไมตลาดหุ้นยังมีโอกาสฟื้นตัวและเติบโตได้ต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี:

  1. เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ ยังอยู่ในโหมดขยายตัว แม้จะมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังคาดการณ์การเติบโตที่ 3.3% ขณะที่ GDP ของสหรัฐฯ (Real-time) ยังขยายตัวได้ที่ประมาณ 1.6% สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งพอที่จะรองรับความผันผวนได้
  2. แรงส่งจากการลงทุนใน AI (Hyper Scaler CapEx) เม็ดเงินลงทุนในกลุ่ม AI และ Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ยังคงไหลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเติบโตไปจนถึงปี 2028 สิ่งนี้จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐฯ และประเทศในกลุ่ม AI Supply Chain
  3. แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตแข็งแกร่ง พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ กำไร (Earnings) ซึ่งในไตรมาสนี้ถือเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทใน S&P 500 มีกำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7 (7 นางฟ้า) ที่กำไรโตสูงถึง 26% และกลุ่มที่เหลือ (S&P 493) ก็ยังโตได้ถึง 14% ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา
  4. ระดับราคาหุ้น (Valuation) อยู่ในจุดที่น่าสนใจ หลังจากที่ตลาดมีการปรับตัวลง (Sideway Down) ในช่วงต้นปี ทำให้ปัจจุบัน Valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีแล้ว ท่ามกลางแนวโน้มดอกเบี้ยที่กำลังจะลดลงและเงินเฟ้อที่ชะลอตัว นี่จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
  5. สถิติชี้สงครามมักจบเร็วและหุ้นจะฟื้นตัวก่อน จากข้อมูลย้อนหลัง พบว่าหากสงครามไม่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) มักจะคลี่คลายได้ภายในเวลาเฉลี่ยประมาณ 2 เดือน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ผ่านพ้นมาเกินครึ่งทางแล้ว โดยปกติแล้วตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้น “ก่อน” ที่ความเสี่ยงทั้งหมดจะคลี่คลายลงอย่างสิ้นเชิง

สรุปกลยุทธ์การลงทุน: ในช่วงที่ตลาดผันผวน การเลือกหุ้นรายตัว (Selective) และการบริหารพอร์ตแบบเชิงรุก (Active Management) เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตระยะยาว ช่วงเวลานี้คือจังหวะที่ควรพิจารณาปรับพอร์ตเพื่อรับรอบการฟื้นตัวของตลาด

สนใจปรึกษาแผนการลงทุนหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม: สามารถติดต่อทีมงาน Lief Capital ผ่านทาง Line Official หรือคอมเมนต์ใต้โพสต์นี้เพื่อรับข้อมูลอัปเดตสถานะพอร์ตการลงทุนของคุณได้ทันทีครับ

Monthly Podcast April 2026 Read More »

Monthly Podcast – Mar 2026

ทำไมในช่วงที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 3-4% แต่กลยุทธ์การลงทุนของ Lief Capital กลับยังผงาดเป็นสีเขียวสวนกระแสได้? ท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI จะเข้ามา Disrupt งานมนุษย์จนหุ้นซอฟต์แวร์ดิ่งเหวเกือบ 30% และความไม่แน่นอนจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์

พบกับคำตอบที่ทำให้นักลงทุนต้องทบทวนพอร์ตใหม่! ตั้งแต่เบื้องหลัง โมเดล “Arrest” (ARS) ที่ทำกำไรชนะ Benchmark ถึง 16% ไปจนถึงการจับจังหวะ “ขายทำกำไร” หุ้นไทยที่จุดสูงสุด 1,530 จุด อะไรคือสัญญาณที่บอกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังจะกลับมา (Mega Cap Back)? ร่วมถอดรหัสกลยุทธ์ที่แม่นยำและล้ำหน้ากว่าใครในสรุปคลิปนี้ครับ!

สรุปเนื้อหา: กลยุทธ์การลงทุนสวนกระแสตลาด (กุมภาพันธ์ 2026)

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Nasdaq จะปรับตัวลงประมาณ 3-4% แต่กลยุทธ์ของ Lief Capital ส่วนใหญ่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

  1. เศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ดี ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2026 ยังอยู่ในโหมดเติบโต โดยคาดการณ์ GDP โลกที่ 3.3% และสหรัฐฯ ที่ 2.4%. ในขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) นำโดยจีนและอินเดีย ขยายตัวเด่นถึง 4.2% ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว.
  2. กำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings) แข็งแกร่งเกินคาด หุ้นใน S&P 500 สามารถทำกำไรเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยโตถึง 14.3%. เมื่อประกอบกับการที่ราคาหุ้นมีการพักฐาน (Sideway) แต่กำไรยังโต ทำให้ค่า PE Ratio ลดลง ส่งผลให้ระดับราคาหุ้นน่าสนใจและ “ถูกลง” กว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา,.
  3. วิกฤตหุ้นซอฟต์แวร์คือ “โอกาส” ไม่ใช่ “จุดจบ” หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ดิ่งลงเกือบ 30% จากความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือน (White Collar). แต่จากการวิเคราะห์ของ Lief พบว่าการแทนที่ไม่ได้เกิดขึ้นเร็วขนาดนั้นและบริษัทต่างๆ กำลังปรับตัวนำ AI มาเป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ ทำให้หลังจากการวิเคราะห์ ราคาหุ้นกลุ่มนี้ก็เริ่มดีดกลับขึ้นมาทันที,.
  4. กลยุทธ์หุ้นไทย: ขายทำกำไรที่จุดสูงสุด ในช่วงที่หุ้นไทยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,530 จุด (+22% YTD) ทีมงานได้ตัดสินใจ ขายทำกำไรออก 50% ในหุ้น 7-8 หลักทรัพย์ เช่น KTB, BBL, ICHI และ BDMS เนื่องจากราคาถึงเป้าหมายและ PE ขึ้นไปสูงถึง 19 เท่า เพื่อรอจังหวะซื้อกลับเมื่อตลาดนิ่ง,.
  5. ความสำเร็จของโมเดล “Arrest” (AI + Human) โมเดล ARS ที่ใช้ AI คัดเลือกหุ้นร่วมกับผู้จัดการกองทุน สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิได้สูงถึง 14% ในไตรมาสที่ผ่านมา ชนะดัชนี Nasdaq ที่ติดลบไป 2.6% (Outperform ถึง 16.62%). โดยปัจจุบันโมเดลเริ่มส่งสัญญาณ Rotate Back กลับเข้าหาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega Cap) อีกครั้ง.

กลยุทธ์และคำแนะนำจาก Lief Capital:

  • มองข้ามสงคราม: สถิติชี้ว่าหากถือลงทุนเกิน 1 ปี ปัจจัยเรื่องสงครามจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเสมอ.
  • เน้นหุ้นคุณภาพ: เลือกหุ้นที่มี ROE, ROA และ Net Profit Margin สูง เพื่อความสบายใจในการถือครอง.
  • Active Management: การมีผู้เชี่ยวชาญช่วยตัดสินใจสับเปลี่ยนกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงเป้าหมายการลงทุน.

ติดตามมุมมองการลงทุนแบบเจาะลึก: สอบถามรายละเอียดกลยุทธ์ Model ARS หรือปรึกษาพอร์ตการลงทุนส่วนบุคคลได้ที่ Line Official ของ Lief Capital หรือรับฟังรายการ “The Shortlist” ได้ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ครับ

Monthly Podcast – Mar 2026 Read More »

Scroll to Top