loader image

อัปเดตมุมมองการลงทุนทั่วโลก Q2 จาก BlackRock

INSIGHT

Lief capital Asset Management

อัปเดตมุมมองการลงทุนทั่วโลก Q2 จาก BlackRock

นับตั้งแต่วัฏจักรขาขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเริ่มขึ้นเราได้เริ่มเห็นผลกระทบที่ซึมซับเข้ามายังเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องโดย Blackrock มีมุมมองต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

 

เศรษฐกิจในปัจจุบันเริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบเชิงลบโดยสังเกตได้จากเหตุการณ์การล้มของภาคการเงิน แต่อย่างไรก็ตามแม้ Blackrock จะมองว่าเศรษฐกิจถดถอยกำลังใกล้เข้ามาและน่าจะเกิดขึ้น แต่ระดับความรุนแรงจะไม่เหมือนกับในปี 2008 เนื่องจากภาคที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และผู้บริโภคนั้นอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในช่วงดังกล่าวอย่างมาก

Blackrock เชื่อว่าราคาตลาดของหลักทรัพย์ได้รับรู้ถึงอัตราดอกเบี้ยสำหรับปี 2023 ไปแล้ว (เส้นสีเหลือง) แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์การล้มของธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรป ตลาดได้ปรับมุมมองต่อดอกเบี้ยใหม่ว่าอาจไม่สูงและจะลดลงเร็วกว่าช่วงก่อนหน้า (เส้นสีชมพู) แต่ทาง Blackrock กลับมองตรงข้ามในเรื่องดังกล่าวโดยมองว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงนั้นจะทำให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสู

อีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปคือตลาดแรงงานที่ในปัจจุบันยังตึงตัวอย่างมาก โดยเฉพาะค่าแรงภาคบริการที่ยังสูงต่อเนื่องจากการที่บริษัทต้องยอมจ่ายค่าแรงสูงขึ้นเพื่อดึงดูดแรงงานให้เข้าทำงานในช่วงที่เงินเฟ้อสูง

 

Blackrock มองว่าควรลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) จากความเชื่อที่ว่ากำไรในปัจจุบันนั้นยังไม่ถูกปรับลดตามผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนในฝั่งของตลาดกำลังพัฒนา (EM) มองว่า Valuation ที่ประเมินจากผลกระทบต่อกำไรบริษัทได้เกิดขึ้นแล้วและชัดเจนกว่า อีกทั้งจะยังได้รับประโยชน์จากการที่จีนเปิดประเทศและใช้มาตรการที่ผ่อนคลายที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดีกว่าในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน Blackrock มองว่าตลาดประมาทอัตราเงินเฟ้อมากเกินไปโดยเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะคงทนและอยู่ไปนานกว่าที่ตลาดมองไว้ จึงชอบการลงทุนในตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับอัตราเงินเฟ้อ (TIPS) อีกทั้งยังชอบการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น(Short-term bond) มากกว่าตราสารหนี้ระยะยาวในปัจจุบัน เนื่องจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในด้านระยะเวลาการถือครองโดยแนะนำให้ลดการถือครองกลุ่มหุ้นกู้และกลุ่มผลตอบแทนสูง (Credit and high-yield) จากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ โดยสังเกตได้จากการล้มของภาคการเงินในช่วงที่ผ่านมา

Blackrock เชื่อว่าเราไม่สามารถลงทุนและปล่อยไว้เฉย ๆ เหมือนในช่วงที่ตลาดเป็นปกติ โดยในสภาวะการลงทุนปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องปรับพอร์ตอย่างต่อเนื่องเพื่อรับโอกาสและลดความเสี่ยงโดยภาพรวม

 

โดยสรุป :

ภาพของเศรษฐกิจถดถอยเริ่มมีให้เห็นแต่ไม่น่ารุนแรงอย่างในปี 2008 และผลกระทบจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มชัดเจนจากเหตุการณ์ธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับสูงไปอีกนานด้วยเงินเฟ้อที่ยังเหนียวแน่น แนะนำลดหุ้นกลุ่ม DM เพิ่มกลุ่ม EM ขณะเดียวกันแนะนำตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ที่เชื่อมกับเงินเฟ้อจากผลตอบแทนที่น่าสนใจ โดยลดตราสารหนี้ระยะยาวจากระดับผลตอบแทนคาดหวังที่สูงขึ้นและลดหุ้นกู้กับตราสารหนี้กลุ่มผลตอบแทนสูงจากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงข้างหน้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 

 

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.blackrock.com/corporate/literature/whitepaper/bii-global-outlook-in-charts.pdf

*บทความสรุปเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน หรือคำเสนอสินค้าและบริการทางการเงินการลงทุน นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

อัปเดตมุมมองการลงทุนทั่วโลก Q2 จาก BlackRock Read More »

หุ้นคุณค่าจะสามารถทำได้ดีกว่าหุ้นเติบโตต่อไปหรือไม่ ? I Schroders

INSIGHT

Lief capital Asset Management

หุ้นคุณค่าจะสามารถทำได้ดีกว่าหุ้นเติบโตต่อไปหรือไม่ ?

ผลตอบแทนของหุ้นคุณค่า (Value stock) สูงกว่าหุ้นเติบโต (Growth stock) กว่า 23.0% ในปี 2022 ที่ผ่านมา โดยนับเป็นการทำผลตอบแทนได้สูงกว่าเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันหลังจากที่ 7 ใน 8 ปีก่อนหน้านั้น หุ้นเติบโตสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าถึง 128.0% คำถามสำคัญ คือ สถานการณ์ที่หุ้นคุณค่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นเติบโตจะสามารถยืนระยะได้หรือไม่

 

หุ้นคุณค่าจะสามารถทำได้ดีกว่าหุ้นเติบโตต่อไปหรือไม่ ?

1 ในวิธีที่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำคือการประเมินมูลค่าเชิงสัมพัทธ์ (Relative valuation) ระหว่างหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโตนับตั้งแต่ปี 1975 จะพบว่าหุ้นคุณค่ามักถูกกว่าหุ้นเติบโตที่ค่าเฉลี่ยราว 42.0% เมื่อสังเกตจากอดีตจะพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นคุณค่ากับและหุ้นเติบโตมักวิ่งกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยระหว่างกัน

จะดีไหมหากถือหุ้นคุณค่าในช่วงก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย ?

ช่วงเศรษฐกิจถดถอยมักกระทบกับบริษัทที่เป็นกลุ่มวัฏจักรจากความผันผวนของรายได้ ขณะเดียวกันหลาย ๆ บริษัทที่เป็นกลุ่มวัฏจักรนั้นเป็นกลุ่มหุ้นคุณค่า

 

โดยปกติแล้วตลาดหุ้นจะปรับตัวลงก่อนที่คาดการณ์รายได้จะถูกปรับลง ฉะนั้นจึงควรเข้าซื้อก่อนที่คาดการณ์จะออก เนื่องจากราคาอาจรับรู้ถึงสถานการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นแล้ว และอาจทำให้พลาดโอกาสลงทุนได้

 

สมมติฐานที่ว่า หุ้นคุณค่าจะสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีนั้นอาจเกิดขึ้นจากความคุ้นเคยในช่วงที่ผ่านมาที่มาตรการทางการเงินนั้นเป็นแบบผ่อนคลาย (ดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องสูง) แต่หากมองไปที่ระยะยาวไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงิน (2008) , วิกฤต Dot-Com หรือช่วงปี 1970 และช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงจะพบว่าหุ้นเติบโตนั้นทำได้ดี

จะดีไหมหากถือหุ้นคุณค่าในช่วงก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย ?

ช่วงเศรษฐกิจถดถอยมักกระทบกับบริษัทที่เป็นกลุ่มวัฏจักรจากความผันผวนของรายได้ ขณะเดียวกันหลาย ๆ บริษัทที่เป็นกลุ่มวัฏจักรนั้นเป็นกลุ่มหุ้นคุณค่า โดยปกติแล้วตลาดหุ้นจะปรับตัวลงก่อนที่คาดการณ์รายได้จะถูกปรับลง ฉะนั้นจึงควรเข้าซื้อก่อนที่คาดการณ์จะออก เนื่องจากราคาอาจรับรู้ถึงสถานการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นแล้ว และอาจทำให้พลาดโอกาสลงทุนได้

 

สมมติฐานที่ว่า หุ้นคุณค่าจะสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีนั้นอาจเกิดขึ้นจากความคุ้นเคยในช่วงที่ผ่านมาที่มาตรการทางการเงินนั้นเป็นแบบผ่อนคลาย (ดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องสูง) แต่หากมองไปที่ระยะยาวไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงิน (2008) , วิกฤต Dot-Com หรือช่วงปี 1970 และช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงจะพบว่าหุ้นเติบโตนั้นทำได้ดี

 

การลงทุนในหุ้นคุณค่าเป็นการเดิมพันบนอุตสาหกรรมการเงินและน้ำมันหรือไม่ ?

ความเป็นจริง คือ ภาคการเงินและน้ำมันเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้หุ้นคุณค่าทำได้ดีกว่าในปี 2022 แต่หากดูที่รายละเอียดจะพบว่า กว่า 23.0% ที่หุ้นคุณค่าเอาชนะหุ้นเติบโตได้นั้นมาจากภาคการเงินและภาคน้ำมันเพียง 3.9% และ 3.5% ตามลำดับเท่านั้น โดยอีก 16.0% นั้นมาจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยกเว้นอสังหาริมทรัพย์ โดยภาคส่วนที่ดีที่สุด คือ กลุ่มเทคโนโลยี รองลงมา คือ กลุ่มบริการสื่อสารและสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ณ ปัจจุบันมีโอกาสมากมายในตลาดหุ้นสำหรับกลุ่มหุ้นคุณค่าที่นอกเหนือไปจากกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ราคาปรับลงค่อนข้างมาก ธุรกิจหน่วยความจำ กลุ่มบริการสื่อสาร หรือธุรกิจรับสร้างบ้านในสหราชอาณาจักรต่างมีมูลค่าที่น่าสนใจ

 

 

โดยสรุป : การประเมินมูลค่าหุ้นคุณค่าในปัจจุบันตามข้อมูลในอดีตสะท้อนให้เห็นว่าอยู่ในระดับที่มีความน่าสนใจ การถือครองหุ้นคุณค่าผ่านช่วงที่เสี่ยงเกิดเศรษฐกิจถดถอยเป็นไอเดียที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด อีกทั้งยังมีโอกาสมากมายในการลงทุนในบริษัทที่ประเมินแล้วว่าถูกกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น

 

 

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.schroders.com/en/hk/retirement/insights/managers-views/values-resurgence-flash-in-the-pan-or-here-to-stay/

*บทความสรุปเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน หรือคำเสนอสินค้าและบริการทางการเงินการลงทุน นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

หุ้นคุณค่าจะสามารถทำได้ดีกว่าหุ้นเติบโตต่อไปหรือไม่ ? I Schroders Read More »

มุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์ตราสารทุนระดับโลก I Credit Suisse

INSIGHT

Lief capital Asset Management

มุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์ตราสารทุนระดับโลก

ตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมาเผชิญความผันผวนจากเหตุการณ์การล้มของ Silicon Valley Bank (SVB) ที่สร้างความกังวลวงกว้างให้กับนักลงทุน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะดำเนินนโยบายการเงินด้วยมุมมองที่ลำบากขึ้น โดยแม้ว่าเงินเฟ้อจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ในปัจจุบันจะพบว่า อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและค่อนข้างคงทน ขณะที่ผลกระทบจากการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้าเริ่มกระทบกับเศรษฐกิจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

 

มองว่าการลงทุนในหุ้นยังคงต้องระมัดระวังเนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะชะลอตัวจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลาง

ภาคการผลิตน่าจะกลับมาสู่เทรนด์หดตัว คาดการณ์รายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 อยู่ที่ 2.40% และ -6.40% ตามลำดับในไตรมาส 1 ปี 2023 โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มเทคโนโลยีและสุขภาพ

 

กลุ่มธนาคารจากเดิมที่มองว่ามีแนวโน้มทำได้ดี เปลี่ยนเป็นมุมมองที่มีความไม่แน่นอนสูง จาก 2 เหตุผลหลัก คือ

1. อาจต้องจ่ายผลตอบแทนสำหรับเงินฝากสูงขึ้นเพื่อลดการแห่ถอนเงิน

2. ความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น

 

ในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วมองว่า ควรระมัดระวังการลงทุนในสหรัฐฯ โดยแนะนำสวิตเซอร์แลนด์และฮ่องกง ขณะที่ไม่แนะนำญี่ปุ่น นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าบริษัทในสหรัฐฯ รายได้และกำไรจะลดลงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่ราคาหุ้นประเมินแล้วถือว่ายังสูง

 

สวิตเซอร์แลนด์มีแนวโน้มทำได้ดีจากการที่หุ้นกว่า 60.00% เป็นกลุ่มสุขภาพและสินค้าจำเป็น (Defensive) ซึ่งควรจะทำได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัว อีกทั้งคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ฮ่องกงควรจะได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของประเทศจีน ในส่วนของญี่ปุ่นหุ้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นวัฎจักร ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเศรษฐกิจที่ซบเซา

 

ในกลุ่มตลาดกำลังพัฒนาประเทศจีน และละตินอเมริกามีแนวโน้มทำได้ดีที่สุด โดยประเทศจีนจะได้ประโยชน์จากการกลับมาเปิดเมืองและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคระบาด อีกทั้งรัฐบาลที่มีท่าทีสนับสนุนการเติบโตและธุรกิจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้านละตินอเมริกามีหุ้นกลุ่มวัฎจักรและหุ้นคุณค่าที่ราคาต่ำเมื่อเทียบกับตลาดกำลังพัฒนาอื่น ๆ ด้วยกัน โดยเฉพาะบราซิลที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง รวมถึงการที่ประเทศส่วนใหญ่ในละตินอเมริกาที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อไปมากแล้ว ซึ่งมีโอกาสที่จะกลับเข้าสู่วัฎจักรการลดอัตราดอกเบี้ยก่อนประเทศอื่น ๆ

 

โดยสรุป : ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นเจอความผันผวนจากเหตุการณ์การล้มของ Silicon Valley Bank ขณะที่ FED มีแนวโน้มดำเนินนโยบายด้วยความลำบากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันการลงทุนในตลาดหุ้นยังต้องระมัดระวัง ซึ่งขณะเดียวกันก็มีโอกาสการลงทุนที่ดีอยู่โดย Credit Suisse แนะนำสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง จีน และละตินอเมริกา ขณะที่ไม่แนะนำญี่ปุ่นและลดน้ำหนักสหรัฐฯ โดยเน้นย้ำว่าต้องเลือกลงทุนจากคุณภาพเป็นสำคัญ (พื้นฐานแข็งแกร่ง)

 

ข้อมูลอ้างอิง : https://www.credit-suisse.com/marketinsights/hk/en/article.html?articleId=cmap:deliverable/f4411266-2113-4d0f-8a11-52cbe6e96e58

*บทความสรุปเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน หรือคำเสนอสินค้าและบริการทางการเงินการลงทุน นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

มุมมองเกี่ยวกับกลยุทธ์ตราสารทุนระดับโลก I Credit Suisse Read More »

Scroll to Top