Lief App Download

ชอบซื้อ ชอบถือหุ้น นั้นโอเคแต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่มด้วย


ชอบซื้อ ชอบถือหุ้น นั้นโอเคแต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่มด้วย

สรุป Pimco Secular Outlook “ยังชอบหุ้น แต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่มด้วย” Age of Transformation 28 Oct 21

1. ในช่วง 5 ปี

ข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่การลงทุนจะผันผวนมากขึ้น นักลงทุนจะคาดหวังผลตอบแทนจากตลาดได้น้อยลง กว่าช่วงก่อน COVID-19 เพราะปัจจุบันฐานค่อนข้างสูง ยังชอบหุ้นอยู่

2.เทรนด์ลงทุน

สำคัญ คือ Green Energy, Faster Tech Adoption และ Sharing Growth (รวยกระจาย ไม่กระจุก)

3. ผลตอบแทน

กลุ่มตราสารหนี้ จะยังคงต่ำ แต่น่าจะเป็นบวก และทำหน้าที่เป็นส่วนหลักไว้ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้ แต่อาจมีผลกระทบเล็กน้อยช่วงสั้น ในยามที่เศรษฐกิจกำลังฟื้น (เงินเฟ้อขึ้น ดอกเบี้ยขึ้น ราคาตลาดลดลง) มองว่าถ้าวัดกันที่ความเสี่ยงเดียวกัน ตราสารหนี้อาจให้ผลตอบแทน “คุ้มกว่า” หุ้น

4. เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง

4 เรื่อง ได้แก่ ความตรึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐ, สังคมแบ่งขั้ว เหลื่อมล้ำ, ผลกระทบของนวัตกรรมต่อพฤติกรรมมนุษย์ และวิกฤตสภาวะสิ่งแวะดล้อม

แถมอีกเรื่องคือ ระดับหนี้สินทั้งในภาครัฐและเอกชนยังสูง สภาพคล่องยังล้นเกิน อาจสร้างความเปราะบางในการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละส่วนของโลกได้

5. การเดินหน้า

อนุรักษ์โลก คงไม่ง่ายนัก “รู้ว่าอยาก แต่ทำไม่ได้” มีคนเสียประโยชน์

6. ความพยายาม

ลดความเหลื่อมล้ำ เห็นได้ในหลายแห่ง เช่น Common Prosperity ของจีน หรือเม็ดเงินโครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ การศึกษาของสหรัฐ

7. จีนจะโต

ไม่ร้อนแรงเท่าเมื่อก่อน แต่เน้นพึ่งพาตัวเอง จบในประเทศได้เป็นหลัก

8. หุ้นแพง + ดอกต่ำ + สถานการณ์ผันผวน

 = เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ สำหรับ 5 ปี ข้างหน้า ทำให้ ผลตอบแทนโดยรวมต่ำลง มีหลุมระหว่างทาง โอกาสยังคงมี แต่หายากขึ้น เพราะความไม่ชัดเจน

9. เอเชีย

น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี ในกลุ่ม Emerging Market

10. ยูโรโซน

อาจจะยังไม่นิ่ง เนื่องจากรวมหลายประเทศ หลายนโยบาย ภายใต้สกุลเดียว แต่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการตั้ง EU Fund การเมืองในกลุ่ม โดยเฉพาะ อิตาลี ยังคงเป็นเรื่องที่คอยสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนได้อยู่เรื่อย ๆ

11. ถ้ามองเป็น Sector

กลุ่ม Semiconductor, factory automation, green energy และ mobility suppliers น่าจะได้ประโยชน์จาก Secular trend นี้

12. COVID-19

ทำให้เกิดการกระจายตัวของ Demand ในเรื่องที่อยู่อาศัยแบบใหม่ ๆมากขึ้น เริ่มเห็นโอกาสจากเทรนด์ WFH ในอสังหากลุ่ม Commercial จากกลุ่มชนชั้นกลางในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีอัตราการขยายสู่ชานเมืองมากขึ้น รวมถึงกลุ่ม Data Center ที่มารองรับ ด้วยเช่นกัน

Share On :

ชอบซื้อ ชอบถือหุ้น นั้นโอเคแต่ต้องเลือกให้ถูกกลุ่มด้วย Read More »

ROBECO บอกใบ้ผลตอบแทนล่วงหน้า ถึง 5 ปี


ROBECO บอกใบ้ผลตอบแทนล่วงหน้า ถึง 5 ปี

อยากรู้อนาคตไหม

ROBECO บอกใบ้ผลตอบแทนล่วงหน้า ถึง 5 ปี
จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของค่าย ROBECO SAM เจ้าของกองทุน master fund ในสายพลังงงานสะอาด คาดการณ์ผลตอบแทนในแต่ละกลุ่มสินทรัพย์ไว้ค่อนข้างชัดเจน (สามารถนำไปประกอบเป็นข้อมูลในการจัดพอร์ตได้ แบบฟังหูไว้หู)

ผลตอบแทนเฉลี่ย

 ของหุ้นอยู่ประมาณปีละ 5.2 – 5.7% ต่อปี โดยกลุ่ม Emerging Market ยังรักษาความผันผวนมากกว่ากลุ่ม Developed ส่งผลให้ในกรณีที่เศรษฐกิจเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรผิดแผน อาจให้ผลอตอบแทนได้ถึง 15% ต่อปีเลยทีเดียว (Best Case)

กลุ่มอสังหา

น่าจะดีเช่นเดียวกัน โดย ผลตอบแทนอยู่ 4.8% ต่อปี ใกล้เคียงกับ DM อาจจะเพราะว่าหลัง COVID อสังหาทั่วโลกก็ฟื้นมาอยู่ในระดับสูงกว่าวิกฤตแล้วเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นพี่ไทย) แต่ความดีงามคือ ผันผวนน้อยกว่าหุ้น และอาจจะล้อไปกับเงินเฟ้อขาขึ้นได้ดี

Commo มาแรง

พอสมควร เฉลี่ยสูงถึง 7% ต่อปี ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่ดูจะมีความต้องการ วัตถุดิบกันแน่ ๆ ไม่กลุ่มเดิม (น้ำมัน) ก็กลุ่มใหม่ (ชิพ, นวัตกรรม)

ตราสารหนี้

ไม่ได้โดนเด่นมากนัก แต่คงไม่แย่เหมือนตอนเงินล้นโลก ชั้นดี 1-1.50% เสี่ยงหน่อยก็ 2.8-4.0% แต่ภาพรวมเศรษฐกิจทยอยฟื้น คาดว่าอัตราการผิดนัดจะค่อยๆ คลายความกังวลลง ส่วนนักลงทุนท่านไหน ขาซิ่งจะลอง Emerging เช่น จีน ก็น่าสนใจไม่น้อย

เงินเฟ้อทรง ๆ

ไม่เห็นภาวะ Hyper อะไรมากมายอย่างที่กลัวกัน

บทสรุป

ในมุมของ Robeco แม้ผลตอบแทนอาจไม่ได้สูงมากนัก คือปรับระดับลงจากปีแห่งการฟื้นตัว นักลงทุนน่าจะกลับมาสบายใจกับการลงทุนได้ระดับหนึ่ง หากเศรษฐกิจโดยรวมสามารถเดินหน้าได้ตาม Cycle ความผันผวนจะเห็นได้ ในบางตลาด หุ้นก็ดี หนี้ก็พอได้

Share On :

ROBECO บอกใบ้ผลตอบแทนล่วงหน้า ถึง 5 ปี Read More »

ทีม Baillie Gifford แจกหุ้น 6 ตัว หวัง 250% ใน 5 ปี


ทีม Baillie Gifford แจกหุ้น 6 ตัว หวัง 250% ใน 5 ปี

หลังจากความผันผวนกระทบต่อกองทุน

ยอดนิยมอย่าง K-change หรือ UGG พอสมควร

ในบทความล่าสุด

ฝ่ายลงทุนพูดถึง แนวทางการคัดเลือก และถือหุ้นในยามตลาดผันผวนอย่างปัจจุบัน โดยสรุปใจความได้ว่า การเลือกหุ้นของทีมจะเน้นบริษัทที่เป็น Culture Outlier คือมีศักยภาพในการเอาชนะคู่แข่ง ด้วยกลยุทธ์การทำธุรกิจที่ไม่จำกัดขอบเขตการทำธุรกิจแค่เฉพาะในโอกาสที่มองเห็นได้ ณ ตอนนั้น แต่ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่ฝันไปให้ไกลสุด ๆ เหมือนตอนที่ นักวิเคราะห์ยังมองไม่ออก สมัย Amazon เริ่มทำธุรกิจ Cloud หรือ ตอนที่ Google ตัดสินใจซื้อ YouTube แบบแพงมาก ๆ ซึ่งสุดท้ายออกมาสร้างการเติบโตอย่างมหาศาล
ซึ่งเป็นปกติที่หุ้นเหล่านี้จะมีทั้งความ Surprise ในด้านดี และ Shock แบบร้าย ๆ ได้ระหว่างทาง การถือหุ้นเหล่านี้ จึงเป็นความท้าทายนักลงทุนมาก ต้องใช้ความอดทนมากกว่าหุ้นทั่วไป ต้องปรับวิธีคิดเป็น “จะถือยังไงให้ได้นาน” ไม่ใช่ “จะรอขายที่ราคาไหนดี”
ซึ่งผลตอบแทนคาดหวังของหุ้นกลุ่มนี้ BG จะซื้อต่อเมื่อคาดว่าจะให้ผลตอบแทนได้ 250% ใน 5 ปี
ถามว่ากลุ่มไหนบ้าง ?

ก็บอกมาเสร็จสรรพ 6 กลุ่ม ดังนี้

– the internet
– the rise of software
– the explosion of data
– the decreasing cost of computing power
– the rise of machine learning and AI
– unlocking the power of the genome

ตัวไหนบ้าง ? บอกมาเลยดีกว่า ก็ใจดีบอกให้ ดังนี้

1. the consumer loan provider Affirm
2. the real estate analytics specialist CoStar
3. the digital insurer Lemonade
4. the online shopping platform Shopify
5. the electric car maker Tesla
6. the cloud-based customer communications software developer Twilio

บทสรุป

คงไม่มีชัดเจนไปกว่านี้แล้ว สำหรับค่ายนี้ อย่างไรก็ดี เราในฐานะนักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงที่รับได้ให้ดี ใครลงกองทุนรวมดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกระโจนไปเข้าหุ้นรายตัว (เพราะจะผันผวนอย่างที่บอก) หรือใครจะลงทุนตามก็ต้อง จำกัดสัดส่วนให้สอดคล้องกับความเชื่อในเทรนด์นั้น ๆ โดยที่การลงทุนต้องไม่ทำให้เรานอนไม่หลับ หรือพะว้า พะวงจนคุณภาพชีวิตลดลง นะครับ

Share On :

ทีม Baillie Gifford แจกหุ้น 6 ตัว หวัง 250% ใน 5 ปี Read More »

ลงทุนระยะยาว ห้ามมองข้ามกลุ่ม Infrastructure


ลงทุนระยะยาว ห้ามมองข้ามกลุ่ม Infrastructure

สรุปจาก Paper ค่าย Baillie Gifford เกี่ยวกับผลตอบแทนคาดการณ์ในระยะยาว

โดยทางทีมมองว่าการลงทุนจากนี้ นักลงทุนต้องคำนึงถึงปัจจัยภาวะโลกร้อน ที่จะเข้ามากระทบผลตอบแทนอย่างแน่นอน เช่น ถ้ามวลมหาประชาชน ชาวโลกไม่สามารถ บรรลุความร่วมมือ Paris Agreement ได้ แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะต้องถูกบั่นทอนด้วย ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่จะดุเดือด รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดในหลายสิบปีข้างหน้าเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิด การกลับมาตระหนักถึง ภาวะโลกร้อน นำไปสู่การลงมือทำ และเม็ดเงินลงทุน โครงการต่างๆ ที่จะไหลเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มที่อำนวยให้เกิด ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
 

บทสรุป

นั่นคือ กลุ่ม Modern Infrastructure และ Clean Energy Playerโดยเฉพาะในช่วงอีก 8 ปี จากนี้ ที่ผลตอบแทนจากกลุ่ม Infra จะสูงกว่าหุ้นเสียด้วยซ้ำ
และไม่ต้องห่วง เพราะ สมมติว่า เราปรับตัวกันได้ดีจริง ๆ ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มจะไม่วิกฤตมาก หลังจากผ่านปี 2030 ไป หุ้นและตราสารหนี้ จะกลับมาสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้เหมือนเดิม (โลกไม่ร้อน > บริษัทกำไรดี > ศก. ดี > เงินเฟ้อมา > ดอกเบี้ยขึ้นได้ เย้….!)

ผลตอบแทนที่แสดงเป็นเฉลี่ยสุทธิต่อปี ในรูปแบบ Passive โดยทาง BG ให้มองว่าเป็น ผลตอบแทน “ขั้นต่ำ”ที่คาดว่านักลงทุน ควรจะได้ในแต่ละกลุ่มสินทรัพย์ ถ้าถือลงทุนระยะยาว

Share On :

ลงทุนระยะยาว ห้ามมองข้ามกลุ่ม Infrastructure Read More »

ทำไมเราถึงทนถือขาดทุนได้นาน ? แถมยังถัวให้ช้ำไปอีก ?


ทำไมเราถึงทนถือขาดทุนได้นาน ? แถมยังถัวให้ช้ำไปอีก ?

ว่ากันด้วยเรื่อง Loss Aversion และทางแก้ไข

Loss Aversion คือพฤติกรรมของนักลงทุนแบบหนึ่ง ที่มักจะรู้สึกเจ็บจากการสูญเสีย (ขาดทุน) มากกว่า > การจะมีความสุขจากการได้รับ (กำไร) แม้ว่ามันจะมีมูลค่าตัวเงินเท่ากัน ก็ตามกำไรกองทุน 2,000 มันเฉยๆ เทียบไม่ได้เลยกับขาดทุน 2,000 โคตรกลุ้มจริงๆแล้วมาจาก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่แผงใน DNA มาตั้งแต่อดีตกาล (อ่า…โล่งอก รอดตัวไป) และมันก็ทำให้เผ่าพันธุ์เรายังรอดมาได้จนทุกวันนี้ รอดในการดำรงชีวิตอ่ะใช่ แต่อาจไม่เหมาะกับตลาดทุนเพราะยิ่งนักลงทุนที่เห็นการขาดทุนเป็นเรื่องน่าเจ็บใจมากเท่าไหร่ ก็จะทำทุกทางเพื่อปฏิเสธความรู้สึกนั้น คือไม่อยากยอมรับความจริง และมักจะนำไปสู่การตัดสินใจครั้งต่อไปที่ผิดพลาดมากขึ้น เช่น

– ถัวเพิ่มมันเลย เพราะอยากให้มันกลับไปเท่าทุนเร็ว ๆ ยิ่งลง ยิ่งซื้อ- ถัวแล้วลงต่อ เงินสดไม่มีละ ไปขายกองดีๆ ที่กำไรมาอีก (เพราะไม่อยากให้กองกำไร กลับมาเป็นขาดทุน จะเจ็บซ้ำสอง รีบขายดีกว่า)- ถัวจนหมด ก็จะแกล้งทำเป็นลืม ๆ ไป หวังว่าเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง กลายเป็น VI เฉย

– แม้จะบอกว่าไม่สนใจ แต่หูจะฟังได้ยินแต่ข่าวร้าย กลุ้มหนักกว่าเดิม

ผลที่เกิดขึ้นคือ นักลงทุนก็จะได้พอร์ตการลงทุนที่กระจุกที่ตัวแดง และไม่เหลือกองดี ๆ ที่เคยเลือกไว้เลย เหลือเพียงความหวังเท่านั้น > พอร์ตพัง

แนวทางแก้ไข

1. ลดความกลุ้มใจ ใช้การจัดพอร์ตเข้าช่วย กระจายความเสี่ยง กระจายโอกาสการลงทุนไว้สัก 3 – 4 แนว กำหนดสัดส่วนเพื่อจำกัดความเสี่ยงเอาไว้ อันไหนเสี่ยงมากผันผวนมาก ก็สัดส่วนน้อยหน่อย อันไหน ขึ้นได้ เรื่อย ๆ ชิว ๆ ช้า ๆ ก็น้ำหนักมากหน่อย วันไหนไอ่ตัวจิ๊ดมันเทลงมาหนัก ๆ อย่างน้อยเราจะไม่กลุ้มมาก และมีเวลาคิด ตัดสินใจได้ดีขึ้นกว่าเดิม มีส่วนอื่นถ่วง ๆ อยู่
 
2. พอมีเวลาคิดมากขึ้น ก็ย้อนไปดูพื้นฐานมันว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เราคิดไว้ไหม ตรงนี้ก็ขอให้ยึดตาม Timeframe เดิมของเรานะ ไม่ใช่ ลงทุน 10 ปี แต่ไปดูกราฟ 10 นาที ตามข่าวพาดหัว ไม่เอานะ > ถ้าปัจจัยเปลี่ยนจริง ๆ ขาย ถ้าไม่เปลี่ยน ซื้อ ซื้อเท่าไหร่ ซื้อเมื่อไหร่ 
 

3. ซื้อเพิ่มก็จริงแต่ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ใช้หลักการ Rebalance ช่วยซื้อ ปรับสัดส่วนตามกำหนด เช่น รายไตรมาส เดิมถือหุ้นจีน 20% ถ้าหุ้นจีนมันลงมาแรงมากนักเหลือ 15% การปรับสมดุลจะเป็นช้อนซื้อเติมเข้ามา โดยอัตโนมัติ ให้เต็ม 20% ขายตัวกำไรมานิดหน่อย แค่นั้น

ผล

> นักลงทุนจะได้พอร์ตที่ยังคงความสมดุลไว้ได้ แถมมีเวลากลับไปดูพื้นฐาน ปัจจัยลงทุน ทบทวนได้อีก สบายใจกว่ากันเยอะ

บทสรุป

ต้องยอมรับธรรมชาติข้อนึง คือ ลงทุนแล้วขาดทุนเป็นเรื่องปกติ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันอยู่ที่การเดินหมากตาต่อไปต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสิน (อย่าลืมว่าเราต้องอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด Time in the market, not timing)

คุณไม่ได้อยู่คนเดียว จากประสบการณ์ Fund Manager ก็เห็นมืออาชีพเจ็บจาก Loss Aversion แบบนี้มานักต่อนัก เป็นกำลังใจให้ครับ

Share On :

ทำไมเราถึงทนถือขาดทุนได้นาน ? แถมยังถัวให้ช้ำไปอีก ? Read More »

ตอนนี้หุ้นแพงไปหรือยัง ถ้าซื้อตอนนี้จะดีไหม ?


ตอนนี้หุ้นแพงไปหรือยัง ถ้าซื้อตอนนี้จะดีไหม ?

สั้น ๆ คือแพง

…แต่มีปัจจัยให้ลุ้น ถ้าจะไปต่อได้ครับ

ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวจากวิกฤตในอดีต ?

จาก Mid Year Outlook ของ BlackRock ก็ต้องบอกว่าอยู่เกือบค่อนไปทางเพดานแล้ว เพราะการฟื้นตัวจาก Covid-19 รอบนี้ มนุษยชาติ เรารับมือได้ดีมาก ๆ อย่างน้อยก็นักลงทุน นักวิเคราะห์ ธนาคารกลางต่าง ๆ ที่ทำให้เราไม่พลาดซ้ำสอง ซ้ำสาม เหมือนในอดีต

         เราออกแบบ QE ที่ยิ่งใหญ่ที่ใหญ่กว่า 4 เท่า แม้ผลกระทบต่อ ศก.จริงจากวิกฤตครั้งนี้ จะน้อยกว่า GFC ถึง 4 เท่า
         เราไม่รีบทำ Taper เร็วเกินไป
         เราไม่ปั้นราคาบางกลุ่มมากจนไป จนเกิดภาวะฟองสบู่ (แม้จะเกือบ)

คนออกนโยบายก็เรียนรู้ ปรับตัว นักลงทุนเองก็ใช่ย่อย ภาพของตลาดทุนจึงฟื้นกลับมาได้ เร็วและแรง เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ทางแยกถัดไปที่มีโอกาสในการทำให้ตลาดหุ้นไปไม่ถึงจุดสูงสุดใหม่ คือ การตัดสินใจทำ Taper ต้องไม่ช้าเกินไปจนเกิดความไม่แน่นอน และความผันผวนในแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญ เป็นตัวปูทางให้ แผนการลงทุน ทั้ง Infrastructure / New Energy / Disruptive Platform ทั้งหลายที่ลุ้นให้เกิดโอกาสลงทุนใหม่ๆ นั้น จะยังสามารถเกิดขึ้นจริงได้ ไม่สะดุดล้มไปซะก่อน

เรามีลมใต้ปีก คือ ความเสี่ยงในด้าน Geopolitical ที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา และแผนเดินหน้าสู่ Net Zero emission ที่ออกตัวกันมาแรง

บทสรุป

สำหรับนักลงทุนระยะยาว 5 – 10 ปี อาจะเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการลงทุนใหม่ แต่สำหรับ ระยะสั้น คงต้องลดเกียร์ลงนิดนึง เพราะขนาด BlackRock ยังขอให้ลดหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (US) และกระจายไปลงทุนกลุ่มประเทศอื่น ๆ บ้าง

Share On :

ตอนนี้หุ้นแพงไปหรือยัง ถ้าซื้อตอนนี้จะดีไหม ? Read More »

ลงทุนยังไงไม่ให้ขาดทุน มันทำยังไงลองมาดู


ลงทุนยังไงไม่ให้ขาดทุน มันทำยังไงลองมาดู

ทำไม ใครๆ ก็บอกให้ลงทุนระยะยาวแล้วจะดี มันดียังไง ?

JP Morgan อัพเดทสถิติการลงทุน ที่พิสูจน์ว่า การลงทุน ถ้าทนถือมันได้นานพอ คุณจะได้กำไรจากการลงทุนแน่นอน โดยไม่ต้องเทรด ไม่ต้องเข้า ๆ ออก ๆ เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องทน

ยกตัวอย่างเช่น ดูแท่งสีเขียวแท่งเดียวทางซ้ายสุด แสดงถึง พอร์ตการลงทุนที่ถือหุ้น 100% (S&P500) ถ้าเริ่มลงทุนและถือแค่ปีเดียวแล้วขาย ไม่ว่าปีใดๆ จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงสุดถึง 47% หรืออาจจะขาดทุน -39% (เข้าตอนหุ้นพีค)

แต่ถ้ายอมถือต่อไป “เวลา” จะเข้ามาช่วยให้ ตัวเลขดูดีขึ้น เช่น ไม่สนใจว่าจะเริ่มลงทุนช่วงไหน ปีใด แต่ถือไป 10 ปี ต่อเนื่อง จะมีโอกาสได้ผลตอบแทน +19% ต่อปี หรือโชคร้ายสุด ๆ ก็ขาดทุนแค่ -1% ต่อปี

และถ้าลงทุน ทนถือได้ถึง 20 ปี โอกาสขาดทุนจะเป็นศูนย์ หรืออย่างแย่ก็ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6.00% ซึ่งก็ถือว่าสูงมาก ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่แสนจะต่ำเตี้ยในปัจจุบัน

แต่ผมมีข้อสังเกตุ ต้องเข้าใจก่อน ดังนี้

บทสรุป

1. ทนถือ แต่ต้องถือให้ถูกที่ … ลงทุนในหุ้นก็จริง แต่ไม่ใช่ดื้อถือตัวเดียว หรือประเทศเดียว แต่ต้องถือตะกร้าหุ้นที่มีการคัดเลือก ผู้ขนะโดยธรรมชาติ ให้อยู่ตลอดเวลา เช่น ตัวอย่างคือ S&P500 ที่มีหุ้นเก่ง ๆ (ใหญ่) ถูกปรับเข้ามาเป็นสมาชิก ดัชนีอยู่ตลอดเวลา ผมคิดว่ากองทุนรวมหุ้น US หรือหุ้นโลก ก็น่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี ไม่ต่างกัน

2. หุ้นล้วน 100%

ต้องรอนาน นักลงทุนที่ใกล้เกษียณอาจไม่มีเวลามากพอ หรือรับขาดทุนไม่ได้นานมาก แต่ถ้าจัดพอร์ตกระจายกลุ่มสินทรัพย์ (แท่งสีเทา) โอกาสขาดทุนเป็นศูนย์ จะมาถึงเร็วขึ้น แค่ 5 ปี ก็ไม่ขาดทุนแล้ว !

3.ผลตอบแทนเป็นเฉลี่ยต่อปี ไม่ใช่กำไรทุกปี

 

แปลว่า ถ้าโชคร้ายเจอ Recession พอดี ผลตอบแทนอาจจะขาดทุนไปได้ถึง 3-4 ปี และค่อยมาดีในช่วงหลังจากนั้น สำคัญคือเรารู้ในใจไหมว่า มันเป็นเรื่องปกติ หรือจะท้อแท้ ขายขาดทุน และออกจากตลาดไป

JP Morgan แสดงสถิติตั้งแต่ปี 1950 และอัพเดททุกปี ยังคงยืนยันความจริง Mindset การลงทุน ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี

Share On :

ลงทุนยังไงไม่ให้ขาดทุน มันทำยังไงลองมาดู Read More »

แหล่งเงินได้ จากสวัสดิการยามเกษียณ…

เกษียณยุคใหม่ ไม่ควรพลาด

Retirement Corner​

Home / Articles posted byLief Capital

การเตรียมพร้อมรับวัยเกษียณ ถือเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลที่ต้องวางแผนเก็บเงินและเตรียมรับมือด้วยตนเองจริง ๆ แต่ปัจจุบันยังมีสวัสดิการที่ช่วยให้ชีวิตหลังเกษียณมีความมั่นคงมากขึ้น โดยแหล่งเงินที่ได้จากสวัสดิการรายงานเกษียณที่ควรรู้ มีดังนี้

1. เงินช่วยสมทบ

พนักงานประจำบริษัทเอกชนที่มาสังกัดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) จะมีทางเลือกในการเก็บออมภาคสมัครใจเพิ่มจากเงินเดือนปกติ โดยเมื่อพนักงานส่งเงินสะสมเพิ่ม นายจ้างจะร่วมสมทบเงินเพิ่มในอัตราที่ระบุไว้ ทำให้เงินกองทุนเติบโตมากขึ้นตลอดการทำงานโดยเงินก้อนที่ได้จาก PVD จะได้รับกรณีลาออกจากงานตามเงื่อนไข หรือเกษียณอายุ เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
ทั้งนี้ สมาชิก PVD ที่อายุงานไม่น้อยกว่า 5 ปี สำหรับบริษัทที่รับราชการหลังปี พ.ศ. 2540 ก็มีเงื่อนไขพิเศษในการได้รับเงินสะสมและเงินสมทบทั้งหมดในกรณีที่ลาออกก่อนกำหนด จะได้รับเฉพาะเงินสะสมส่วนของตนเอง ส่วนเงินสมทบจะได้รับตามเงื่อนไขของนายจ้างสำหรับผู้ที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เงินส่วนนี้เข้าข่ายเป็นเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณโดยสมบูรณ์

2. เงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ

พนักงานประจำบริษัทเอกชน เมื่อเกษียณอายุราชการหรือออกจากงานโดยไม่มีความผิดร้ายแรง จะได้รับเงินก้อนนี้ตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งจำนวนเงินที่ได้จะขึ้นอยู่กับอายุงานและระดับเงินเดือนสุดท้ายผู้ที่มีอายุงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป มักจะได้รับเงินก้อนในสัดส่วนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับใช้ในวัยเกษียณส่วนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็มีเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญให้ตามระเบียบของแต่ละหน่วยงาน โดยผลประโยชน์จะจ่ายต่อเนื่องทุกเดือนหรือเป็นเงินก้อน ขึ้นอยู่กับประเภทของหน่วยงานและตำแหน่งของพนักงาน


สำหรับข้าราชการ การได้รับ “เงินบำเหน็จ” จะเกิดขึ้นเมื่อเกษียณอายุราชการ หรือออกจากราชการก่อนอายุเกษียณ โดยจำนวนเงินที่ได้รับจะเท่ากับ “เงินเดือนเดือนสุดท้าย × จำนวนปีเวลาราชการ” โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องรับตั้งแต่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จึงจะเป็นเงินบำเหน็จแบบรายปี ส่วนเงินบำนาญหรือเงินก้อนที่ได้รับ จะเป็นสวัสดิการสำหรับข้าราชการ เมื่อได้รับแล้วจะมีภาระทางภาษีร่วมด้วย เนื่องจากรายได้ดังกล่าวถือเป็นรายได้ตามภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3. เงินบำนาญ

พนักงานประจำในบริษัทเอกชน ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน และมีอายุงานตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป (15 ปีขึ้นไป) และอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับ “เงินบำนาญรายเดือน” ไปตลอดชีวิต

เงินบำนาญจะพิจารณาจากฐานเงินเดือนและระยะเวลาการส่งเงินสมทบ โดยคำนวณจากสูตรดังนี้

สูตรการคำนวณเงินบำนาญ

เงินบำนาญ = [ 20% + (จำนวนปีส่งเงินสมทบที่เกิน 180 เดือน ÷ 12 × 1.5%) ] × เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

หมายเหตุสำคัญ:
* เฉพาะระยะเวลาที่ส่งเงินครบ 12 เดือนเท่านั้นจึงจะนำมาคำนวณ
** ฐานเงินเดือนเฉลี่ยขั้นต่ำตามกฎหมาย = 15,000 บาท
*** ต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน จึงมีสิทธิ์รับ “เงินบำนาญรายเดือน” หรือเลือก “เงินบำเหน็จ” เป็นก้อนแทน

สำหรับข้าราชการ หากได้รับเงินบำเหน็จครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว จะได้รับรายเดือนหรือเงินก้อนตามกฎหมายที่ประกาศไว้ในวันที่ 27 มีนาคม 2540 โดยคำนวณตามสูตรเฉพาะของข้าราชการ

บทสรุป

เพราะฉะนั้น หากใครกำลังคิดเรื่องชีวิตหลังเกษียณอยู่ ควรต้องลองพิจารณาให้ดีว่า วิธีการวางแผนแบบเดิม ๆ นั้น ยังเหมาะกับโลกยุคใหม่หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องของการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมีความมั่นคง และสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ประสบการณ์ชีวิตของเรา” อยู่ตรงไหน และเราต้องการอะไรในช่วงเวลานั้น

แหล่งเงินได้ จากสวัสดิการยามเกษียณ… Read More »

คนรุ่นใหม่อาจไม่มีวัยเกษียณ ? เพราะอะไร ?

เกษียณยุคใหม่ ไม่ควรพลาด

Retirement Corner​

Home / Articles posted byLief Capital

ในภาวะปัจจุบัน

ที่การเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในอัตราที่ก้าวกระโดด นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ มีความฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำงานแทนที่มนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น (แม้จะยังอยู่แค่ในบางส่วนที่เป็นงานซ้ำๆ) กระทบมายังพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมความคิดของคนวัยทำงานรุ่นใหม่ จึงอาจมีความแตกต่างไปจากคนรุ่น 80 90 เป็นอย่างมาก เนื่องจากเกิดมาในยุคที่ทุกอย่างสามารถหาได้ เข้าถึงได้ ใช้งานได้ภายในพริบตาเดียว คุยกับเพื่อนที่อยู่ที่อีกซีกโลกได้โดยไม่ต้องรอคิวโทรศัพท์ ไม่ต้องส่งแอร์เมล์ แถมยังฟรี ไม่ต้องเสียเงินสักบาท การหาเพื่อน (Social Media) การเดินทาง (Uber) การท่องเที่ยว (Airbnb) การดูหนัง (Netflix) ทุกอย่างล้วนเป็นไปในลักษณะที่สะดวก ทันที ต้นทุนต่ำ แต่เน้นที่ผล เน้นที่ประสบการณ์ ในรูปแบบ “เช่าใช้” (Subscription) มากกว่า ความรู้สึกที่ต้องได้เป็นเจ้าของ (Buy and Own) ซึ่งเป็นที่นิยมในเกือบร้อยปีที่ผ่านมา

ถ้าเป้าหมายการทำงาน

ของคนรุ่นก่อน คือการสะสมเงิน สมบัติ บ้าน รถ ที่ดิน อะไรก็แล้วแต่ เพื่อเป็นการรับประกันว่าในยามที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว หรืออยากเลิกทำงานแล้ว สิ่งที่สะสมมาจะเป็นตัวสนับสนุนให้เขาและคนรอบตัวยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ค่อยๆ ขาย ค่อยๆ รินความเป็นเจ้าของสมบัติเหล่านั้นออกมาใช้ ก็น่าจะมีชีวิตเกษียณที่มีความสุขได้ไม่ยาก ง่ายๆ คือเกิดมา ทำงาน สะสมสิ่งของ และขายกินในบั้นปลาย มีช่วงชีวิตการทำงานและการหยุดทำงานแบ่งชัดเจน แต่ถ้าลองนึกถึงคนทำงานรุ่นใหม่ๆ

ที่ไม่ได้อยากมีบ้าน มีรถเป็นของตนเอง (ไม่อยากมี หรือไม่อาจมี ก็ไม่แน่ใจ) ไม่อยากเก็บเงินอะไรมากมาย เลือกที่จะไปหาประสบการณ์ มากกว่าการเก็บออมเพื่อเป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง ไม่ได้สั่งสมสินทรัพย์มากมาย จะมีอะไรมาขายกินยามชรา เหมือนเอาช่วงทำงานกับช่วงเกษียณที่แบ่งแยกชัดเจนในคนรุ่นก่อน มาคลุกผสมผสานกลืนเป็นเนื้อเดียวกันในคนรุ่นปัจจุบัน เป็นเรื่องน่าคิดว่า หน้าตาของวัยเกษียณในคนรุ่นที่อยู่แบบ Subscription Model นี้จะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่ได้สั่งสมอะไรมา จะเอาอะไรกิน โดยเฉพาะถ้าวิวัฒนาการการแพทย์จะยิ่งทำให้อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้นไปอีก หนึ่งในแนวทาง

ที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นไปได้ คือ คนรุ่นนี้ (Gen Alpha) และรุ่นต่อไป อาจไม่มีคอนเซปของคำว่า “เกษียณ” หรือ “ไม่มีวันหยุดทำงาน” ก็เป็นได้ คืออยากทำงานเมื่อไหร่ก็มา อยากเที่ยวก็ไป จะพักผ่อนวันไหนก็พัก ทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น ถามว่าจะเป็นอย่างงั้นได้ ก็ต้องมีเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เข้ามาทำให้มนุษย์มีมาร์จิ้นมากขึ้น ใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลักษณะงานเบาลง พึ่งพาแรงงานมนุษย์น้อยลง เน้นใช้สมองมากขึ้น ต้นทุนต่ำ รายได้สูง และอยู่ได้แบบเรื่อยๆ ไม่ต้องคาดหวังจะสะสมอะไร เป็นเจ้าของอะไรมากมาย วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเลิก พอ หรือจนกว่าสมองกลจะมาแย่งงานไปจนหมด (ฟังดูดาร์คๆ หม่นๆ)

บทสรุป

พราะฉะนั้น ถ้าใครกำลังคิดถึงเรื่องชีวิตหลังเกษียณอยู่ อาจต้องลองพิจารณาให้ดีว่า วิธีการวางแผนแบบเดิ

คนรุ่นใหม่อาจไม่มีวัยเกษียณ ? เพราะอะไร ? Read More »

6 เรื่องเล่าการลงทุน ที่รู้แล้วต้องร้อง…

สาระลงทุนที่ไม่ควรพลาด

Investment Corner​

Home / Articles posted byLief Capital

จากประสบการณ์การทำงานในฐานะ Fund Manager

มาตรครึ่งทศวรรษ พบกับนักลงทุนมาหลากหลายประเภททั้งพอร์ตเล็กยับจนถึงพอร์ตใหญ่ เพียงแค่ฟังสิ่งที่นักลงทุนเล่าให้ฟัง เราก็มักจะพอเข้าใจภาพรวมการตัดสินใจได้มากขึ้น ยิ่งล่าสุดได้มีโอกาสมานั่งคุยกับนักลงทุนจำนวนมาก ทั้งเกษตรกร พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ความเข้าใจเรื่องการลงทุน” มักคลาดเคลื่อนจากความจริงไปมาก และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เงินออมของใครหลายคนเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็นจึงจะขอใช้พื้นที่บนเพจ Nightwatch นี้ในการค่อย ๆ เรียบเรียง เล่า และแชร์ข้อสังเกตที่ช่วยให้หลายคนเข้าใจ และปรับใช้ได้จริง

1. การลงทุนหมายถึงเล่นหุ้น ลุยเลย

ประเด็นแรกที่พบเสมอคือ คนจำนวนมากมีภาพจำผิดว่า “ลงทุน = เล่นหุ้น” เล่นหุ้นของหลายคนคือการเก็งกำไรแบบอัดโมเมนตัม การเข้าซื้อตามข่าว การเข้าตามกระแส หรือซื้อตามคำบอกเล่า ซึ่งส่วนใหญ่มีความคล้ายกันคือการมองว่าหากเลือกตัวถูกก็รวยได้เร็ว

แต่ในความเป็นจริง หุ้น หรือ Share คือประเภทสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์มากพอ โดยเฉพาะการมองปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ หากจะคิดเริ่มประสบความสำเร็จ แต่ความเชื่อที่ตลาดเคลื่อนไหวเร็ว ทำให้เราพกความกลัวตกขบวนจนออกจากทองคำมาออมหุ้นทันที ก็เสี่ยงพาตัวเองขาดทุนได้เช่นกัน

วิธีการรับมือ

ศึกษาการลงทุนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท เพื่อให้เรารู้น้ำหนักของความเสี่ยง และตั้งเป้าการค้นหา “อัตราผลตอบแทนคาดหวังที่เหมาะสม” ให้ได้อย่างน้อยระดับ 2–3% ต่อปีเป็นพื้นฐาน ก่อนเริ่มคิดหาหุ้นเก็งกำไร ควรมีกรอบคิดนี้ติดตัวเสมอ

การรักษาเงินต้นสำคัญที่สุด

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ อย่าเพิ่งรีบร้อนเอาเงินทั้งหมดไปเสี่ยง หุ้นไม่ใช่เครื่องสร้างความร่ำรวยแบบเร่งด่วน หากผิดพลาดอะไรก็อาจเสียเวลาเก็บเงินที่ใช้เวลาหลายปีให้กลับมาใหม่อีกครั้ง

2. ผลตอบแทนแบบง่าย ๆ ปันผล 7% ต่อเดือน

หรือบางที่โฆษณาว่า “มีจริงอยู่นะโลกใบนี้!” ถ้าเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ มาบอกว่าได้ผลตอบแทนแบบนี้ทุกวัน ก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนต่อเดือนระดับนี้เป็นไปไม่ได้เลยในระยะยาว

เมื่อคำนวณจริง ๆ ผลตอบแทนระดับ 7% ต่อเดือนเท่ากับประมาณ 125% ต่อปี ซึ่งไม่มีสินทรัพย์ปกติใดในโลกที่เติบโตได้ระดับนี้อย่างยั่งยืน อัตราผลตอบแทนระดับนี้มักมาพร้อมความเสี่ยงสูง หรือไม่ก็เป็นการระดมทุนที่มีความผิดปกติ

นักลงทุนจำนวนมากที่หลงเชื่อเพราะความโลภหรือความอยากได้เร็วมักจะตกหลุมพรางจนเสียเงินต้นไปโดยไม่รู้ตัว

ข้อคิดสำคัญ

ให้ตั้งคำถามเสมอว่า “ถ้ามันดีขนาดนั้น ทำไมคนทั้งประเทศไม่แห่ไปลงทุนกันหมด?” สิ่งที่ดีเกินจริงมักไม่จริงเสมอ โลกการลงทุนมีความเสี่ยง และไม่มีอะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยงติดมาด้วยเลย

WSUA_balance_2.png

ที่มา : The Vanguard Group’s Research > Link ข้อมูล 

วิธีการรับมือ

พิจารณาเสมอว่า ของดีนั้นยังมีอยู่จริงบนโลก แต่โอกาสที่จะเจอกลับมีน้อยกว่าที่เรามักอยากเชื่อ และครั้งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ได้มากนัก เราไม่โชคดีขนาดนั้นหรอกครับ ในหลาย ๆ ครั้ง พลังความโลภจากประสบการณ์ในอดีตทำให้เชื่อเรื่องที่ไม่เหมือนความจริง บางครั้งทำให้ต้องเสียเงินมากกว่าได้ เพราะฉะนั้น ในเวลาที่จะลงทุน ควรใช้ “ความรู้” โดยเขียนไว้ซ้ำ ๆ (ถึงกับต้องอ่านซ้ำ) อ่านซ้ำอยู่จาก Nightwatch เพื่อเพิ่มเติมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เริ่มลงทุนอย่าเป็นพระเอก และยืมโอกาสที่ไม่มีจริงนั้นใช้แทนเสมอ

3. เล่นหุ้นได้กำไร = อิสรรภาพทางการเงิน

เป็นแนวความคิดของคนทุกยุคจริง ๆ ครับ ต้องยอมรับ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด แต่ต้องเข้าใจให้ครบ นักลงทุนที่ระลึกถึงอิสระทางชีวิตได้ด้วยการลงทุน หมายถึงการลงทุนในหุ้นและทำให้กลายเป็นอาชีพหนึ่ง ผมมาพบว่าผู้ดูไม่เยอะ แต่สิ่งที่มักจะพาคนจำนวนหนึ่งไปต่อยากที่สุดคือ “ความคงเส้นคงวา” ของการสร้างกำไรจากการลงทุน การทำกำไรได้จากตลาดต้องพึ่งพืชทุกตัวที่เหมาะและเสียสละทางชีวิตและเครื่องมือที่ใช้ด้วยเสมอ

จากประสบการณ์ของผม มักสรุปได้ว่า “มีโอกาส” ที่จะเป็นอิสระทางการเงินจากการลงทุน มีอยู่ 3 กลุ่ม

  • คนที่เริ่มต้นด้วยกำลังลงทุนที่ใหญ่พอ (สัก 10 ล้านบาทขึ้นไป) เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่พอเป็นไปได้จากการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป (ปีละ 6% เดือนละ 50,000) และต้องเลือกหุ้นได้อย่างดี และอดทนได้ สายปานกลางพอ

  • คนที่มีความสัมพันธ์การลงทุน หมายถึง การติดตามบริษัทอย่างใกล้ชิด เช่น การทำ Company Visit แบบบ่อย ๆ เข้าได้ถึงผู้บริหาร หรือมีทักษะเฉพาะเป็นวิเคราะห์ Discounted Cashflow ขั้นคุณภาพสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้สม่ำเสมอ ปีละหลายร้อย % ก็มีเห็นกันบ่อย ๆ แต่แลกมากับความพยายามระดับหนักจริง ๆ

  • คนที่มีวินัยสูงมาก หรือเป็นประเภทที่มีเคมีเข้ากับตลาดทุน พอเข้าใจจังหวะตลาด เข้าใจพลังของ Big Gain กล้าเข้า กล้าถอย ใจถึงพอมีโอกาส แต่กลุ่มนี้เจอไม่เยอะ หลายรายสร้างผลตอบแทนประสบความสำเร็จมีอิสระทางการเงินได้จริงราวศตวรรษก่อนมาก็มีจำนวนหนึ่ง แต่หลายรายก็ล้มง่าย ออกจากตลาดไปก็ไม่น้อยเช่นกัน

บทสรุป

“ดังนั้น วิธีการขึ้นยอด การเทรด การจัดการเวลา เราอาจไม่อยู่ในหมวด 3 กลุ่ม หรือยังไม่พร้อมแบบนั้น ผลคือเราควรเตรียมตัว พัฒนาศักยภาพของเราให้พร้อมต่อการสร้างรายได้หรืออิสระภาพทางการเงินจากการลงทุน จำให้ขึ้นใจว่า นี่ไม่ใช่แนวคิดของการหาโชค แต่เป็นวิธีการหาโอกาสที่ว่า และเครื่องมือที่ช่วยให้ทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอ”

6 เรื่องเล่าการลงทุน ที่รู้แล้วต้องร้อง… Read More »

Scroll to Top